นายทุนรุกหนัก ไล่ที่ชาวเลหลีเป๊ะอีกระลอก ไม่สนเอกสารจากหน่วยงานรัฐ แม้อช.ตะรุเตาให้ข้อมูลชัด ที่ชาวเลไม่ใช่แปลงเดียวกับนายทุน

0

screenshot_20170111-203304_1

เมื่อวันที่ 11 มกราคม 2560 นายหัตติเริง พระอ๊ะ ชาวเลเกาะหลีเป๊ะ จังหวัดสตูล เปิดเผยว่า เมื่อไม่นานมานี้ตนได้รับหมายศาลคดีดำเลขที่ 495 /59 ที่ถูกนายณรงค์ศักดิ์ ปัทมปาณีวงศ์ เป็นโจทก์ฟ้องไล่ที่ตนกับมารดาคือ นางละม้าย พระอ๊ะ โดยศาลได้นัดไปไกล่เกลี่ยคดีความในวันที่ 20 กุมภาพันธ์ 2560 ทั้งนี้คดีความดังกล่าวครั้งหนึ่งตนถูกคู่กรณีพยายามฟ้องให้ไล่รื้อ พร้อมกับส่งเจ้าหน้าที่มาเจรจาด้วยหลายครั้ง แต่ตนยืนยันว่าไม่ได้บุกรุกที่ดินของโจทก์แต่อย่างใด และเรื่องนี้คณะกรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติ (กสม.) เคยได้ส่งหนังสือถึงกระทรวงยุติธรรม เพื่อชะลอการบังคับคดีแล้ว ตนกับมารดาจึงไม่ได้ติดตามความคืบหน้าใดๆ ล่าสุดเมื่อวันที่ 7 มกราคม ที่ผ่านมากลับมีหมายศาลมาติดไว้ที่หน้าบ้าน แต่อย่างไรก็ตามตนยังยืนยันว่าไม่ได้บุกรุกและจะสู้คดีต่อไป

“เขาส่งคนมาคุยหลายครั้ง มาบอกเราว่า เขาจะเชื่อในเอกสารในมือเขา ไม่เชื่อเอกสารจากหน่วยงานอื่น พอเจอหมายศาล ตอนนี้ผมตกใจเช่นกัน แต่จะหาทางออกต่อไป ผมคิดว่าที่เขาต้องการที่ดินอย่างมากเพราะพวกเราอยู่ติดหาดซันไรส์ เขาคงเห็นว่าทำเลดีอยากให้เราออก แต่เราไม่ผิดและอยากสู้ต่อ” นายหัตติเริงกล่าว

received_674102679417296

ขณะที่นางสาวฉัตรพร พระอ๊ะ ชาวเลเกาะหลีเป๊ะ ผู้เป็นน้องสาวของนายหัตติเริง กล่าวว่า เรื่องข้อพิพาทดังกล่าวสำนักงานอุทยานแห่งชาติตะรุเตาเคยออกหนังสือให้แล้วว่า ที่ดินแปลงที่นายหัตติเริงและมารดาอาศัยอยู่นั้นเป็นคนละแปลงกับที่ดินที่นายณรงค์ศักดิ์ครอบครอง และยืนยันว่าพี่ชายกับมารดาไม่ย้ายออกไม่ว่ากรณีใดๆ เพราะรังวัดที่นายทุนเอามาอ้างเป็นข้อมูลที่ไม่ตรงกันกับอุทยานแห่งชาติตะรุเตาชี้แจง

“ช่วงนี้เราต้องระวังน้ำท่วมบ้าน ท่วมเกาะด้วย ไม่มีเวลาไปทำอะไรเลย แม่ก็ป่วยไปหาหมอหลายครั้ง ไม่นึกว่าจะมาฟ้องเอาช่วงวิกฤติบ้านเมืองแบบนี้ แต่ต้องสู้แบบใจเย็นๆ” นางสาวฉัตรพร กล่าว

ทั้งนี้ มูลนิธิชุมชนไท ซึ่งติดตามปัญหาชาวเลมาอย่างต่อเนื่องระบุว่า มูลนิธิได้ตรวจสอบเอกสารที่เกี่ยวข้องพบว่า ในสมัย ศ.เสน่ห์ จามริก เป็นประธาน กสม.ได้มีการตรวจสอบกรณีที่ดินเกาะหลีเป๊ะแล้ว 1 ครั้ง ในปี 2547 โดยมีการสรุปมติ กสม.ไว้อย่างละเอียดถึงลำดับเหตุการณ์ และสิทธิในการทำประโยชน์ของชาวเลแต่ละตระกูล โดยมีทั้งรายชื่อผู้แจ้งครอบครองแบบ ส.ค.1 และ น.ส.3

ที่สำคัญ กสม.พบความผิดปกติในการเอกสารหลายประการ เช่น มีรายงานผลการตรวจสอบที่ 81/2549 เรื่องสิทธิในที่อยู่อาศัยและที่ดินทำกิน กรณีเกาะหลีเป๊ะ อ.เมือง จ.สตูล พบว่า ในการดำเนินการเกี่ยวกับเอกสารหนังสือรับรองการทำประโยชน์ (น.ส.3) แปลงต่างๆ บนเกาะหลีเป๊ะทั้ง 19 แปลง โดยเปรียบเทียบกับการทำรายการบ้าน และบุคคลในทะเบียนบ้าน จากสำนักทะเบียนกลาง และสำเนาทะเบียนราษฎร ที่ว่าการอำเภอเมือง จ.สตูล มีข้อพิรุธอันเป็นการส่อให้เห็นว่า การออกเอกสารสิทธิดังกล่าวน่าจะไมชอบด้วยกฎหมาย

ในเอกสารของ กสม.ชุดเดิมได้สรุปสาระสำคัญ ดังนี้ 1.กระบวนการออกหนังสือรับรองการทำประโยชน์ (น.ส.3) กลายเป็นบุคคลภายนอกของเกาะหลีเป๊ะทั้งสิ้น 2.กระบวนการออกหนังสือการทำประโยชน์ (น.ส.3) ทั้ง 19 แปลง ระบุได้มอบอำนาจให้นายบรรจง อังโชติพันธุ์ (อดีตกำนันในพื้นที่) หรือนายเส่ง แซ่อั้ง (พี่ชายนายบรรจง) เป็นผู้ดำเนินการ และเมื่อออกเป็น น.ส.3 แล้ว ได้มีการจดทะเบียนขายแก่นายบรรจง หรือนายเส่ง หรือบุคคลที่เกี่ยวข้อง ในขณะที่ชาวเลระบุตรงกันว่า ที่ดินบนเกาะหลีเป๊ะนั้นมีการทำประโยชน์โดยชาวเลมานานต่อเนื่อง กสม.จึงมีข้อเสนอถึงกระทรวงมหาดไทยว่า ควรเพิกถอน น.ส.3 แปลงดังกล่าว และเร่งรัดออกหนังสือรับรองการทำประโยชน์ให้ชาวเลบนเกาะหลีเป๊ะ

Share.

Comments are closed.