สถานการณ์คนชายสังคมไทยยังน่าวิตก แนะยอมรับความหลากหลาย-มิใช่ปรองดองแค่เรื่องการเมือง

0

15388615_1285788864797729_1338167128_o
เมื่อวันที่ 10 ธันวาคม 2559 ที่คณะรัฐศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย มีเวทีเสวนาวิชาการเรื่อง “คนชายขอบ” ภายใต้กิจกรรม “ก้าวไปด้วยกัน : People Go Network Forum ใส่ใจรัฐธรรมนูญกับสิทธิมนุษยชน สู่การพัฒนาที่ยั่งยืน”

นายฮีรมี เจะแม ผู้ประสานงานมูลนิธิทนายความมุสลิมประจำจังหวัดยะลา กล่าวว่า ขณะนี้ชาวมุสลิมใน 3 จังหวัดใช้แดนภาคใต้กำลังตกเป็นพลเมืองตกขอบที่ถูกตัดสินแบบเหมารวม และถูกทับถมโดยปมด้อย ซึ่งคนไทยส่วนมากมักจะใช้คำว่าสามจังหวัดชายแดนใต้คือแหล่งรวมของโจรใต้ กล่าวคือ เมื่อมีการพูดถึงสามจังหวัดชายแดนภาคใต้มักจะมีคนนึกถึงจนตายเสมอทั้งที่ภายใต้พื้นที่ดังกล่าวนั้นมีความงดงามมีวิถีชีวิตและมีหลายอย่างที่มากกว่าเรื่องนั้นอคติที่เกิดขึ้นทำให้ความเป็นพลเมืองในด้านอื่นๆ ของคนในสามจังหวัดชายแดนภาคใต้ถูกกลบเกลือนและเลือนหายไป

“เหตุการณ์ล่าสุดที่ผมจะยกตัวอย่างคือกรณีการควบคุมตัวเยาวชนจากสามจังหวัดชายแดนภาคใต้ที่เดินทางมาศึกษาที่กรุงเทพมหานคร โดยเฉพาะในพื้นที่มหาวิทยาลัยรามคำแหงนั้นเป็นการคุกคามอย่างหนึ่งของภาครัฐที่เกิดจากอคติแบบเหมารวม และมักคิดว่านั่นคือการสกัดกั้นอาชญากรที่อาจจะก่อให้เกิดภัยต่อความมั่นคงของชาติ ซึ่งอคตินี้ส่งผลให้เกิดผลกระทบมากมายไม่ว่าจะเป็นการสร้างภาพลักษณ์ที่ไม่ดีให้เกิดขึ้นแก่สังคมไทย ทั้งที่สามจังหวัดใช้แดนใต้มีอะไรดีดีหลายอย่าง แต่คนไทยก็จะเลือกมองแต่มุมมองเลวร้าย” นายฮีรมี กล่าว

ด้านนายภควินทร์ แสงคง ผู้ประสานงานเครือข่ายไทยพลัดถิ่นกล่าวถึงความเป็นชายขอบในกลุ่มคนไทยพลัดถิ่นว่า กรณีความเป็นชายขอบในไทยพลัดถิ่นจะต้องพุ่งเป้าไปที่เรื่องสิทธิที่ถูกจำกัดแม้ว่าเรื่องอคติของไทยพลัดถิ่นจะน้อยกว่าชายขอบกลุ่มอื่นๆ ในประเทศ แต่กลุ่มไทยพลัดถิ่นในพื้นที่จังหวัดระนอง ชุมพรประจวบคีรีขันธ์ กลับเผชิญกับเรื่องที่เลวร้ายเนื่องจากสิทธิที่ไม่เท่าเทียมกับพลเมืองอื่นของประเทศไทย อาทิ การไม่ได้รับบัตรประชาชน การไม่มีเลขประจำตัว 13 หลัก การจำกัดสิทธิในการเดินทาง การรักษาพยาบาลการศึกษา และแม้แต่สิทธิในการเข้าถึงกระบวนการยุติธรรม พวกเขาจะต้องทนทุกข์กับการต่อสู้เพื่อการได้มาซึ่งสัญชาติไทยเพียงเพื่อต้องการสิทธิเหล่านั้น แม้ว่าสิทธิที่ได้กลับมาไม่เต็ม 100 ก็ต้องยอมแลก ดังเช่นเหตุการณ์กรณีการเดินเท้าจากจังหวัดประจวบฯ เพื่อเรียกร้องให้เกิดการออกกฏหมายพระราชบัญญัติสัญชาติ เพื่อเปิดช่องทางให้เกิดเป็นการขอสัญชาติไทยตามการสืบสายเลือดและดินแดนการเกิด การเคลื่อนไหวทางสังคมของคนไทยพลัดถิ่นแต่กระนั้นสิทธิที่มีก็ไม่ได้ดีขึ้นมากนัก

“ที่ผมเห็นแล้วรู้สึกว่ารันทดใจมากที่สุดคือ ก่อนหน้านี้สาวไทยพลัดถิ่นรายหนึ่งถูกนายจ้างข่มขืน แต่เมื่อไปแจ้งความกลับถูกเจ้าหน้าที่ตำรวจดำเนินคดีข้อหาเข้าเมืองผิดกฎหมาย โดยมิได้ตรวจสอบว่าแท้จริงแล้วการมีบัตรเลขศูนย์ของสาวไทยพลัดถิ่นรายนี้มาจากสาเหตุใด สาวรายดังกล่าวจึงท้อใจและรู้สึกได้ถึงความเหลื่อมล้ำ ส่วนนี้ก็เห็นได้ชัดอยู่แล้วว่าสิทธิของคนที่มีบัตรประชาชนกับไม่มีบัตรประชาชนมันต่างกันเพียงใด นี่แหละคือความเป็นชายขอบของกลุ่มไทยพลัดถิ่นที่ไม่มีสิทธิ์แม้แต่จะเรียกร้องความยุติธรรม” นายภควินทร์ กล่าว

ดร.ลลิตา หาญวงษ์ คณะสังคมศาสตร์ มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ กล่าวถึงกลุ่มคนชายขอบที่เป็นคนไทยและใช้ภาษาลาวว่า จากการสังเกตการณ์จะขอยกตัวอย่างของกลุ่มผู้ที่ใช้ภาษาลาวในภาคอีสานยังพบว่า ขณะนี้วาทะกรรมที่เกิดกับคนกลุ่มนี้คือการเหมารวมว่าคนอีสานโง่ เจ็บ จน

“กรณีโง่ก็คือเรื่องของการเมืองซึ่งส่วนมากจะมองว่าคนอีสานถูกชักจูงโดยฝ่ายเมือง คือเรื่องการเมืองเป็นเรื่องของทัศนคติและเชื่อว่าคนทุกภาคก็มีการเลือกฝ่ายเลือกพรรคที่ต่างกัน บางคนก็มองว่าคนอีสานไม่ยอมใช้ภาษากลาง แปลว่าโง่ ตรงนั้นก็ไม่ใช่และอีกอย่างที่คนอีสานถูกมองว่า เจ็บ เช่น การนิยมกินผงชูรสจนเกิดการเจ็บป่วย ส่วนจนก็คือมองว่าคนอีสานเดินทางเข้าเมืองใหญ่เพื่อการประกอบอาชีพที่นอกเหนือจากอาชีพเกษตรกรรมในชีวิตประจำวันเพราะว่าหนีภัยความแห้งแล้ง แต่จริงๆ แล้วภาคอีสานเป็นแหล่งอาหาร และคงไม่มีใครไปตัดสินได้ว่า จนจริงหรือไม่เพราะคนอีสานบางคนก็บ้านใหญ่โต มีที่ดินที่นาเพาะปลูก หากแต่ยังต้องการปัจจัยอื่นซึ่งเป็นเหตุผลส่วนบุคคลมากกว่า ดังนั้นการไปตัดสินว่าคนอีสานจน เจ็บ โง่ คือการมองแบบเหมารวม ไม่ใช่มองจากข้อเท็จจริง” ดร.ลลิตา กล่าว

ดร.ลลิตา กล่าวด้วยว่า เท่าที่สังเกต ส่วนตัวมองว่าคนไทยส่วนมากยัง racist หรือเหยียดคนอีสาน แต่ยังแฝงไปด้วยความน่ารัก เช่น เชื่อว่าทุกภาคในประเทศไทยมีการบริโภคส้มตำบริโภคอาหารอีสานทุกคนคิดว่ามันเป็นมุมมองที่น่ารัก แต่ไม่ได้ให้ความสำคัญกับรากเหง้าไม่ได้ยกยอว่ามันสำคัญหรือโดดเด่นเหมือนกับอาหารญี่ปุ่นเกาหลี แปลกมากที่บางคนชอบใช้โซเชียลในเชิงล้อเลียนคนอีสานว่ามีพฤติกรรมลาว แต่กลับคิดว่าการล้อเลียนนั้นเป็นเรื่องน่ารัก เรื่องที่ทำเล่นๆ ไม่ได้รู้สึกว่าเหยียดหยาม ตรงนี้ยังต้องรอการเปลี่ยนแปลง

ขณะที่อาจารย์เคท ครั้งพิบูลย์ เครือข่ายเพื่อนกะเทยไทย กล่าวว่า สำหรับกลุ่มคนข้ามเพศนับว่าเป็นกลุ่มคนชายขอบประเภทหนึ่งที่ต้องมองแยกออกไปตามบริบทของสังคม ไม่ว่าจะเป็นสังคมเมืองหรือสังคมชนบทก็ตาม กลุ่มคนข้ามเพศจะถูกผลักดันให้เป็นสัญลักษณ์ของความบันเทิง หรือผักดันให้สู่การงานอาชีพที่เกี่ยวกับอุตสาหกรรมความบันเทิง แต่อาชีพอื่นกลับไม่ถูกยอมรับ

“หลายคนบอกว่าในประเทศไทยมีการยอมรับเรื่องของการมีพฤติกรรมข้ามเพศแล้ว แต่จริงๆ มันไม่ใช่ การยอมรับคนข้ามเพศมีมากกว่านั้น ไม่ใช่แค่การยอมรับให้มีการแต่งตัวได้อย่างอิสระ แต่มันจะต้องหมายถึงการอนุญาตให้เปลี่ยนคำนำหน้าชื่อ การอำนวยความสะดวกในด้านต่างๆ เพื่อให้มีสิทธิ์เท่าเทียมกับเพศหญิงเพศชาย การอนุญาตให้ทำงานในสาขาวิชาชีพอื่นด้วย ที่ต้องพูดเรื่องนี้เพราะว่าที่ชัดเจนคือ หลายครั้งที่คนเป็นคนข้ามเพศผ่านการเกณฑ์ทหารแล้วมักจะมีแพทย์หรือเจ้าหน้าที่สาธารณสุขเขียนในใบวินิจฉัยว่าป่วย เข้าใจเหมือนกันว่าการเป็นคนทำผิดมันป่วยตรงไหนและเมื่อเขียนลงไปแบบนั้นการเข้าสู่อาชีพอื่นๆ ก็ทำได้ยากเพราะมีใบรับรองแพทย์เช่นนั้น” อาจารย์เคท กล่าว

รศ.ดร.นิติ ภวัครพันธุ์ คณะรัฐศาสตร์จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย กล่าวว่า การแก้ปัญหาของคนชายขอบรัฐต้องเป็นผู้สนับสนุน เพราะขณะนี้คนไทยกำลังเผชิญกับเหตุการณ์ไม่ยอมรับความแตกต่าง และรัฐกลับพุ่งเป้าไปที่การรณรงค์ให้คนไทยมีความสามัคคี ภายใต้ความสามัคคีที่กล่าวถึงนี้หมายถึงการต้องยอมรับนโยบายกับส่วนกลาง ไม่ใช่การยอมรับนโยบายท้องถิ่นหรือวิถีชีวิตแต่ละชุมชนแต่ละชาติพันธุ์ ดังนั้นการจะแก้ปัญหาอคติเกี่ยวกับคนชายขอบทั่วประเทศไทยจำเป็นที่จะต้องรณรงค์ให้สังคมไทยยอมรับในความหลากหลายและสามัคคีกันด้วยรูปแบบอื่น ไม่ใช่สามัคคีกันแค่เรื่องการเมือง

Share.

Comments are closed.