“บิ๊กตู่” ยันมติครม. เรื่องระเบิดแม่น้ำโขงแค่ให้ไปศึกษา “โว”รัฐบาลรู้เรื่องไม่ปล่อยให้เกิดความเสียดินแดนแน่นอน นักวิชาการ-เอ็นจีโอรุมโต้นายกฯ

0

15967614_1312269692149646_530307960_o
เมื่อเวลา 13.45 น. วันที่ 10 มกราคม 2560 ที่ทำเนียบรัฐบาล พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี และหัวหน้าคณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) ให้สัมภาษณ์ถึงกรณีความคืบหน้า ในการทบทวนมติ ครม. เรื่องการระเบิดแก่งในแม่น้ำโขง หลังมีคนออกมาคัดค้านจำนวนมากว่า “มติครม. ที่ผ่านมาให้กลับไปศึกษา และนำข้อมูลไปชี้แจงต่อที่ประชุม ซึ่งถึงวันนี้ทราบว่ายังประชุมกันอยู่ ว่าถ้าตัดสินใจจะทำแล้วจะทำอย่างไร ทำได้หรือไม่ ถึงวันนี้สมาชิกที่เกี่ยวข้องเห็นด้วยทั้งหมดแล้วหรือยัง ในที่ประชุมซึ่งเป็นครั้งแรกที่นำเรื่องเข้าสู่ที่ประชุมครม. เรียกว่าเป็นเรื่องการขอขยายเส้นทางการเดินเรือการส่งสินค้าในแม่น้ำโขง ซึ่งเรื่องนี้ก็ต้องไปต่ออีกว่าประเทศสมาชิก 4-5 ประเทศ เห็นด้วยพร้อมกันหรือยัง ถ้าเห็นด้วยหรือมีปัญหาอะไรก็ต้องนำเรื่องเข้าสู่การพิจารณาของครม. อีกครั้ง ซึ่งขณะนี้ยังไปไม่ถึงจุดนั้นเลย และไม่ใช่รัฐบาลไม่รู้เรื่อง เรารู้และคงไม่ปล่อยให้เกิดความเสียหายขึ้นแน่นอน

นายกรัฐมนตรีกล่าวว่าข้อสำคัญทุกคนรู้หรือยังว่า เกาะแก่งกลางแม่น้ำโขง ทั้งหมดไม่ใช่ของไทย อีกทั้งหากมีการระเบิดจริงก็จะมีผลในเรื่องของร่องน้ำ ซึ่งเป็นเส้นเขตแดน ถ้าลึกแล้วเปลี่ยนเส้นทางมาทางฝั่งไทย หรือขยับมาเราก็จะมีพื้นที่เพิ่มขึ้น ถามว่าประเทศอื่นเขาจะยอมหรือไม่ ทุกคนก็ไม่ยอมกันทั้งหมด เรื่องนี้จึงจำเป็นต้องไปหารือและศึกษาร่วมกัน และหาทางออกว่าระบบนิเวศวิทยา สัตว์น้ำ และเกาะแก่งต่าง ๆ จะทำอย่างไร และไม่ใช่ว่าจะระเบิดในวันพรุ่งนี้เสียเมื่อไร มันยังทำไม่ได้ ยังไม่ถึงขั้นที่จะเป็นเรื่องข้อพิพาท วันนี้อยู่ระหว่างการศึกษาโดยกระทรวงคมนาคม กรมเจ้าท่า สภานิติบัญญัติแห่งชาติ (สนช.) กระทรวงการต่างประเทศ ก็มีการตั้งข้อสังเกตจำนวนมาก ในที่ประชุมยังถกเถียงกันไม่เลิก และขอขอบคุณที่ทุกคนเป็นห่วงว่าเราจะเสียดินแดน และเกิดผลกระทบต่าง ๆ หากมีการดำเนินโครงการดังกล่าวจริง ซึ่งรัฐบาลก็มีความเป็นห่วงเช่นเดียวกันทุกคน อีกทั้งทุกอย่างถ้าจะทำก็ต้องผ่านการพิจารณาของสภา โดยเฉพาะเรื่องที่จะมีผลต่อเขตแดนของประเทศ ยืนยันว่ารัฐบาลจะไม่ไปตกลงกับใครเรื่อยเปื่อยอย่างแน่นอน”

ขณะที่นายนิวัฒน์ ร้อยแก้ว หรือ “ครูตี๋” ประธานกลุ่มรักษ์เชียงของ จังหวัดเชียงราย ได้โพสต์ในเฟซบุ๊ก ระบุว่าโครงการระเบิดแก่งเพื่อการเดินเรือพาณิชย์ขนาดใหญ่ 500 ตันในแม่น้ำโขงนั้น เป็นโครงการที่จะทำให้เกิดผลกระทบอย่างรุนแรงในหลายด้าน ไม่คุ้มค่ากับสิ่งที่จะเสียไป การค้าขายนั้นเป็นสิ่งที่ต้องทำเพื่อพัฒนาประเทศชาติแต่การค้าที่ไม่เป็นธรรมกลับสร้างผลเสียหายอันใหญ่หลวงให้กับธรรมชาติและผู้คนอีกนับล้านจึงเป็นเรื่องที่ไม่ถูกต้อง อีกทั้งปัญหาเรื่องความมั่นคงของประเทศทั้งอธิปไตย เขตแดนเมื่อพูดถึงผลประโยชน์ด้านการค้าแล้วประเทศที่ได้ประโยชน์สูงสุดคือจีน ทั้งเรื่องสินค้า เรือขนส่ง

“หากจะให้มีความเป็นธรรมกับเพื่อนมนุษย์ที่อยู่ร่วมโลก การค้าทางบกถนนหนทาง สะพานก็มีแล้วก็ใช้ให้เต็มที่ รถไฟก็พร้อมเดินหน้าเรือก็มาถึงอำเภอเชียงแสน ลดขนาดเรือก็ไปถึงหลวงพระบางได้ ท่านนายกครับเหลือแม่น้ำโขงให้กับคนลุ่มน้ำโขงเตอะครับ” นายนิวัฒน์ ระบุ

ด้านนายเดชรัตน์ สุขกำเนิด นักวิชาการจากมหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ ได้เขียนในเฟสบุคอธิบายข้อเท็จจริงในอีกด้านหนึ่งหลังจากพลเอกประยุทธ์ให้สัมภาษณ์ถึงมติคณะรัฐมนตรีที่อนุญาตให้จีนเข้ามาสำรวจแม่น้ำโขงในพรมแดนไทย ว่า “แม่น้ำโขงเป็นแม่น้ำระหว่างประเทศ แต่การดำเนินการในแม่น้ำโขงอาจส่งผลกระทบต่อผลประโยชน์ของประเทศต่าง ๆ ในลุ่มน้ำโขง ที่ผ่านการสร้างเขื่อนและการระเบิดแก่งในแม่น้ำโขง ได้สร้างผลกระทบให้กับประเทศต่าง ๆ ทั้งเวียดนาม กัมพูชา ลาว และไทย (ดังประโยคถัดมาที่ท่านนายกบอกว่า น้ำข้างบนไหลมาข้างล่างยังไม่พอ) ดังนั้น รัฐบาลของประเทศนั้น ๆ (รวมถึงรัฐบาลของท่าน) จึงมีหน้าที่รับผิดชอบในการดูแลผลประโยชน์ของประเทศตนเอง การอ้างว่าเป็นแม่น้ำระหว่างประเทศแล้วประเทศไทยจะไม่เสียประโยชน์นั้นเป็นละเลยหน้าที่รับผิดชอบดังกล่าว

นายเดชรัตน์ กล่าวว่า แม้ทุกวันนี้ แม่น้ำโขงจะได้รับผลกระทบอย่างมากจากการสร้างเขื่อนและการระเบิดแก่งในแม่น้ำโขง แต่แม่น้ำโขงก็ยังเป็นลุ่มน้ำที่มีความสมบูรณ์ในแง่ความหลากหลายชีวภาพอยู่ในระดับต้น ๆ ของโลก ยังมีการค้นพบสิ่งมีชีวิตสปีชีส์ใหม่ๆ ในลุ่มน้ำโขงนี้อยู่เสมอ ซึ่งนายกฯ ควรเรียกหน่วยงานมาสอบทานให้แน่ชัด และควรให้หน่วยงานดังกล่าวออกมาเสนอข้อมูลที่ชัดเจนต่อสาธารณะ รวมถึงตอบข้อซักถามของสาธารณะด้วย

Share.

Comments are closed.