ศิลปินแห่งชาติ-นักการเมือง-ปกาเกอะญอ ร่วมให้กำลังใจชาวเลราไวย์ แนะรัฐเร่งทำเขตวัฒนธรรมพิเศษก่อนสถานการณ์รุนแรงเพิ่ม ชาวอูรักลาโว้ยหลีเป๊ะระทมอีก ถูกนายทุนฟ้องไล่ที่ พ่อเฒ่าขาพิการจากน้ำหนีบยังถูกทหารเรือจับขณะตกเบ็ด

0
ขอบคุณภาพจากเฟสบุ๊ก ชาวเล ราไวย์

ขอบคุณภาพจากเฟสบุ๊ก ชาวเล ราไวย์

เมื่อวันที่ 27 กุมภาพันธ์ ที่ชุมชนหาดราไวย์ จังหวัดภูเก็ต ได้มีกิจกรรมเยี่ยมเยียนชาวเลราไวย์ โดยมีศิลปินและอดีตนักการเมืองที่มีชื่อเสียงเข้าร่วมอย่างคึกคัก อาทิ เนาวรัตน์ พงษ์ไพบูลย์ ศิลปินแห่งชาติ นายธนิสร์ ศรีกลิ่นดี นายประสาร มฤคพิทักษ์ อดีตสมาชิกวุฒิสภา รวมทั้งมีตัวแทนชาติพันธุ์กะเหรี่ยง (ปกาเกอะญอ) จากเชียงใหม่ อย่างนายพฤ โอโดเชา

ขอบคุณภาพจากเฟสบุ๊ก ชาวเล ราไวย์

ขอบคุณภาพจากเฟสบุ๊ก ชาวเล ราไวย์

นายพฤกล่าวว่า ตนมาลงพื้นที่หาดราไวย์หลายครั้ง ก็ยังพบกับเหตุการณ์ที่ถูกรัด เอาเปรียบเช่นเดิม สิ่งหนึ่งที่รัฐบาลและนายทุนมักอ้างเพื่อผลักไสชาติพันธุ์ คือ 1. ใช้กฎหมายและสิทธิที่เหนือกว่า 2. ใช้อำนาจในการจัดการชาติพันธุ์เหมือนไม่เคยมีตัวตน และมองข้ามความสำคัญของความเชื่อ ประเพณีของชาติพันธุ์ ของกะเหรี่ยงก็คือมองว่าไร่หมุนเวียนเป็นพิษ และของชาวเลคือมองว่าเขาไม่มีสิทธิอยู่ในที่ดินติดทะเล และไม่สนใจการเคารพบาลัยหรือพื้นที่ทางจิตวิญญาณ

“ผมบอกเลยว่า ชาวเล ชาวเขาอย่างผม ก็ถึงเวลาร้องไห้ ก็ร้องได้ ใครเขาจะฟัง วันนี้ศิลปินดังๆ อย่าง อ.ธนิสร์ ก็พูดให้กำลังใจชาวบ้าน และมองว่าสิทธิของชาวเลเป็นสิทธิของพลเมืองชั้นสอง เป็นเรื่องที่รัฐไม่ทำความเข้าใจ สังคมก็เลยแคบลง ผมเชื่อแบบนั้น เพราะพวกเราทำอะไรมันก็ป่าเถื่อนหมด ดูอย่างที่ชาวเลโดนทำร้าย ผมถามว่า ถ้าคนที่โดนทำร้ายเป็นคนอื่นที่รวย หรือเป็นข้าราชการ เขาจะวิ่งตามคดีกันไหม เขาก็ตามกันแล้ว แต่นี้ชาวบ้านไง ใครละจะสนใจ ผมว่าวันนี้เรื่องเขตวัฒนธรรมพิเศษ ควรจะมีการนำมาใช้จริงๆได้แล้ว ไม่งั้นเราโดนทำร้าย โดนคุกคามเรื่อยๆ ผมมานี่ก็ไม่รู้ช่วยอะไรเขาได้ไหมนะ แต่เราก็ให้กำลังใจกัน ถ้าเราไม่อยู่ข้างกัน แล้วใครละจะอยู่กับเรา” พฤ กล่าว

ขอบคุณภาพจากเฟสบุ๊ก ชาวเล ราไวย์

ขอบคุณภาพจากเฟสบุ๊ก ชาวเล ราไวย์

วันเดียวกันนางสลวย หาญทะเล หนึ่งในชาวเลอูรักลาโว้ย เกาะหลีเป๊ะ อำเภอเมือง จังหวัดสตูล เปิดเผยว่า ในวันที่ 2 มีนาคมนี้ ตนและชาวบ้านบนเกาะหลีเป๊ะรวม 5 รายจะต้องเดินทางไปยังศาลจังหวัดสตูล เพื่อยื่นเอกสารและให้ข้อมูลกับอัยการ หลังถูกนายทุนรายหนึ่งฟ้องขับไล่ออกจากที่ดินบนเกาะหลีเป๊ะ และแจ้งข้อหาโยกย้ายทรัพย์สินก่อสร้างจนเกิดความเสียหาย ซึ่งเรื่องนี้ตนยืนยันว่าชาวเลเกาะหลีเป๊ะถูกนายทุนในพื้นที่เอาเปรียบเรื่องที่ดินเช่นเดียวกับชาวเลจังหวัดอื่น ซึ่งหากตนแพ้คดีและต้องย้ายออกจากที่ดินที่อยู่ปัจจุบัน เงินในการรื้อถอนและสร้างบ้านตนจะไม่สามารถหามาได้ เนื่องจากวัสดุก่อสร้างมีราคาแพง และการก่อสร้างที่อยู่อาศัยก็ไม่ได้ทำง่ายๆ อาชีพดำปลิง หาปลา และเก็บของเก่าขายที่ตนทำอยู่ปัจจุบันย่อมไม่เพียงพอต่อการสร้างบ้านใหม่แน่ๆ ดังนั้นส่วนตัวอยากให้กระบวนการสอบสวนเอกสารสิทธิ์จากคณะกรรมการชาวเลเสร็จสิ้นก่อน และหวังว่าอัยการให้พิจารณาคดีความอย่างเป็นธรรม

นางสลวย กล่าวด้วยว่า ขณะนี้ที่ดินที่ตนและเพื่อนบ้านอาศัยอยู่รวมกันมีเนื้อที่ประมาณ 2 ไร่กว่า ที่ดินแปลงดังกล่าวถูกนายทุนรายเดียวกันอ้างกรรมสิทธิ์และต้องการให้ตนย้ายออกเพื่อสร้างที่พักรองรับนักท่องเที่ยว อย่างไรก็ตามปัญหาการไล่ที่ชาวเลบนเกาะหลีเป๊ะนั้นเกิดขึ้นนานกว่าเป็น 10 ปีแล้ว เดิมทีที่ดินเกาะหลีเป๊ะไม่มีใครมีเอกสารสิทธิ เพราะโต๊ะคีรีซึ่งเป็นบรรพบุรุษชาวเลและผู้บุกเบิกเกาะหลีเป๊ะ ได้แบ่งที่ดินให้ลูกหลานเท่าๆกัน แต่แล้วพอมารุ่นหลังการท่องเที่ยวเริ่มเติบโตขึ้น ทายาทอูรักลาโว้ยบางคนก็กลับกลายเป็นคนโลภ แล้วมองธุรกิจการท่องเที่ยวเป็นหลัก บ้างปล่อยเช่า บ้างขายต่อนายทุน เปลี่ยนมือไปเรื่อย ที่ดินบางแห่งก็ไร่ละ 10 ล้านกว่า ซึ่งราคาดังกล่าวชาวเลที่ตกเป็นเหยื่อในคดีที่ดินไม่มีทุนพอจะซื้อที่เพื่ออยู่อาศัยได้

ขณะเดียวกัน นอกจากปัญหาที่ดินที่เกิดข้อพิพาทกับเอกชนบนเกาะหลีเป๊ะแล้ว ล่าสุดชาวเลยังมีปัญหาการออกเรือหากินในทะเลด้วย โดยเมื่อไม่กี่วันก่อนชาวเลวัยกว่า 60 ปี ที่ป่วยเป็นโรคน้ำหนีบถูกทหารเรือเข้ามาจับกุมขณะตกเบ็ดบนเรือของตนเอง จากนั้นเจ้าหน้าที่ทหารยึดเรือไว้1 คืน พร้อมสั่งห้ามจับสัตว์น้ำในทะเลด้วย ทั้งๆที่วิถีชีวิตการทำประมงเป็นเรื่องธรรมดาที่ชาวเลบนเกาะทำมานาน และอุทยานแห่งชาติที่ดูแลก็เข้าใจ ไม่เคยจับกุมการทำประมงพื้นบ้าน แต่ช่วงหลายเดือนที่ผ่านมาชาวเลหลายราย เผชิญกับคำสั่งห้ามหาปลา ทำให้เกิดความกลัวและบางรายต้องแอบล่าสัตว์น้ำ แบบหลบซ่อน ทั้งที่การทำประมงดังกล่าวเป็นแค่การหากินธรรมดาไม่ใช่ประมงพาณิชย์ที่สร้างกำไรมหาศาล
//////////////////

Share.

Comments are closed.