ชีวิตที่มุ่งมั่นพัฒนาการศึกษา ของรศ.ประภาภัทร นิยม

0

12516138_1028233983886553_495682411_n
การใช้อำนาจตามมาตรา 44 ปลด 7 บอร์ดของกองทุนสนับสนุนการสร้างเสริมสุขภาพ หรือ สสส.ยังคงเป็นคำถามที่ค้างคาใจคนจำนวนไม่น้อยถึงเหตุผลที่แท้จริง แม้ภายหลังจะมีการออกมาให้ข่าวในทำนอง “อุบัติเหตุ” และมีการเตรียมเสนอชื่อบางคนกลับมาเป็นบอร์ด สสส.อีกครั้ง

แต่การลงนามในคำสั่งปลดบอร์ดสสส.ที่ควบรวมอยู่กับรายชื่อผู้ที่ถูกตรวจสอบทั้งในส่วนของผู้บริหารองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น และผู้บริหารสถาบันการศึกษา ทำให้ทั้ง 7 คนถูก “เหมารวม”และกลายเป็น “ตราประทับ”จากผู้นำรัฐบาลในยุคปัจจุบัน

หากได้ทราบประวัติ รับรู้ผลงานและเข้าใจความทุ่มเทเพื่อสังคม ก็จะทำให้เข้าใจว่าเหตุใด คนเหล่านี้ถึงได้รับเลือกให้เข้ามาเป็นบอร์ดของสสส. ภายหลังจากที่แต่ละคนได้สั่งสมคุณค่าสู่สังคมมายาวนานก่อนที่สสส.จะก่อร่างสร้างตัวด้วยซ้ำ

1 ใน 7 คนที่ถูกคำสั่งของคสช.สั่งปลดคือรศ.ประภาภัทร นิยม นักการศึกษาแนวใหม่ ซึ่งเป็นที่ยอมรับกันอย่างกว้างขวางในเรื่องการจัดการศึกษาแบบองค์รวมและการศึกษาแบบทางเลือก โดยก่อนหน้านี้รศ.ประภาภัทร ได้รับการแต่งตั้งในเป็นที่ปรึกษารัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาในรัฐบาลพลเอกประยุทธ์ จันทร์โอชา ก่อนที่จะปรับคณะรัฐมนตรีครั้งก่อน

เกือบ 4 ทศวรรษที่รศ.ประภาภัทร มุ่งหน้าในวิถีของความเป็นครู ที่สะท้อนถึงความเชื่อมั่นว่า “มนุษย์มีศักยภาพในการเรียนรู้และพัฒนาตนเองให้เป็นมนุษย์ที่สมบูรณ์ทั้งกายและใจ” อันเกิดจากประสบการณ์ตรงตั้งแต่เป็นอาจารย์คณะสถาปัตยกรรมศาสตร์ จุฬาฯ (19 ปี ) การทำงานกับชุมชนแออัด นำไปสู่ความเชื่อมั่นว่ามนุษย์ทุกคนมีกระบวนการเรียนรู้ทั้งสิ้น หากแต่แตกต่างกัน

อาจารย์ประภาภัทรได้ร่วมก่อตั้งโรงเรียนรุ่งอรุณตั้งแต่ปี พ.ศ. 2540 ปัจจุบันผู้ปกครองกว่า 1,000 ครอบครัว ได้ร่วมเรียนรู้ในเรื่องนี้ผ่านการฝึกอบรมที่เรียกว่า ห้องเรียนพ่อแม่ การประชุมผู้ปกครอง และการให้คำปรึกษาเป็นรายครอบครัว ซึ่งเป็นจุดเริ่มของการศึกษาทางเลือกให้เป็นทางรอดของการจัดการศึกษา โดยเริ่มจากการพัฒนาครูก่อน

ขณะที่การศึกษากระแสหลักผลิตครูด้วยกรอบแนวคิดว่าครูคือผู้ถ่ายทอดความรู้ มีอำนาจจัดการให้ผู้เรียนได้เรียนและท่องจำสิ่งที่ครูสอน จนส่งผลให้ผู้เรียนเกิดความขัดแย้งและไม่มีความสุข เพราะต้องทำตามที่ครูกำหนดโดยขาดการมีส่วนร่วมและริเริ่มเรียนรู้ด้วยตนเอง ยังไม่นับรวมว่าสิ่งที่เรียนนั้นแทบไม่มีความหมายต่อตัวผู้เรียนเลย

อาจารย์ประภาภัทรพัฒนาครูของโรงเรียนรุ่งอรุณให้หลุดพ้นจากกรอบคิดเดิมๆ มาสู่การเป็นครูผู้สร้างโอกาสให้ผู้เรียนเกิดการเรียนรู้ด้วยตนเองได้เต็มตามศักยภาพและสอดคล้องกับธรรมชาติตามวัยที่หลากหลาย ผ่านการลงมือปฏิบัติจริงบนฐานประสบการณ์การเรียนรู้ ที่กระตุ้นให้เกิดการเรียนรู้ทั้งความรู้ ทักษะชีวิต และคุณค่าอย่างสมดุล สิ่งนี้ก่อให้เกิดการเรียนรู้และการอยู่ร่วมกันของผู้เรียนที่มีความสุข

อาจารย์ร่วมเป็นกำลังสำคัญกับทีมผู้บริหารและคณะครูในการคิดค้นหลักสูตรการฝึกอบรมครูที่หลากหลายแนวคิดและวิธีการ และร่วมเป็นวิทยากรจัดกระบวนการเรียนรู้ที่เข้าใจภาวะการเรียนรู้ของครูอย่างลึกซึ้ง แนวทางหนึ่งที่สำคัญ คือการใช้วิธีคิดแบบโยนิโสมนสิการด้วยทักษะการสะท้อนย้อนดูตนเอง (Self reflection) และการสร้างภาวะการฟังความเห็นของผู้อื่นอย่างลึกซึ้ง (Deep listening) เพื่อให้เป็นอุปนิสัยใหม่ที่ใช้ได้ในชีวิตประจำวัน โดยใช้หลากหลายกลวิธีตามภาวะการเรียนรู้ของผู้เรียน เช่น การใช้ศิลปะกับการภาวนาที่เรียกว่า “จริยะศิลป์” ฝึกฝนให้ผู้เรียนใช้การทำงานศิลปะเป็นอิริยาบถในการรู้ถึงภาวะภายในจิตใจของตน การทำงานชุมชน ฝึกฝนการมีปฏิสัมพันธ์กับชาวชุมชนในบริบทที่แตกต่างไปอย่างสิ้นเชิงกับวิถีชีวิตประจำวันของผู้เรียน เพื่อเข้าถึงการเรียนรู้ภาวะภายในจิตใจ

รศ.ประภาภัทรยังคิดสร้างสรรค์หลักสูตรการเรียนรู้นอกห้องเรียนที่เรียกว่า “ภาคสนาม” โดยให้ครูและผู้เรียนทุกระดับชั้นมีโอกาสออกไปเรียนรู้นอกโรงเรียน ช่วยให้การเรียนรู้มีความสุข สนุกสนาน อันเกิดจาก “ความจริง” ตรงหน้าที่ประกอบขึ้นมาจากมิติที่หลากหลาย ทั้งความสัมพันธ์ระหว่างคนในหมู่บ้าน ธรรมชาติ เศรษฐกิจของประเทศ และความเกี่ยวเนื่องเชื่อมโยงของตัวผู้เรียนกับเรื่องจริงตรงหน้า ทำให้ผู้เรียนตระหนักถึงพื้นที่และหน้าที่ของตนเองต่อสังคม เช่น การเรียนเรื่องป่าต้นน้ำที่หมู่บ้านสบลาน จังหวัดเชียงใหม่ของชาวบ้านปกาเกอะญอ การเรียนเรื่องสิ่งแวดล้อมไปกับขบวนธรรมยาตราที่พระสงฆ์ ชาวบ้าน ครู และผู้เรียนร่วมขบวนเดินรณรงค์ให้ชุมชนหวงแหนและรักษาธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม เป็นต้น เมื่อได้เรียนรู้จากเรื่องจริงที่สัมพันธ์กับชีวิตของตน “ความรู้” ก็จะมีความหมายขึ้นมา จนเขาสามารถเลือกหยิบจับมาประยุกต์ใช้ให้เป็นประโยชน์ได้หลากหลาย

อาจารย์ประภาภัทรมีแนวคิดว่าสถานศึกษามีหน้าที่พัฒนาทรัพยากรมนุษย์เพื่อเป็นกำลังสำคัญในการพัฒนาประเทศ การจัดการเรียนรู้ในทุกระดับชั้นของโรงเรียนรุ่งอรุณจึงมุ่งนำพาผู้เรียนได้เรียนรู้ความจริงในสังคม ซึ่งมีความกว้างและลึกของเรื่องราวแตกต่างกันไปตามวัยของผู้เรียน เช่น ในระดับมัธยม ใช้ปัญหาจริงในสังคม (Global Issues) เป็นโจทย์การเรียนรู้หรือโครงงาน เพื่อให้ผู้เรียนเกิดการเรียนรู้ทั้งสาระวิชาการและวิชาชีวิต เป็นการฝึกฝนอย่างท้าทายบนการปฏิบัติการเรียนรู้ผ่านการลงมือทำในบริบทจริงของสังคมที่ผู้เรียนต้องไปทำงานร่วมกับชุมชนเพื่อรู้ถึงเหตุปัจจัยของปัญหา สภาพของปัญหา และผลกระทบที่เกิดขึ้น ตลอดจนมีส่วนร่วมเสนอแนวทางแก้ไข เพื่อเป้าหมายการพัฒนาผู้เรียนให้เติบโตเป็นคนรุ่นใหม่ที่ไม่ตัดขาดตัวเองออกจากสังคม เห็นศักยภาพของตนเองที่จะทำประโยชน์ให้แก่สังคมได้

ความสำเร็จเบื้องต้นของโรงเรียนรุ่งอรุณกลายเป็นรากฐานสำคัญในการขยายผลไปสู่ระดับอุดมศึกษา ด้วยความตระหนักถึงสภาพอุดมศึกษาไทยที่ส่วนใหญ่ยังคงจัดการศึกษาที่มุ่งสร้างแรงงานมีฝีมือป้อนให้กับอุตสาหกรรม เน้นการเรียนรู้ที่มีอาจารย์เป็นศูนย์กลางในฐานะผู้ถ่ายทอดความรู้ หลักสูตรเน้นเรียนวิชาการและแยกส่วนจากการปฏิบัติซึ่งมีเวลาเรียนน้อยกว่า การเรียนการสอนยังขาดการพัฒนากระบวนการเรียนรู้ที่หลากหลาย เนื่องจากอาจารย์ส่วนใหญ่ให้ความสำคัญกับการทำงานวิจัยมากกว่า ผลคือนักศึกษาขาดการพัฒนาศักยภาพของการคิดเป็น แก้ปัญหาเป็น และสื่อสารเป็น อาจารย์ประภาภัทรจึงได้ร่วมจัดตั้งสถาบันอาศรมศิลป์เป็นอุดมศึกษาทางเลือกด้วยหลักสูตรศึกษาศาสตรมหาบัณฑิตสาขาการศึกษาแบบองค์รวม และหลักสูตรสถาปัตยกรรมศาสตรมหาบัณฑิตสาขาสถาปัตยกรรมเพื่อชุมชนและสิ่งแวดล้อม

สถาบันอาศรมศิลป์มีแนวทางการจัดการเรียนการสอนที่ประสานทฤษฎีกับการปฏิบัติอย่างเป็นองค์รวมโดยเรียนรู้จากการปฏิบัติงานวิชาชีพจริง (Work-based learning) นักศึกษาหลักสูตรศึกษาศาสตร์ฯ ได้ฝึกหัดครูบนการทำงานในโรงเรียนรุ่งอรุณ ส่วนนักศึกษาหลักสูตรสถาปัตย์ฯ ได้ลงพื้นที่ในชุมชนต่างๆ เพื่อสร้างการมีส่วนร่วมของชุมชนในการออกแบบอาคารสถานที่สิ่งปลูกสร้างต่างๆ เพื่อสืบสานภูมิปัญญาท้องถิ่น และการพัฒนาที่อยู่อาศัย และนักศึกษาทั้ง 2 หลักสูตร ยังได้เรียนรู้จักตนเองผ่านการงานเหล่านี้ด้วยการปฏิบัติงานให้เป็นการปฏิบัติธรรม โดยมีการเสริมประสบการณ์การย้อนมองตนเองด้วยกิจกรรม การฝึกเจริญสติ การสนทนาธรรม และการปลีกวิเวกในป่าเขา เป็นต้น

ด้วยเห็นผลที่การศึกษาทางเลือกนำไปสู่การพัฒนามนุษย์ที่สมบูรณ์ และสังคมที่มีสันติสุข อาจารย์ประภาภัทร พยายามเสริมความเข้มแข้งของการศึกษา “ทางเลือก” เพื่อให้เป็นการศึกษา “ทางหลักและทางรอด” ของสังคมไทย ด้วยการรวมกลุ่มการศึกษาทางเลือก และจัดให้มีการแลกเปลี่ยนเรียนรู้จากกันและกัน ร่วมกันสื่อสารแก่นแท้และผลงานของกลุ่มการศึกษาทางเลือกต่อสังคม โดยจัดตั้งเป็นเครือข่ายของกลุ่มการศึกษาทางเลือกที่มีชื่อว่า เครือข่ายโรงเรียนไทยไท ในปี พ.ศ.2551จากนั้นเครือข่ายนี้ได้ทำงานอย่างต่อเนื่องจนไปสู่การเชื่อมประสานกับเครือข่ายกลุ่มการศึกษาทางเลือกภาคประชาชนที่นำโดยโรงเรียนหมู่บ้านเด็ก และศูนย์การเรียนรู้ภูมิปัญญาท้องถิ่นทั่วทุกภูมิภาค จนในที่สุดได้รวมตัวจัดตั้งกันขึ้นเป็นสภาการศึกษาทางเลือก ในปี พ.ศ.2553 เพื่อให้เป็นองค์กรที่ช่วยส่งเสริมและสนับสนุนให้ดำเนินงานขยายผลการนำนวัตกรรมการเรียนรู้ของกลุ่มการศึกษาทางเลือกไปสู่การจัดการศึกษาในสถานศึกษาทุกรูปแบบ การทำวิจัยสร้างองค์ความรู้ว่าด้วยนวัตกรรมการเรียนรู้และประสบการณ์การจัดการเรียนการสอนของกลุ่มการศึกษาทางเลือก และการสื่อสารและรณรงค์เผยแพร่สิ่งเหล่านี้ เพื่อก่อให้เกิดการเปลี่ยนแปลงความเข้าใจของสังคมต่อการจัดการศึกษาที่แท้จริง ภารกิจเหล่านี้จะเป็นจุดเกื้อหนุนให้เกิดการเปลี่ยนแปลงของการจัดการศึกษาของชาติทั้งระบบต่อไป

//////////////////////

Share.

Comments are closed.