อันดามันจัดงานลอยเรือคึกคัก ชาวเลหลายชุมชนทั้งที่ภูเก็ต กระบี่ สตูล เตรียมพร้อม แนะรัฐส่งเสริมการท่องเที่ยวยั่งยืน แก้ปํญหาให้ชาวบ้านจริงจัง

0
ชาวเลแหลมตง บนเกาะพีพี จังหวัดกระบี่ กำลังร่วมกันจัดงานลอยเรือ ขณะที่นักท่องเที่ยวต่างชาติจ้องมองอย่างสนใจ /ขอบคุณภาพโดย Wichot Kraithep

ชาวเลแหลมตง บนเกาะพีพี จังหวัดกระบี่ กำลังร่วมกันจัดงานลอยเรือ ขณะที่นักท่องเที่ยวต่างชาติจ้องมองอย่างสนใจ /ขอบคุณภาพโดย Wichot Kraithep

เมื่อวันที่ 12 ตุลาคม 2559 นายสนชัย ฤทธิชัย ผู้ประสานงานโครงการพัฒนาศักยภาพและเชื่อมโยงเครือข่ายเยาวชนชาวเล จังหวัดภูเก็ตเปิดเผยว่า ในระหว่างวันที่ 14-15 ตุลาคมนี้ เครือข่ายชาวเลอูรักลาโว้ยหลายพื้นที่จะร่วมจัดงานลอยเรือที่ชุมชนแหลมตุ๊กแก เพื่อสืบสานวัฒนธรรมประเพณีดั้งเดิม โดยคาดว่าจะมีชาวเลจากหลายเกาะและหลายจังหวัดเข้าร่วมด้วย เช่น เกาะลันตา เกาะสิเหร่ ฯลฯ รวมทั้งชาวเลราไวย์อาจจะเข้าร่วมราว 1,000 คน

แฟ้มภาพ พิธีลอยเรือ

แฟ้มภาพ พิธีลอยเรือ

“พิธีกรรมปีนี้ก็เป็นแบบเดิมๆ คือชาวเลมีการละเล่นรื่นเริง แล้วจะปล่อยเรือในช่วงหัวค่ำของวันที่ 15 ซึ่งงานลอยนับเป็นพิธีกรรมที่สำคัญอย่างหนึ่งที่ยึดถือปฏิบัติและสืบทอดกันมาช้านาน โดยชาวเลมีความเชื่อว่าเป็นการสะเดาะเคราะห์เพื่อให้สมาชิกในหมู่บ้านรอดพ้นจากสิ่งที่ชั่วร้ายทั้งปวง ด้วยการขออำนาจจากผีหรือสิ่งศักดิ์สิทธิ์ประจำหมู่บ้านให้ช่วยขับไล่สิ่งอัปมงคล และรวมทั้งเป็นพิธีกรรมที่แสดงถึงความขอบคุณที่ช่วยคุ้มครองให้พวกเขาได้อยู่รอดปลอดภัยตลอดฤดูมรสุม โดยใช้เรือเป็นพาหนะบรรทุกสิ่งชั่วร้ายออกไป ปล่อยให้ไหลไปตามสายน้ำ แต่ละปีพวกเราชาวเลที่จะไปร่วมงานที่แหลมตุ๊กแกจะลงขันกันเพื่อหาเงินมาจัดงาน แล้วก็ระดมทุนส่วนหนึ่งเพื่อใช้ในการเคลื่อนไหวประเด็นร่วมกันของชุมชน” นายสนชัย กล่าว

ด้านนางแสงโสม หาญทะเล ครูประจำโรงเรียนบ้านอาดัง เกาะหลีเป๊ะ จังหวัดสตูล กล่าวว่า สำหรับพิธีลอยเรือเกาะหลีเป๊ะปีนี้ทางชุมชนจัดงานร่วมกับจังหวัดสตูล กำหนดจัดขึ้นระหว่างวันที่ 15-17 ตุลาคม โดยมีนายภัทรพนธ์ รัตนพิเชฏฐชัย ผู้ว่าราชการจังหวัด เป็นประธานเปิดงาน และมีวงดนตรีจากนักร้องชื่อดัง อย่างเช่น จ๊อบ ทูดู มาร่วมแสดงดนตรีเพื่อส่งเสริมการท่องเที่ยว จากนั้นเช้ามืดวันที่ 17 ตุลาคม ชาวบ้านก็จะมีกิจกรรมลอยเรือตามประเพณีดั้งเดิม

แฟ้มภาพ พิธีลอยเรือ

แฟ้มภาพ พิธีลอยเรือ

“ปีนี้มีการท่องเที่ยวจังหวัดสตูล มีสำนักงานวัฒนธรรมจังหวัดสตูล และอีกหลายส่วนเข้ามาร่วม เราอยากให้เป็นอย่างนี้ต่อเนื่องนะ และอยากให้จังหวัดมีส่วนร่วมผลักดัน ส่งเสริมวัฒนธรรมแบบต่อเนื่อง เพื่อกระตุ้นให้สังคมหันมารู้จักชาติพันธุ์ชาวเล และรู้ว่าชาวเลเป็นส่วนหนึ่งของการท่องเที่ยวได้ ไม่งั้นมันก็จะมีแค่การลงงบประมาณครั้งเดียวแล้วก็ดับไป มันจะไม่ยั่งยืน ปีนี้มีผู้ว่าฯ เข้ามาเราก็อยากจะมีโอกาสพูดคุยถึงนโยบายด้านการส่งเสริมวัฒนธรรมบ้าง” นางแสงโสม กล่าว

ด้านนางปรีดา คงแป้น ผู้จัดการมูลนิธิชุมชนไท กล่าวว่า เกี่ยวกับนโยบายด้านการส่งเสริมวัฒนธรรมชาติพันธุ์นั้น ต้องการให้รัฐบาลมองการณ์ไกลๆ มากกว่าการเข้ามาสนับสนุนเงินทุนเพื่อการจัดกิจกรรมส่งเสริมการท่องเที่ยวระยะสั้น หรือ การท่องเที่ยวแบบใดแบบหนึ่งโดยมีวัฒนธรรมเป็นจุดขาย ในที่นี้หมายถึง รัฐบาลต้องเน้นที่การสร้างความมั่นคงในที่ดินอยู่อาศัย และที่ทำกินของชาวเลทั่วประเทศ ซึ่งมีอยู่ประมาณ 43 ชุมชนที่มีปัญหาข้อพิพาททางที่ดินทั้งที่ดินของรัฐและที่ดินของเอกชน และยังหมายรวมถึงข้อจำกัดของการทำมาหากินของชาติพันธุ์ชาวเลด้วย ซึ่งหากสิทธิเหล่านี้ชาวเลเข้าถึงได้ เรื่องพื้นที่ทางวัฒนธรรมจะเกิดขึ้นเอง อย่างไรก็ตามในการส่งเสริมด้านวัฒนธรรมที่ยั่งยืน ต้องมีการคุ้มครองให้พวกเขามีคุณภาพชีวิตที่ดีก่อน เชื่อว่าในการเคลื่อนไหวของหลายภาคส่วนที่เข้ามาส่งเสริมด้านประเพณีต่างๆ และมีการบรรจุสาระสำคัญของวิถีชีวิตชาวเล ในแง่เผยแพร่พิธีกรรมให้เป็นส่วนหนึ่งของการท่องเที่ยว เพราะว่าที่ผ่านมาชาวเลมีการรวมตัวและเคลื่อนไหวทางสังคมต่อเนื่อง มีการ้องเรียน ยื่นหนังสือเพื่อเรียกร้องนโยบายหลายอย่าง จึงทำให้หลายจังหวัดมองเห็นความสำคัญส่วนนี้ เช่น การที่จังหวัดเข้ามาร่วมสนับสนุนพิธีลอยเรือ จัดแสดงร็องแง็ง ฯลฯ แต่นั่นก็เป็นแค่พัฒนาการด้านบวกเท่านั้น แต่รัฐบาลต้องอย่าลืมว่าปัญหาใหญ่ของการล่มสลายทางวัฒนธรรม ส่วนหนึ่งมาจากปัญหาความไม่มั่นคงในชีวิตของชาวเล ดังนั้นรัฐต้องแก้ที่ต้นเหตุให้ได้ก่อน

“ตั้งแต่เกิดสึนามิผ่านมา 11 ปีแล้ว ชาวเลถูกพูดถึงมากขึ้น สถานการณ์ชาวเลที่มีปัญหาอยู่ทุกวันนี้ส่วนหนึ่งเพราะสังคมให้ความสำคัญกับการท่องเที่ยว อย่างเกาะสุรินทร์ เกาะหลีเป๊ะ หาดราไวย์ เกาะพี หลายครั้งมากที่เกิดเรื่องไม่ดีกับชาวเล สื่อ สังคมก็ให้พื้นที่นำเสนอ ทำให้เกิดเป็นกระแสขึ้นมา จากนั้นเมื่อคนกลุ่มนี้ได้รับความทุกข์ร้อนก็ร้องเรียนผ่านจังหวัด จังหวัดเองและหลายหน่วยงานก็รับรู้เสมอว่ามีปัญหาที่ดิน ข้อพิพาทหลายอย่าง แต่ในเมื่อแก้ไม่สำเร็จ ก็เลือกจะส่งเสริมด้านการท่องเที่ยวไว้ก่อน เพื่อพยุงวัฒนธรรมต่อไป พยุงสถานการณ์ในอีกมิติหนึ่ง แต่ปัญหาที่ดินก็ยังคงมีปัญหาต่อไป” นางปรีดา กล่าว

ขณะที่นายจำนงค์ จิตนิรัตน์ อนุกรรมการสิทธิชุมชน ในคณะกรรมการสิทธิมนุษยขนแห่งชาติ กล่าวว่า นับเป็นข่าวดีของหลายพื้นที่ ซึ่ง 2-3 ปีมานี้กิจกรรมต่างๆ ของชาวเลถูกฝ่ายท้องถิ่นนำเสนอและมีการประชาสัมพันธ์เพื่อกระตุ้นการท่องเที่ยวมากขึ้น ต่างจากอดีตที่งบประมาณต่างๆ ของจังหวัด หากต้องถึงเวลาประหยัดงบ หรือตัดทอนงบ เงินในส่วนที่จังหวัดจะเลือกตัดก้อนแรก ก็คือ งบส่งเสริมวัฒนธรรมชาติพันธุ์ชาวเล ซึ่งเกิดขึ้นทุกพื้นที่ ทั้งนี้ส่วนตัวไม่อยากให้รัฐบาลกลาง หรือรัฐบาลท้องถิ่นมองอะไรแบบฉาบฉวยแล้วแก้ปัญหาแค่ฉาบหน้า โดยนโยบายส่งเสริมด้านวัฒนธรรมต้องมาพร้อมสิทธิในทุกด้าน ตั้งแต่ที่ดิน ที่อยู่อาศัย การศึกษา สาธารณสุข และสังคม เพราะตัวอย่างความล้มเหลวเรื่องการถลุงงบเกี่ยวกับการส่งเสริมแบบผิดพลาดมีให้เห็นแล้ว เช่น พิพิธภัณฑ์ชาวเลที่เกาะสิเหร่ คลับคล้ายคลับคลาว่าใช้งบประมาณไปราว 20 ล้านบาท แต่ใช้งานพิพิธภัณฑ์ได้แค่ 2 ปี กว่าเท่านั้น

“ประเพณีลอยเรือเนี่ย หลายพื้นที่จัดขึ้น จัดเอง ด้วยความร่วมมือของชุมชนนานมากแล้ว นานก่อนที่จังหวัดจะหันมาประชาสัมพันธ์เสียอีก ซึ่งการลอยเรือและวัฒนธรรมอื่นเนี่ย มันสืบทอดมาเพราะคน เพราะชุมชน หากเจ้าของประเพณียังอยู่ ทุกอย่างก็ยังอยู่ อาจจะมีการเปลี่ยนแปลง ผสมผสาน หรือผิดเพี้ยนจากเดิมบ้างแต่ก็ยังคงความสำคัญอยู่ แต่ทุกวันนี้ชาวเลมีแต่ถูกไล่ ถูกคุกคาม ถูกทำร้ายร่างกาย ถูกกีดกัน แล้วหากพวกเขายังทำพิธีลอยเรืออยู่ แต่ไม่มีใครมาคุ้มครองพวกเขา แล้วหากจังหวัดส่งเสริมด้านเดียวต่อไป คือ ส่งเสริมแต่ชวนเที่ยวงานลอยเรือ แล้วถ้าไม่มีชาวเล แล้วใครจะทำ ผลักไสเขาออกจากชุมชน ไปทำมาหากินในเมือง แล้วลอยเรือมันจะไปลอยในเมืองได้ไหม ผมเองอยากให้คิดลึกแบบนี้ ประเพณีมันมีรากเหง้า มันต้องรักษาทั้งระบบ จะมาเลือกส่งเสริมแค่ด้านเดียวไม่ได้” นายจำนงกล่าว

นายจำนงค์กล่าวด้วยว่า จริงๆ แล้วเรื่องประเพณีวัฒนธรรม อยากเสนอว่าให้รัฐบาลกลางและท้องถิ่นสนับสนุนอย่างเท่าเทียม และให้ความสำคัญกับพิธีกรรมทุกรูปแบบตามข้อเสนอของชาวเล แน่นอนว่า ขณะนี้สตูล ภูเก็ต พังงา กระบี่ มีคนให้ความสนใจเข้ามาเที่ยวแล้วก็ยังได้รับการเสพข่าวสารชาวเลบ้าง แต่มีบางพื้นที่อย่างกรณีระนอง พวกเขาไม่ได้ถูกไล่รื้อ ไม่ได้ถูกคุกคามแบบราไวย์ แหลมตุ๊กแก พีพี แบบหลีเป๊ะ ทำให้จังหวัดยังไม่สามารถดึงจุดเด่นพวกเขามาส่งเสริมการท่องเที่ยว หรือสร้างนโยบายอะไรให้สอดคล้องกับรากเหง้าของเขาได้ ต่างจากที่อื่นที่มีการท่องเที่ยวเข้ามาช่วย แต่ชาวเลยังถูกคุกคามเสมอ ส่วนตัวอยากให้รัฐให้ความสำคัญทั้งระบบ ไม่ใช่ถูกทำร้ายที ออกมาเคลื่อนไหวเรื่องส่งเสริมวัฒนธรรมที แบบนี้อาจไม่ยั่งยืน

อนึ่ง ประเพณีลอยเรือสำคัญที่สุดในรอบปี นิยมจัดขึ้นปีละ 2 ครั้งๆ ละ 3 วัน คือในวันขึ้น 14, 15 ค่ำ และแรม 1 ค่ำ ของเดือน 6 กับเดือน 11 ซึ่งอยู่ในช่วงฤดูมรสุม ส่วนวันลอยเรือชาวเลบางแห่งจะพากันไปเซ่นไหว้ผีหมู่บ้านก่อนเพื่อความเป็นสิริมงคล ส่วนในการต่อเรือพิธี หรือ ปลาจั๊ก ซึ่งทั้งหมู่บ้านจะต่อกันเพียงลำเดียว ไม้ที่ใช้ต่อเรือจะเป็นไม้เนื้ออ่อน ส่วนมากนิยมใช้ไม้ระกำ โดยเรือปลาจั๊กจะมีขนาดกว้าง 2 ฟุต ยาวประมาณ 6 ฟุต ตกแต่งลวดลายอย่างสวยงาม ใบเรือทำจากผ้าดิบ และยังมีการแกะสลักไม้ระกำ เป็นนายท้ายเรือ พายนำเครื่องใช้ประจำวัน อาทิ มีด ครก เสื้อผ้า รองเท้า ฯลฯ ใส่ไปในเรือด้วย จากนั้นเมื่อทำการต่อเรือเสร็จแล้ว ในตอนค่ำ ผู้นำครอบครัวจะนำตุ๊กตาที่แกะสลักเป็นรูปคนโดยแกะจากไม้ระกำ ตามจำนวนสมาชิกของครอบครัว พร้อมทั้งตัดเล็บมือ เล็บเท้า เส้นผมของทุกคนในบ้าน ตลอดจนของแห้ง เช่น กะปิ เกลือ หมาก พลู ที่เตรียมมาใส่ลงไปในเรือด้วย สำหรับการลอยเรือนั้น ในตอนค่ำจะมีหนุ่มสาวชาวเล ร่วมกันเต้นรำวง ร้องรำรองแง็งกันอย่างครึกครื้นสนุกสนานจนกระทั่งถึงรุ่งสางของวันใหม่ จากนั้นก็จะมีการนำรือปลาจั๊กปล่อยลงกลางทะเล เมื่อแน่ใจว่าเรือได้ลอยหายลับไปแล้ว จึงเป็นอันว่าเสร็จพิธีกรรมหลัก ส่วนนั้นพวกผู้ชายจะเข้าป่าไปหาไม้มาทำเป็นรูปไม้กางเขนจำนวน 7 อัน ที่ปลายไม้ทั้งสองด้านติดใบกะพ้อ นำไปปักเรียงเป็นแถวตามแนวตั้งจากบกออกสู่ทะเลตรงบริเวณที่วางเรือพิธี ไม้นี้ชาวเล เรียกว่า กายู่ฮาปัด เป็นไม้ศักดิ์สิทธิ์ คอยปัดรังควานไม่ให้สิ่งอัปมงคลกลับเข้ามาในหมู่บ้านอีก ชาวบ้านจะปักไม้นี้ไว้จนถึงเช้าวันพรุ่ง จึงถอนออกไปปักใหม่เป็นแนวนอนยาวตลอดตั้งแต่หัวหมู่บ้านจนถึงท้ายหมู่บ้าน เป็นอันเสร็จพิธีลอยเรือ บรรดาพี่น้องชาวเลจากที่ต่างๆที่สนุกสนานรื่นเริงกันมาหลายวันก็ถึงคราวต้อง เลิกรา รอจนกว่าพิธีลอยเรือในครั้งหน้าจะเวียนมาบรรจบอีกวาระหนึ่งจึงถอนไม้กายู่ปา ฮัดท่อนเก่าออก เพื่อนำท่อนใหม่มาปักแทน

ปัจจุบันประเพณีลอยเรือของชาวเล มักจะหาชมได้ยากลงทุกที เนื่องจากกระแสความเปลี่ยนแปลงและการพัฒนาในสังคมยุคปัจจุบัน แต่ก็มีชาวเลบางพื้นที่ยังคงยึดถือปฏิบัติประเพณีนี้ตามแบบเดิมอยู่ ได้แก่ ชาวเลที่ราไวย์ สะปำ พีพี เกาะลันตา และ เกาะสิเหร่
////////////////////////

Share.

Comments are closed.