รมว.ทส.ขันน็อตทสจ.ตรวจเข้มพื้นที่ป่าสัมปทานแร่ ชี้รายงานคลาดเคลื่อนเป็นป่าเสื่อมโทรมสร้างความขัดแย้ง ภาคประชาชนเสนอจัดเวทีถอดบทเรียนความเจ็บปวดเหยื่อเหมืองแร่ในอดีต ก่อนเดินหน้ายุทธศาสตร์ กฎหมายใหม่

0

received_1313256492050966
เมื่อวันที่ 11 มกราคม 2560 ที่โรงแรมโกลเด้นทิวลิป กรุงเทพฯ พลเอกสุรศักดิ์ กาญจนรัตน์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม (ทส.) เป็นประธานเปิดเวทีประชุมระดมความคิดเห็น “การขับเคลื่อนแนวทางการปฏิรูปการบริหารจัดการแร่ของประเทศไทย” โดยมีหน่วยงานภาครัฐที่เกี่ยวข้องกับนโยบายบริหารจัดการแร่ ผู้ประกอบการด้านการสำรวจแร่และการทำเหมืองแร่ ผู้ใช้ประโยชน์ ผู้แทนองค์กรอิสระ ผู้แทนเครือข่ายภาคประชาชน ฯลฯ เข้าร่วมด้วย

พลเอกสุรศักดิ์ กล่าวในพิธีเปิดการประชุมว่า ภายหลังมีพระราชบัญญัติ (พรบ.แร่ ) ฉบับใหม่ แม้จะยังไม่มีประกาศใช้อย่างเป็นทางการ แต่ว่าประเทศไทยต้องมีการเตรียมความพร้อมในเรื่องดังกล่าวให้ดี จึงต้องมีการกำหนดยุทธศาสตร์การบริหารทรัพยากรแร่ไว้ให้ดี ทั้งนี้ทุกคนทราบดีว่าประเทศไทยเป็นประเทศที่มีแร่หลากหลายชนิด จากข้อมูลของกรมทรัพยากรธรณี พบว่าในประเทศไทยมีพื้นที่ศักยภาพทางแร่มากกว่า 40 ชนิดครอบ คลุมพื้นที่ประมาณ 62 ล้านไร่ หรือคิดเป็นร้อยละ 19 ของพื้นที่ทั้งประเทศ พื้นที่มีศักยภาพทางแร่ส่วนใหญ่เป็นพื้นที่ดูแลรับผิดชอบของหน่วยงานภาครัฐ และพื้นที่บางส่วนเป็นของเอกสารสิทธิ์และกรรมสิทธิ์ที่ดินของภาคเอกชนและประชาชน และพื้นที่ประมาณร้อยละ 10 ของพื้นที่ศักยภาพทางแร่ปัจจุบันมีการทำเมืองแร่แล้ว

พลเอกสุรศักดิ์ กล่าวว่า กระทรวงอุตสาหกรรมมีการเปิดเผยข้อมูลการผลิตแร่ในปีที่ผ่านมาพบว่า มีมูลค่ารวมประมาณ 63,000 ล้านบาท มากกว่าร้อยละ 60 ใช้เป็นวัตถุดิบสำหรับอุตสาหกรรมพื้นฐานและอุตสาหกรรมต่อเนื่องภายในประเทศ ส่วนที่เหลือจึงเป็นการส่งออก แต่ในการขออนุญาตของฝ่ายเอกชนต่างๆ ที่ผ่านมานั้นมีกระบวนการหลายอย่างที่ต้องผ่านความเห็นของส่วนราชการ และการเสนอข้อมูลบางครั้งก็กระทบกระทั่งความรู้สึกของประชาชน ซึ่งบางหน่วยงานในสังกัดของ ทส.เองบางครั้งก็รายงานข้อมูลคลาดเคลื่อน เช่น สำนักงานทรัพยากรจังหวัด (ทสจ.) บางพื้นที่ส่งหนังสือมารายงานกระทรวงว่า มีเอกชนขอใช้พื้นที่ป่าสัมปทานแร่ และระบุว่าป่านั้นเสื่อมโทรม ซึ่งผ่านมา 10 กว่าปี ทสจ.พื้นที่นั้นๆ ก็รายงานเช่นเดิมโดยไม่มีหน่วยงานใดไปดูข้อเท็จจริงว่าเสื่อมโทรมจริงหรือไม่ บางพื้นที่มีชุมชนอยู่ มีพืชผลเกษตรขึ้น แต่ก็รายงานว่าเสื่อมโทรม เห็นควรอนุมัติทำเหมือง หรือบางแห่งก็อ้างว่าป่าเสื่อมโทรมและเคยการทำเหมืองในพื้นที่ใกล้เคียงแล้วจะขอขยายเพิ่ม ขณะที่ชุมชนไม่ยอมให้ทำเพราะยืนยันว่ามีการทำเกษตร และใช้ประโยชน์อยู่ ซึ่งความเห็นแบบนี้ขัดแย้งกัน ทส.จะปล่อยผ่านเหมือนเก่าไม่ได้ จึงต้องระดมความเห็นวันนี้เพิ่มเติมเพื่อหาจุดสมดุลในข้อมูลแล้วเปรียบเทียบว่าควรเลือกแบบใด

“ยืนยันว่า ทรัพยากรแร่มีประโยชน์ แต่ต้องนำขึ้นมาใช้อย่างเหมาะสม สมดุล ที่ผ่านมาในการขออนุญาตทำเหมืองแร่ในเขตป่าไม้ ผมพิจารณาอนุมัติด้วยความรอบคอบ เซ็นให้กับผู้ประกอบการที่ทำมาต่อเนื่องหรือมาต่อใบอนุญาตเท่านั้น ส่วนผู้ประกอบการรายใหม่ ไม่เคยเซ็นให้เลย เพราะหนังสือขออนุญาตเขียนระบุเหตุผลไม่น่าเชื่อถือและเป็นฟอร์มเดียวกันทุกพื้นที่ ส่วนตอนนี้รู้สึกโล่งใจมากขึ้น เนื่องจากรัฐบาลมีกฎหมายปฏิรูปการบริหารจัดการเหมืองแร่ ซึ่งมีคณะกรรมการนโยบายบริหารจัดการแร่แห่งชาติ พ.ศ 2559 เป็นผู้พิจารณาอนุมัติการทำเหมืองแร่ แทนรัฐมนตรีว่าการกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม ซึ่งคณะกรรมการชุดนี้มีปลัดกระทรวงทรัพยากร เป็นประธาน กรรมการประกอบ ด้วยผู้ทรงคุณวุฒิทุกด้าน ที่จะร่วมใช้ดุลยพินิจในการพิจารณาอนุมัติ โดยเฉพาะในชนิดแร่ที่ถูกภาคประชาชนต่อต้าน เนื่องจากได้รับผลกระทบจากการทำเหมือง เช่น แร่โพแทส มั่นใจว่าการปฏิรูปกฎหมายแร่ครั้งนี้ จะทำให้การใช้ประโยชน์จากแร่เกิดความสมดุลและมีประสิทธิภาพมากขึ้น พร้อมคาดโทษเอาผิดทั้งคณะ หากพบว่ากรรมการชุดนี้ถูกซื้อหรือกระทำการไม่โปร่งใส” พลเอกสุรศักดิ์ กล่าว

นายเอกชัย อิสระทะ ผู้ประสานงานเครือข่ายพิทักษ์สิทธิชุมชนเขาคูหา อำเภอรัตภูมิ จังหวัดสงขลา และตัวแทนเครือข่ายประชาชนผู้เป็นเจ้าของแร่ ประเทศไทย กล่าวว่า หลังจากสภานิติบัญญัติ (สนช.) พิจารณาผ่านพรบ.แร่ ฉบับใหม่นั้นภาคประชาชนได้แสดงจุดยืนมาโดยตลอดว่าไม่เห็นด้วยหลายประการ โดยเฉพาะอย่างยิ่งกรณีการละเว้นการทำรายงานผลกระทบสิ่งแวดล้อม (EIA) ต่อการขอประทานบัตรเหมืองแร่แปลงเล็กขนาด 100 ไร่ ที่อนุญาตให้ผู้ว่าราชการจังหวัดมีอำนาจอนุมัติโดยตรงเป็นการออกกฎหมายที่ทำให้การปกครองภาคท้องถิ่นมีอำนาจจัดการในทรัพยากรมากกว่าพลเมือง

“กฎหมายฉบับใหม่เขียนไว้เช่นนั้น ที่พวกเราห่วง และสงสัย คือ ทส.จัดเวทีนี้เรามาฟัง มาเสนอได้ แต่เราจำเป็นต้องเสนอข้อเรียกร้องอีกครั้ง เมื่อมีการตั้งคณะกรรมการนโยบายแร่ตามกฎหมาย เพื่อเสนอให้มีการแก้เนื้อหาที่ไม่เป็นธรรมกับชุมชนและท้องถิ่น คือ ทส.รับปากว่าจะมีการพิจารณาข้อมูลอย่างรอบคอบก่อนการเซ็นอนุมัติให้ใช้พื้นที่ป่าในสังกัดกระทรวงก็จริงผมชื่นชมนะ แต่เรื่องการขออนุญาตทำเหมืองแร่แปลงเล็ก ในอนาคตไม่ว่าจะเป็นเหมืองทอง เหมืองหิน เหมืองแร่โปแตส และอีกมากมายเราไม่ไว้ใจ เพราะคิดว่าแปลงเล็กข้อมูลการขอทำเหมืองแทบจะมาไม่ถึงมือทส.เลย ให้ผู้ว่าฯ เซ็นแล้วจบ แบบนี้เรารับไม่ได้ วันนี้ประชาชนก็มาแสดงความคิดเห็นและตั้งคำถามสั้นๆ ไม่กี่ข้อเท่านี้” นายเอกชัยกล่าว

นายเอกชัยกล่าวต่อว่า อีกประเด็นที่ต้องการให้ภาครัฐทำ และในอนาคตคณะกรรมการนโยบายแร่ต้องทำ คือ เราอยากเรียกร้องและเสนอให้มีการถอดบทเรียนเรื่องเหยื่อเหมืองแร่ เช่น คลิตี้ จังหวัดกาญจนบุรี, เหมืองทองคำ จังหวัดเลยและจังหวัดพิจิตร, เหมืองสังกะสี จังหวัดตาก ที่ไม่ได้รับความเป็นธรรมจากบริษัทสัมปทาน และไม่ได้รับการเยียวยาหรือดูแลจากหน่วยงานใดๆ ตรงนี้สะท้อนว่าธรรมมาภิบาลของบริษัทยังไม่ดีพอ และต้องถอดบทเรียนก่อนว่าต้องแก้ไขส่วนใดหรือไม่เสียก่อนแล้วค่อยมาคุยยุทธศาสตร์ใหม่ตามพรบ.แร่ ปฏิรูปทั้งทีก็ปฏิรูปให้เป็นธรรมกับประชาชนบ้าง ไม่ใช่มาคุยกันแค่ว่า หาวิธีใดให้สมดุลต่อการจัดการทรัพยากร เพราะรัฐบาลและบริษัทยังไม่ได้ทำอะไรเลยกับเหตุการณ์เก่าที่เกิดขึ้นในอดีตแล้วอยู่ๆ จะมาพูดถึงปัจจุบันกับอนาคตได้อย่างไร

Share.

Comments are closed.