ชาวบ้านทุ่งป่าคา 5 คนพ้นโทษ หลังติดคุก 1 ปี ญาติผิดหวังไม่มีการพักโทษ

0

12674516_1068917129818238_532659596_n

เมื่อเวลา 09.00 น.วันที่ 20 มีนาคม 2559 ที่เรือนจำแม่สะเรียง อำเภอแม่สะเรียง จังหวัดแม่ฮ่องสอน ชาวบ้านทุ่งป่าคา อำเภอแม่ลาน้อย จำนวน 5 คน ซึ่งประกอบด้วยนายชะลอ เต็มสามารถ นายแกบือ บูชาพุทธไกร นายพะหน่อเก เชิงบรรพต นายอุทิศ เจริญกิจมั่นและนายปรีชา เจริญลาภานันท์ ได้รับการปล่อยตัวจากเรือนจำ หลังจากถูกจำคุกครบ 1 ปีตามคำตัดสินของศาลในคดีมีไม้หวงห้ามไว้ในครอบครอง โดยมีครอบครัวของทั้ง 5 คน รวมทั้งญาติพี่น้องและชาวบ้านทุ่งป่าคาเดินทางมารอรับทั้ง 5 คนบริเวณด้านหน้าเรือนจำ

นายเกบือ บูชาพุทธไกร กล่าวว่ารู้สึกโล่งใจที่ออกมา อยากกลับบ้านไปกินข้าวมื้อแรกกับครอบครัว โดยความเป็นอยู่ในคุกค่อนข้างลำบากและคับแคบ ซึ่งตนเองก็ยังไม่เข้าใจว่าทำไมถึงต้องติดคุกเพราะไม้ 5 ท่อนที่ตนถูกจับนั้นเป็นไม้จากหัวไร่ปลายนาที่เก็บไว้ต่อเติมบ้าน ซึ่งต่อไปคงไม่กล้าเก็บไม้ไว้อีกแล้ว หากต่อเติมบ้านคงต้องหาเงินไปซื้อปูนดีกว่า

12516448_1068924533150831_1268597739_n
นายพงษ์ศักดิ์ เต็มสามารถ บุตรชายนายชะลอ เต็มสามารถที่พ้นโทษในครั้งนี้ กล่าวว่าตลอดระยะเวลา 1 ปีที่บิดาติดคุกนั้น ครอบครัวรู้สึกเป็นทุกข์มากและพยายามร้องทุกข์หรือทำทุกวิถีทางเพื่อให้มีการบรรเทาโทษ โดยมีข่าวว่าบิดาของตนและชาวบ้านจะได้รับการพักโทษ แต่สุดท้ายกลับต้องติดคุกจนครบ 1 ปีตามที่ศาลตัดสิน ทำให้รู้สึกว่าการต่อสู้ดิ้นรนที่ผ่านมากลายเป็นความสูญเปล่า

ขณะที่นายสราวุธ เชิงบรรพต บุตรชายนายพะหน่อเก เชิงบรรพต กล่าวว่าบิดาอายุ 70 ปีทำให้ครอบครัวรู้สึกเป็นห่วงมาโดยตลอด ขณะที่มารดาก็สุขภาพไม่ค่อยดี ทำให้ลูกๆต้องผลัดกันมาเยี่ยมและดูแลมารดา โดยสาเหตุที่บิดาถูกจับเพราะมีไม้ท่อน 4-5 ท่อน ซึ่งเป็นเรื่องปกติของคนแถวนี้ที่เก็บไม้ไว้สำหรับต่อเติมหรือทำเสาบ้านซึ่งไม่มีใครเคยคิดว่าวันหนี่งจะต้องถกจับกุมและกล่าวหาว่าเป็นการลักลอบตัดไม้ทำลายป่า

สำหรับเหตุการณ์ที่ทำให้ชาวบ้านทุ่งป่าคาจำนวน 21 คนถูกศาลสั่งจำคุกนั้น เกิดขึ้นเมื่อวันที่ 5 พฤษภาคม 2557 โดยพ.อ.คชาชาติ บุญดี ผู้บังคับการหน่อยเฉพาะกิจกรมทหารพรานที่ 36 ได้นำกำลังทหารพรานเข้าปิดล้อมหมู่บ้านทุ่งป่าคา หมู่ 8 ตำบลแม่ลาหลวง อำเภอแม่ลาน้อย จังหวัดแม่ฮ่องสอน ซึ่งชาวบ้านทั้งหมดเป็นชาวปกาเกอะญอ โดยอ้างว่าได้รับรายงานจากเครือข่ายวิทยุว่าหมู่บ้านแห่งนี้เป็นส่วนหนึ่งของกลุ่มขบวนการลักลอบตัดไม้

การบุกล้อมหมู่บ้านทุ่งป่าคาครั้งนั้นเกิดขึ้นในขณะที่มีการลักลอบตัดไม้สักในป่าสาละวินครั้งใหญ่ โดยมีขบวนการทรงอิทธิพลเข้าไปว่าจ้างให้ชาวบ้านจำนวนหนึ่งและผู้อพยพในค่ายพักพิงชั่วคราวทำการตัดไม้สักและชักลากลงแม่น้ำสาละวิน ก่อนจะผูกท่อนซุงเป็นแพล่องไปตามลำน้ำในยามกลางคืนเข้าไปในเขตประเทศพม่า โดยมีภาพข่าวทางสื่อมวลชนปรากฏชัดว่ามีการลักลอบตัดไม้ในเขตป่าสงวนและเขตอุทยานป่าสาละวิน ทำให้มีกระแสเรียกร้องให้มีการปราบปรามและจับกุมขบวนการลักลอบตัดไม้ รวมทั้งพลเอกประยุทธ์ จันทร์โอชา ผู้บัญชาการทหารบก(ขณะนั้น)ได้มีคำสั่งให้ปราบปรามจับกุมขบวนการใหญ่ครั้งนี้

การปิดล้อมหมู่บ้านทุ่งป่าคาในครั้งนั้น ทางการได้จับกุมชาวบ้านจำนวน 39 คนพร้อมทั้งไม้สักกว่า 400 ท่อน โดยสื่อมวลชนหลายสำนักได้นำเสนอเป็นข่าวใหญ่ตามคำบอกเล่าของเจ้าหน้าที่รัฐในทำนองว่า ได้มีการซุกซ่อนท่อนซุงไม้สักจำนวนมากไว้ในบ้านชาวบ้านแต่ละหลัง ต่อมาภายหลังข้อเท็จจริงปรากฎชัดว่าไม้เหล่านั้น คือไม้จากหัวไร่ปลายนาที่ชาวบ้านตัดเก็บไว้ใช้เองเพื่อต่อเติมบ้านเรือน ซึ่งเป็นวิถีของชุมชนทั่วไปในจังหวัดแม่ฮ่องสอน มิได้เป็นการตัดไม้เพื่อนำไปขายหรือเป็นส่วนหนึ่งของขบวนการลักลอบตัดไม้

การปิดล้อมหมู่บ้านและจับกุมชาวบ้านทุ่งป่าคาในครั้งนั้น ได้เบี่ยงเบนกระแสข่าวการปราบปรามขบวนการลักลอบตัดไม้ในป่าสาละวิน ทำให้ไม้สักจำนวนไม่น้อยที่ถูกตัดไว้ในป่าสาละวินได้รับการชักลอกลงแม่น้ำ ท้ายที่สุดซุงไม้สักจำนวนไม่น้อยที่เจ้าหน้าที่ยึดไว้ในป่าสาละวินได้หายไปอย่างไร้ร่องรอย

อย่างไรก็ตาม ชาวบ้านทุ่งป่าคาทั้ง 39 คนต่างถูกจับกุมและดำเนินคดีในชั้นศาล โดยศาลได้พิพากษาสั่งลงโทษแต่ละคนแตกต่างกันไปตั้งแต่รอลงอาญา จำคุก 1-7 ปีและปรับตั้งแต่ 1-6 แสนบาท อย่างไรก็ตามคดีนี้ถูกวิพากษ์วิจารณ์และตั้งคำถามมากมายถึงการทำงานของเจ้าหน้าที่รัฐ เพราะในขณะที่คนเล็กคนน้อยถูกจับกุมลงโทษเนื่องจากมีไม้สักไว้ในครอบครองเพื่อใช้สอยเองเพียงคนละไม่กี่ท่อน แต่นายทุนและตัวการใหญ่ในขบวนการลักลอบตัดไม้สาละวินกลับไม่สามารถจับกุมได้เลย

/////////////

Share.

Comments are closed.