ทวาย-ไซยะบุรี ชะงัก! จุดเปลี่ยน อิตาเลียนไทย-ช.การช่าง

0
TwitterFacebookGoogle+Pinterest

ประเด็นสิ่งแวดล้อม ที่ “อิตาเลียนไทย-ช.การช่าง” กำลังเผชิญ กลายเป็น “กรณีศึกษา” ของคอร์ปอเรทไทย ต่อแผนโตนอกบ้าน ถึงความไม่หมู

 

สองยักษ์ก่อสร้าง “อิตาเลียนไทย-ช.การช่าง” เผชิญจุดเปลี่ยนสำคัญ เมื่อโครงการความหวังที่จะสร้างรายได้เป็นกอบเป็นกำในระยะ ยาวอย่าง “ทวาย-ไซยะบุรี” เจอ “ตอ” เข้าอย่างจัง !! ทั้งกระแสข่าวว่าสถาบันการเงินต่างชาติลังเลที่จะปล่อยกู้โครงการ ท่าเรือน้ำลึกและนิคมอุตสาหกรรมทวายรวม ถึงม็อบลุ่มแม่น้ำโขงที่ออกมาประท้วงจนรัฐบาลลาวต้องชะลอโครงการ สร้างโรงไฟฟ้าพลังน้ำไซยะบุรีไปก่อน หนทางที่จะแปลงสภาพตัวเองจาก “เสือหิว” ลุ้น งานประมูลปีต่อปีมาเป็นบริษัทที่ทำกำไรได้อย่างยั่งยืนรวมถึงก้าว ขึ้นเป็นผู้รับเหมาแถวหน้าของอาเซียนต้องเจออุปสรรคสำคัญ

หากวิเคราะห์ผลการดำเนินงานสองบริษัทในปีที่ผ่าน มาอย่างละเอียดจะพบว่าต่าง “ขาดทุนสุทธิ” ทั้งคู่ !! ปัจจัยหลักคือ “ต้น ทุนทางการเงิน” เช่น ดอกเบี้ย ที่ใส่ลงไปในสองโครงการสำคัญนอกบ้าน โดยมีตัวช่วยพยุงฐานะการเงินคือผลกำไรจากการขายเงินลงทุน

 

โดยผลประกอบการ บมจ.อิตาเลียนไทย ดีเวล๊อปเมนต์ ปี 2554 ขาดทุนสุทธิ 1,698.46 ล้านบาท เหตุผลหลักมาจากการเข้าไปลงทุนและเป็นผู้ถือหุ้นในโครงการต่างๆ ด้าน บมจ.ช.การช่าง ปีที่แล้วมีกำไรสุทธิ 927.40 ล้านบาท แต่ถ้านับเฉพาะผลการดำเนินงานจริงจะขาดทุน 1,300 ล้านบาท โดยเป็นต้นทุนการเงินที่ต้องจ่าย 1,100 ล้านบาท ส่วนหนึ่งคือการใส่เงินลงทุนและเป็นผู้ถือหุ้นโครงการไซยะบุรี โดยมีกำไรสุทธิที่ได้มาจากการขายเงินลงทุนในบริษัท เซาท์อีสต์ เอเชียเอนเนอจี ให้บริษัท ซีเค พาวเวอร์ ได้กำไรรวม 3,766 ล้านบาท

 

การเข้าไปลงทุนในธุรกิจสาธารณูปโภคพื้นฐาน เป็นกลยุทธ์ที่สองบริษัทให้ความสำคัญมานานหลายปี โดยช.การช่างเข้า ไปลงทุนในบริษัทที่เกี่ยวข้องอย่าง บมจ.ทางด่วนกรุงเทพ (BECL) บมจ.รถไฟฟ้า กรุงเทพ (BMCL) บมจ.น้ำประปาไทย (TTW) แต่ เพิ่งจะลงทุนโดยตรงเมื่อไม่นานมานี้ เช่น โรงไฟฟ้าพลังแสงอาทิตย์ ล่าสุดคือโครงการไซยะบุรีมูลค่าโครงการ 76,000 ล้านบาท

 

ส่วนอิตาเลียนไทย เพิ่งจะลงทุนในโครงสร้างพื้นฐานไม่กี่ปีที่ผ่านมานี่ เอง โดยมีโครงการทวายเป็น โครงการแรก ล่าสุดกำลังยื่นขอสัมปทานลงทุนในเหมืองโปแตซ จังหวัดอุดรธานีและโครงการผลิตอะลูมิเนียมในลาว

 

โครงการทวาย ปัจจุบันรัฐบาลพม่าได้ประกาศให้เป็นเขตเศรษฐกิจพิเศษ (Dawei Special Economic Zone) โดยมอบ สิทธิให้อิตาเลียนไทย เป็นผู้มีสิทธิในพื้นที่กว่า 2 แสนไร่ มูลค่าโครงการ 8,600 ล้านดอลลาร์ อายุสัญญาสัมปทาน 75 ปี โดยได้เซ็นสัญญาเป็นทางการเมื่อปี 2553

 

ภายหลังจากนั้น ความคืบหน้าของโครงการทวายเป็น ไปอย่างล่าช้า จนกระทั่งนายโคโค ฮแลง ที่ปรึกษาฝ่ายการเมืองของประธานาธิบดีเต็ง เส่ง ของพม่าต้องออกมาพูดเมื่อเร็วๆ นี้ว่า อิตาเลียนไทยผู้ได้สัมปทานไม่มีประสบการณ์ในการทำโครงการขนาดใหญ่มา ก่อนและต้องการเห็นนักลงทุนต่างชาติรายอื่นเข้ามาลงทุนโดยเร็ว ทั้งนี้อิตาเลียนไทยได้ว่าจ้าง “ธนาคารไทยพาณิชย์” เป็นที่ปรึกษาโครงการทั้งเรื่องแหล่งเงินกู้และจัด หาผู้ลงทุนต่างชาติเข้ามาลงทุนในโครงการทวาย

 

รวมถึงกระแสข่าวว่าสถาบันการเงินระดับชาติ เช่น ธนาคารเพื่อการพัฒนาแห่งเอเชีย (ADB) ลังเล ที่จะปล่อยกู้โครงการทวายเนื่อง จากติดปัญหาเรื่องการจัดการสิ่งแวดล้อมจากโรงไฟฟ้าพลังงานถ่านหิน ที่อยู่ใกล้ชิดชุมชน

 

แต่ปัญหาสำคัญของโครงการนี้คือเรื่อง “เงินทุน” เนื่องจากอิตาเลียนไทยต้อง เป็นผู้ลงทุนระบบสาธารณูปโภคภายใน เช่น ถนน รวมถึงจัดการย้ายผู้คนในบริเวณดังกล่าวออกไปพร้อมที่พักใหม่ ขณะเดียวกันต้องเป็นผู้ร่วมลงทุนในโครงการแรกๆ เช่น ท่าเรือ โรงไฟฟ้า แต่ผลประกอบการหลายปีหลังของอิตาเลียนไทยมีทั้งกำไรและขาดทุน จึงมีปัญหาในด้านเงินทุน

 

ส่วนโครงการไซยะบุรี เครือข่ายภาคประชาชน 8 จังหวัดลุ่มน้ำโขงรวมถึงประเทศสมาชิก อื่นต่างคัดค้านการก่อสร้าง เนื่องจากอาจทำให้ระบบนิเวศน์โดยรอบเสียหาย จนกระทั่งรัฐบาลลาวได้ออกมาระงับโครงการดังกล่าวชั่วคราวเมื่อเร็วๆ นี้ ทั้งนี้บริษัท ซีเค พาวเวอร์ ซึ่งเป็นบริษัทลูกที่ดำเนินการธุรกิจพลังงานของ ช.การช่าง ได้เซ็นสัญญากู้เงินมูลค่า 85,000 ล้านบาท กับ 6 ธนาคารไปแล้วเมื่อปลายปีที่ผ่านมา และได้ลงทุนจัดการสิ่งแวดล้อมไปแล้วเกิน 1,000 ล้านบาท

 

อิตาเลียนไทยได้เข้าไปบุกเบิกงานก่อสร้างในพม่าและอินเดียมายาวนาน จนมีสัดส่วนรายได้ต่างประเทศแซงหน้าในประเทศไปแล้ว ส่วน ช.การช่างก็เข้าไปปักธงในประเทศลาวซึ่งมีวิสัยทัศน์ต้องการเป็น แหล่งผลิตพลังงานของเอเชีย

 

หากก้าวแรกและก้าวสำคัญของสองบริษัทยัง “สะดุด” หนทาง ที่จะขยายอาณาจักรในประเทศเพื่อนบ้านรองรับประชาคมเศรษฐกิจอา เซียน (เออีซี) ก็ดูจะมืดมน

 

เปรมชัย กรรณสูต ประธานกรรมการบริหาร บมจ.อิตาเลียนไทย ดีเวล๊อปเมนต์ ยอมรับว่า ความเสี่ยงสำคัญของโครงการทวายใน ขณะนี้คือเรื่อง “เงินทุน” ในการก่อสร้าง ส่วนปัญหาเรื่องของกลุ่มน้อยในพื้นที่ (กะเหรี่ยง) ได้เซ็นสัญญาที่จะหยุดรบกันไปแล้วจึงไม่มีปัญหาอีก

 

ประเด็นที่หลายคนเป็นห่วงคือเรื่องของ “สิ่งแวดล้อม” ซึ่งอาจทำให้ไม่ ได้รับการสนับสนุนเงินกู้ จุดนี้บริษัทได้ว่าจ้างผู้เชี่ยวชาญด้านสิ่งแวดล้อมระดับโลกมา ดูแลซึ่งเป็น การใช้เทคโนโลยีที่ดีที่สุดในการจัดการของเสียเช่น น้ำ ควัน คนที่จะมาลงทุนในนี้ต่างเป็นอันดับหนึ่งของโลกในแต่ละธุรกิจทั้งนั้น อีกทั้งรัฐบาลพม่าก็มาคุมเข้มในจุดนี้ด้วย เรื่องที่ห้ามสร้างโรงไฟฟ้าถ่านหิน ตอนนี้ไม่ใช่ปัญหาแล้วถ้าไม่มีการส่งมาขายในไทย ให้ใช้เฉพาะในพื้นที่ได้เท่านั้น เขาระบุ

 

ส่วนเรื่องการย้ายผู้คนออกจากพื้นที่ เนื่องจากบริเวณดังกล่าวเป็นของรัฐบาลอยู่แล้ว ประชาชนไม่ใช่เจ้าของที่ ปัญหาตอนนี้คือราคาที่ดินสูงขึ้น แม้จะยังย้ายผู้คนออกไปได้เล็กน้อยเท่านั้น โดยปีนี้ตั้งเป้าจะย้ายให้ได้ 50% และ ปีหน้าอีก 50% จากพื้นที่ทั้งหมด 10,000 ไร่

 

โดยในระหว่างรอการก่อสร้างโรงไฟฟ้าถ่านหินแล้ว เสร็จ จะต้องสร้างโรงไฟฟ้าที่ใช้ก๊าซธรรมชาติเป็นเชื้อเพลิงเพื่อใช้ภายในนิคมฯ ไปก่อน โดยมีกำลังผลิต 200 เมกะวัตต์ ขณะนี้อยู่ระหว่างหารือกับ บมจ.ปตท.ในการต่อท่อส่งก๊าซธรรมชาติเข้ามาใช้บริเวณนิคมฯ

 

โดยโครงการที่จะต้องลงทุนเฟสแรกคือโรงถลุงเหล็ก พื้นที่ 12,500 ไร่ โรงไฟฟ้า 3,000 ไร่ โรงกลั่นน้ำมัน นอกจากนี้ที่ต้องทำเร่งด่วนคือถนนความยาว 600 กิโลเมตรภายในนิคมฯ ระบบไฟฟ้าและประปา มูลค่ารวมทั้งหมด 5,000 ล้านดอลลาร์ภายใน 10 ปี ข้างหน้า แต่เบื้องต้นจะลงทุนท่าเรือมูลค่า 2,500 ล้านดอลลาร์ และถนนมูลค่า 1,000 ล้านดอลลาร์ก่อน โดยสามารถกู้ได้ 60% ของมูลค่าทั้งหมด โดย 3 ธนาคารใหญ่จากไทยพร้อมจะปล่อยกู้

 

“เรากำลังหาผู้ร่วมลงทุนอยู่อย่างโรงไฟฟ้าเราก็ ได้ บมจ.ราชบุรี โฮลดิ้งที่จะมาลงทุนด้วย ท่าเรือก็จะมีพันธมิตรจากญี่ปุ่นมาร่วมถือหุ้นและเราเป็นคนจัดการ โรงถลุงเหล็กกำลังจะเซ็นสัญญาแล้วคาดว่าจะเป็นบริษัทญี่ปุ่น ส่วนโรงกลั่นอยู่ระหว่างเจรจา เบื้องต้นเราได้ลงทุนปรับพื้นที่ไปแล้วประมาณ 1,000 ล้านบาท” เปรมชัย ระบุ

 

ทั้งนี้พื้นที่ในนิคมฯ จำนวน 1.45 แสนไร่ จะเป็นพื้นที่ขายจริงเพียง 55% ที่เหลือ จะเป็นระบบสาธารณูปโภครวมถึงที่พักคนงาน ปีนี้คาดว่าจะขายที่ดินได้ 2-3 แปลง ทั้งหมด 40,000-50,000 ไร่ โดยอิตาเลียนไทยจะร่วมเป็นผู้ถือหุ้นในส่วนที่เป็นโครงสร้างพื้นฐาน เช่น ท่าเรือในสัดส่วน 51%ขึ้นไปเพื่อ ให้มีรายได้ค่าธรรมเนียมและค่าบริการในอนาคต

 

เปรมชัย ยังบอกอีกว่า กลยุทธ์ของอิตาเลียนไทยจะ ทยอยขายพื้นที่ในนิคมฯ ให้กับผู้ลงทุนเพื่อเป็นเงินทุนหมุนเวียนสำหรับการลงทุนโครงการ ต่างๆ ไปเรื่อยๆ พร้อมกับหาแหล่งเงินกู้ โดยมี “แผนสอง” คือการเพิ่มทุนบริษัทซึ่งได้ขอมติผู้ถือหุ้นไว้ ล่วงหน้าแล้ว แต่จะนำมาใช้เมื่อจำเป็นเท่านั้น

 

เป้าหมายเบื้องต้นคาดว่าจะเริ่มก่อสร้างอย่าง เป็นจริงเป็นจังได้ในต้น 2013 ในปี 2014 จะเริ่ม ขายพื้นที่ทั่วไป และจะก่อสร้างเสร็จสิ้นและเปิดเป็นทางการได้ภายในปี 2015

 

“คำนวณง่ายๆ พื้นที่ในนิคมฯ ทั้งหมด 1.5 แสนไร่ ถ้าขายในราคาเดียวกับมาบตาพุดในตอนนี้ที่ 3-4 ล้านบาทต่อไร่ เราจะมีรายได้เข้ามา 300,000 ล้านบาทภายใน 10 ปีข้างหน้า รายได้เราเติบโตแบบก้าวกระโดดแน่นอน” เปรม ชัยเชื่อเช่นนั้น

 

ปลิว ตรีวิศวเวทย์ ประธานกรรมการบริหารและกรรมการผู้จัดการใหญ่ บมจ.ช.การช่าง ชี้แจงว่า โครงการไซยะบุรีเป็น การสร้าง “ฝายน้ำล้น” ไม่ใช่เขื่อน ดังนั้นจะไม่มีผลต่อเส้นทางไหลของน้ำเนื่องจากไม่มีการเก็บกัก โดยการประชุมล่าสุดเมื่อปลายปีที่แล้วของประเทศลุ่มแม่น้ำโขงก็ ได้ทำความ เข้าใจเรื่องนี้ไปแล้ว อย่างไรก็ตามขึ้นอยู่กับทางรัฐบาลว่าจะตัดสินใจอย่างไรต่อไป โดยต้นแบบของโครงการนี้คือโรงไฟฟ้าที่แม่น้ำดานูบในออสเตรียที่หล่อเลี้ยง ผู้คนในยุโรปหลายประเทศ

 

ทั้งนี้ โครงการดังกล่าวมีทุนจดทะเบียนรวมทั้งสิ้น 30,000 ล้านบาท จะทยอยเพิ่มทุนไปเรื่อยๆ ภายใน 8 ปีหลังจากนี้ โดยเป็นการสร้างฝายสูง 30 เมตรและแหล่ง กำเนิดไฟฟ้า อายุสัญญาสัมปทาน 29 ปี มีอัตรากำไรขั้นต้น 10% และผลตอบแทนการ ลงทุน (IRR) 12-13% ต่อปี มีกำลังผลิตทั้งหมด 1,285 เมกะวัตต์

 

สัดส่วนการถือหุ้น ประกอบด้วย ช.การช่างลาว 30% รัฐบาลลาว 20% ราชบุรี เอ็นเนอจี 25% บริษัท ผลิตไฟฟ้า 12.5% ที่เหลือเช่น ทางด่วนกรุงเทพ (BECL) ทั้งนี้ ช.การช่าง เป็นผู้ได้สิทธิในการรับเหมาก่อสร้างโครงการดังกล่าว ทั้งหมด 76,000 ล้านบาท ปีนี้จะเริ่มรับรู้รายได้ส่วนนี้ประมาณ 4,500 ล้านบาท และจะเริ่มก่อสร้างหนักๆ ในปีท้ายๆ

 

โดยงานก่อสร้างได้เริ่มต้นตั้งแต่เดือนมีนาคมที่ ผ่านมา ตั้งแต่สร้างที่อยู่คนงานและปรับปรุงแนวดินที่จะสร้างฝาย โดยจำเป็นที่จะต้องโยกย้ายชาวบ้านในบริเวณนั้นกว่า 3,000 คนขึ้นไปทางเหนือ โดยรัฐบาลลาวรับหน้าที่ในการสร้างที่อยู่ให้ใหม่

 

ปลิว ยอมรับว่า ปีที่ผ่านมามีผลดำเนินการขาดทุนเนื่องจากต้องใช้เงินลงทุนกับโครงการ สาธารณูปโภคต่างๆ ไปก่อนโดยอาจจะยังไม่ได้รับผลตอบแทนกลับมา (เช่น รถไฟฟ้าบีเอ็มซีแอล) โดยได้ตั้งบริษัท ซีเค พาวเวอร์ ขึ้นมาเพื่อดำเนินธุรกิจด้านพลังงานโดยเฉพาะ เช่น พลังงานแสงอาทิตย์ พลังน้ำและโคเจเนอเรชั่น โดยจะนำเข้ามาจดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทยในไตรมาสสามนี้

 

เขายังพูดถึงการเปิดประชาคมเศรษฐกิจอาเซียนว่า ช.การช่าง เตรียมตัวรับเรื่องนี้มาหลายปีแล้ว อนาคตคาดว่าจะมีคู่แข่งจากต่างประเทศ เช่น มาเลเซียมาทำธุรกิจในไทย แต่บริษัทได้ขยายงานออกไปต่างประเทศได้ระยะหนึ่งแล้ว และมีโอกาสจะเพิ่มขึ้นอีก

 

ทั้งนี้ บริษัทไทยมีฝีมือที่ดีและประเทศรอบบ้านไทยต่างต้องการโครงสร้าง พื้นฐานอีกมากจึงเป็นโอกาสที่ ช.การช่างจะ ขยายงานในต่างประเทศ โดยเฉพาะประเทศลาวที่มีโครงการสร้างโรงไฟฟ้าพลังน้ำอีกนับ 10 โครงการ เท่าที่ทราบมามีมูลค่าถึง 127,000 ล้านบาท

 

“เราหาทางสร้างความมั่นคงในแง่รายได้มากว่า 20 ปีแล้ว ถ้าเราสามารถเข้าไปเป็นผู้ลงทุนและผู้ถือหุ้นในโครงการสาธารณูปโภคต่างๆ ได้ ทั้งเงินปันผลและมูลค่าของทรัพย์สินที่เพิ่มขึ้น จะทำให้เรามีกำไรที่เติบโตยั่งยืนและมั่นคงในอนาคต” ปลิว กล่าวก่อนที่จะรู้ว่าโครงการไซยะบุรีถูกรัฐบาลระงับโครงการไว้ชั่วคราว

 

เบื้องหลังนายกฯเยือนญี่ปุ่นช่วยโครงการทวาย

 

แหล่งข่าวจากทำเนียบรัฐบาล เปิดเผยว่า การที่นายกรัฐมนตรี ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร เดินทางไปประชุมผู้นำกลุ่มประเทศลุ่มน้ำโขงเมื่อวันที่ 20-21 เมษายนที่ผ่านมา ณ ประเทศญี่ปุ่น ส่วนหนึ่งของการเจรจาคือการจัดตั้ง “หน่วยงานกลาง” ระหว่าง 3 ประเทศคือไทย พม่าและญี่ปุ่น เพื่อสนับสนุนด้านเทคนิคและการเงินให้กับโครงการทวายโดย เฉพาะ เป็นผลต่อเนื่องจากการที่รัฐบาลญี่ปุ่นยอมยกหนี้บางส่วนให้กับ พม่า

 

โดยหน่วยงานดังกล่าวจะเข้าไปตรวจสอบและดูแลการ ก่อสร้างโครงการทวายเพื่อ ให้ได้คุณสมบัติตามที่ธนาคารระหว่างประเทศ เช่น เวิลด์แบงก์ (ธนาคารโลก) ไจกา (องค์การความร่วมมือระหว่างประเทศของญี่ปุ่น) เอดีบี (ธนาคารเพื่อการพัฒนาเอเชีย) ยอมรับและปล่อยเงินกู้ให้ ซึ่งอิตาเลียนไทยกำลังต้องการเงินกู้ดอกเบี้ยต่ำ (ซอฟท์โลน) เพื่อนำมาลงทุนก่อสร้างถนนและท่าเรือในนิคมฯ

 

“เท่าที่นายกฯไปพูดคุยกับรัฐบาลญี่ปุ่น เขาค่อนข้างจะยินดีที่จะสนับสนุนโครงการทวายเนื่อง จากอยู่ในโครงการของกลุ่มประเทศ GMS (Greater Mekhong Subregion) 6 ประเทศ คือ ไทย พม่า ลาว กัมพูชา เวียดนาม และจีนตอนใต้ (ยูนนาน) ซึ่งรัฐบาลญี่ปุ่นให้การสนับสนุนต่อเนื่องอยู่แล้ว” แหล่งข่าว กล่าว

 

สิ่งที่รัฐบาลพม่าจะได้จากโครงการทวาย คือการพัฒนาเศรษฐกิจภายในประเทศ จากการที่จะมีแรงงานอยู่ภายในทวายกว่า 1 ล้านคน จึงสามารถเก็บภาษีและการถ่ายทอดทางด้านเทคโนโลยี รวมถึงได้ค่าสัมปทานจากอิตาเลียนไทยที่จะต้องจ่ายปีละ 35 ล้านดอลลาร์

 

ล่าสุดที่ประชุมคณะกรรมการยุทธศาสตร์เพื่อการฟื้นฟู และสร้าง อนาคตประเทศ (กยอ.) ที่มีนายวีรพงษ์ รามางกูร เป็นประธาน มีมติที่จะเสนอให้รัฐบาลยกระดับโครงการทวายเป็นโครงการความร่วมมือระหว่างรัฐบาลพม่ากับรัฐบาล ไทย (จีทูจี) จากเดิมที่โครงการดังกล่าวเป็นสัมปทานของอิตาเลี่ยนไทย กับรัฐบาลพม่า

 

โบรกเกอร์ไม่ไว้ใจหุ้น ITD-CK

 

ด้านความเห็นจากนักวิเคราะห์ไม่ได้ให้ความสำคัญกับ โครงการทวายและไซยะบุรีลงไปในตัวหุ้น ITD และ CK มากนัก เนื่องจากมีความไม่แน่นอนสูงรวมถึงสถานะการเงินยังอ่อนแอ

 

ชัยพร น้อมพิทักษ์เจริญ ผู้ช่วยกรรมการผู้จัดการ บล.บัวหลวง กล่าวว่า ฝ่ายวิจัยไม่เคยใส่ผลกระทบจากโครงการไซยะบุรีลงไปในแนวโน้มผลประกอบการของ ช.การช่างอยู่แล้วเนื่องจากเป็นโครงการที่ไม่มีความแน่นอนสูง เห็นได้จากราคาหุ้น CK ไม่ได้ขึ้นรับ ข่าวโครงการไซยะบุรีเท่าไรเพราะตลาดไม่มีความคาดหวังกับโครงการนี้อยู่แล้ว อย่างไรก็ตามเชื่อว่าปีนี้ผลการดำเนินงานของ ช.การช่างจะสามารถพลิกมีกำไรได้

 

ทางด้านอิตาเลียนไทย ฝ่ายวิจัยแนะนำให้ “ขาย” มาโดยตลอด เพราะเป็นไตรมาสที่ 11 แล้วที่ผลประกอบการขาดทุน โดยไม่เชื่อว่าโครงการทวายจะ ส่งผลดีต่ออิตาเลียนไทย เนื่องจากสถานะการเงินไม่ดีมีภาระดอกเบี้ยจ่ายสูงแม้จะ มี Backlog เยอะแต่ก็ไม่มีกำไร

 

สิ่งที่จำเป็นต่ออิตาเลียนไทยอย่าง มากคือการปรับโครงสร้างต้นทุนการเงิน คาดว่าการเพิ่มทุนแบบ General Mandate (การ ออกและจัดสรรหุ้นเพิ่มทุนแบบมอบอำนาจทั่วไป) จำนวน 7,000 ล้านบาทถ้าหากเพิ่มทุนได้ ครับก็ยังไม่พอที่จะพยุงสถานะการเงินอยู่ดี ดังนั้นโบรกเกอร์จึงไม่ได้ใส่เรื่องของทวายลง ไปในตัวหุ้น ITD

 

 

โดย นเรศ เหล่าพรรณราย

กรุงเทพธุรกิจ 28 พฤษภาคม 2555

 

 

 

 

 Total views : 132

Leave A Reply