งานวันรวมญาติชาวเลวันแรกคึกคัก ระดมสมองหาทางออก-ยื่นรัฐบาล เอกชนฟ้องชาวราไวย์เรียกค่าเสียหาย 31 ล้านบาท หลังถูกร้องศาลขอคืนที่ดินสาธารณะ นักวิชาการแนะชุมชนปลูกฝังวัฒนธรรมดั้งเดิม

0
ภาพโดย ชาวเลราไวย์

ภาพโดย ชาวเลราไวย์

เมื่อวันที่ 19 พฤศจิกายน 2559 ที่ชุมราไวย์ จ. ภูเก็ต ได้มีการจัดงานวันรวมญาติชาวเล ครั้งที่ 7 โดยมีชาวเลจาก 5 จังหวัดอันดามันภาคใต้เข้าร่วมจำนวนหลายร้อยคน โดยมีกิจกรรมต่างๆ และได้มีการแบ่งกลุ่มย่อยเพื่อหาข้อสรุปสภาพปัญหาและข้อเสนอแนะถึงรัฐบาลซึ่งได้ข้อสรุปหลายประการ อาทิ ด้านที่อยู่อาศัยและที่ทำกินชาวเลในหลายพื้นที่เช่นเกาะหลีเป๊ะ จังหวัดสตูล , เกาะพีพี จังหวัดพังงา, หาดราไวย์ จังหวัดภูเก็ต ฯ ยอมรับข้อเสนอจากภาครัฐที่มีการหาทางออกในเรื่องการผ่อนปรนในการใช้เครื่องมือจับปลา และการจัดพื้นที่อุทยานแห่งชาติเพื่อให้ชาวเลได้ล่าสัตว์น้ำเค็มได้ตามความเหมาะสม เนื่องจากกระบวนการยังไม่เป็นรูปธรรมชาวเลจึงอยากเรียกร้องให้มีการประกาศพื้นที่ดังกล่าวอย่างเป็นทางการ

ทั้งนี้ในวงประชุมยังได้มีการพูดถึงปัญหาที่อยู่อาศัยกรณีของหาดราไวย์ ซึ่งทางจังหวัดภูเก็ตได้ยื่นข้อเสนอเกี่ยวกับซื้อที่ดินเนื้อที่ 19 ไร่ซึ่งพบว่ามีการออกเอกสารสิทธิ์ทับที่ดินชุมชนดั้งเดิมของชาวเล ขณะนี้อยู่ในระหว่างสำรวจความคิดเห็นแต่ชาวเลส่วนมากเชื่อว่านั่นไม่ใช่การแก้ปัญหา รัฐจึงต้องหาทางออกใหม่

ภาพโดย ชาวเลราไวย์

ภาพโดย ชาวเลราไวย์

ขณะที่นางสาวหนึ่งฤทัย รักนาวา ชาวเลอุรักลาโว้ยชุมชนราไวย์ ให้สัมภาษณ์เพิ่มเติมกรณีที่ดินราไวย์ว่า หลังจากชาวเลเกิดข้อพิพาทที่ดินระหว่างชุมชนชาวเลราไวย์กับบริษัทเอกชนจนมาสู่ความขัดแย้ง กระทั่งเกิดเหตุรุนแรงชาวเลถูกทำร้ายร่างกายเมื่อปลายเดือนมกราคม 2559 สถานการณ์ความขัดแย้งเริ่มวิกฤตมากขึ้น ชาวเลพยายามจะต่อสู้เพื่อปกป้องที่ดินของบรรพบุรุษและที่ดินสาธารณะที่ใช้ร่วมกันมาเนิ่นนาน หนึ่งในเส้นทางที่ชาวเลประกาศต่อสู้มาโดยตลอดคือทางสาธารณะจากหน้าชายหาดห่างจากทะเลไม่ถึง 30 เมตร ตั้งอยู่ทางทิศตะวันออกของหมู่บ้านทอดยาวไปจากจนถึงคลองหลาโอน และพื้นที่บาลัย ระยะทางราว 600 เมตร ซึ่งเป็นพื้นที่ที่บริษัทเอกชนได้สร้างเขื่อนกันคลื่นไว้ และกรมเจ้าท่าได้มีกำสั่งให้รื้อถอนแล้ว เนื่องจากเป็นพื้นที่ที่สาธารณะ แต่บริษัทเอกชนไม่ยอมดำเนินการตามคำสั่งของกรมเจ้าท่า ตนและตัวแทนชาวเลอีก 2 คนประกอบไปด้วย นายอาหลิน หาดทรายทองและนายบัญชา หาดทรายทอง จึงได้ร่วมกันร้องศาลเพื่อให้บริษัทรายดังกล่าวรับผิดชอบและขอคืนพื้นที่สาธารณะ พร้อมทั้งจ่ายค่าชดเชยเกือบ 5 แสนบาท

rawai3

นางสาวหนึ่งฤทัย กล่าวต่อว่า การฟ้องศาลเพื่อขอคืนพื้นที่สาธารณะดำเนินการตั้งแต่เดือนสิงหาคม 2559 และได้ขึ้นให้ปากคำต่อศาลจังหวัดภูเก็ตเมื่อวันที่ 31 ตุลาคมที่ผ่านมาแต่ปรากฏว่าก่อนการเดินทางขึ้นศาลเพื่อให้ปากคำนั้น วันที่ 29 ตุลาคม ทางครอบครัวของตนได้รับหมายศาลส่งมาถึงตน ระบุว่าบริษัทเอกชนในฐานะจำเลยตามคำฟ้องของโจทก์ทั้ง 3 ได้ฟ้องกลับโจทก์ในหลายข้อหา อาทิ อ้างว่าชาวเลไม่มีสิทธิ์ฟ้องร้องขอคืนพื้นที่สาธารณะ, ชาวเลที่ฟ้องคดีได้ขัดขวางการดำเนินการทางธุรกิจในพื้นที่ของบริษัทฯ ซึ่งมีเอกสารสิทธิ์ครอบครองที่ดินอย่างถูกต้องตามกฏหมาย, สร้างความเสียหายโดยการขัดขวางการก่อสร้างทำให้การก่อสร้างปรับปรุงพื้นที่บ้านพักตากอากาศที่ทางบริษัทฯ กำลังดำเนินการอยู่ขณะนี้ต้องเลื่อนออกไปและมีความล่าช้าจากกำหนดการเดิม ทางบริษัทฯ ต้องการฟ้องศาลกลับ และเรียกร้องค่าเสียหายกว่า 31 ล้านบาท โดยศาลได้นัดไต่สวนและสอบปากคำเพิ่มเติมในวันที่ 21 ธันวาคมนี้

5

ด้านดร.นฤมล อรุโนทัย นักวิชาการจากสถาบันวิจัยสังคมจุฬา จุฬาลงกรณ์วิทยาลัย กล่าวในกิจกรรมการประชุมชาวเลว่า ในการที่ชาวเลจะทำให้คนนอกยอมรับนับถือชาวเลนั้นต้องเริ่มจากการปลูกฝังคนในชุมชนเองให้มีความสามารถมีความรู้และยืนด้วยลำแข้งตัวเองให้ได้มากที่สุด รวมทั้งต้องหมั่นศึกษาพัฒนาด้านต่างๆ ไม่ว่าจะเป็นภาษาที่จำเป็นต้องเข้าใจทางภาษาท้องถิ่นภาษากลาง ซึ่งความเข้าใจนี้จะช่วยในการต่อรองภาครัฐและสังคมในกรณีต้องการออกนโยบายต่างๆ ที่เอื้อต่อการดำรงค์อยู่ของชาวเล เช่น ในเรื่องการท่องเที่ยวหากชาวเลอยากเป็นส่วนหนึ่งของการท่องเที่ยว กรณีมีภาครัฐเข้ามาให้ความช่วยเหลือต้องขอบคุณและให้ความร่วมมือ ไม่ว่าจะเป็นสอนดำน้ำเพื่อบริการนักท่องเที่ยว การอบรมภาษา การฝึกปฏิบัติด้านการดูแลสุขภาพ บริการสาธารณสุขจากเหตุฉุกเฉิน

 

rawai6

“สิ่งเหล่านี้ล้วนเป็นประโยชน์ในการพัฒนาความรู้ ชาวเลจึงจำเป็นที่ต้องประสานความร่วมมือ แต่ในขณะเดียวกันต้องไม่ทิ้งวัฒนธรรมตัวเอง ไม่ว่าจะเป็นลอยเรือ พิธีอาโบ๊ย และอื่นๆ ยังจำเป็นที่จะต้องรักษาไว้และแสดงออกให้คนภายนอกรับรู้ สิ่งแรกเลยที่เราต้องนึกถึงคือหากเราไม่เห็นคุณค่าวัฒนธรรมของตัวเองแล้วใครจะเห็นคุณค่า ดังนั้นจึงไม่อยากให้ชาวเลลืมรากเหง้าของตัวเองและเป็นฝ่ายร้องขอคนอื่นฝ่ายเดียว แต่ชาวเลจะต้องทำอะไรเพื่อตัวเองด้วย” ดร.นฤมล กล่าว

rawai4

ทั้งนี้ในเวลา 18:00 น. ชาวเลที่มาร่วมงานได้ร้องเพลงชาติ, ร้องเพลงพระราชาผู้ทรงธรรมและเพลงสรรเสริญพระบารมี และในตอนท้ายได้พิธีจุดเทียนถวายในหลวง เพื่อสำนึกในพระมหากรุณาธิคุณ เนื่องด้วยหาดราไวเป็นพื้นที่ที่ในหลวงรัชกาลที่ 9 เสด็จเยี่ยมราษฎรในปี 2502

Share.

Comments are closed.