ชี้ระเบิดแก่งแม่น้ำโขงไม่คุ้มค่าทางเศรษฐกิจ  หลายฝ่ายตั้งคำถามมติครม.เพื่อใคร

0

16145281_1318481048195177_673441369_o

เมื่อวันที่ 17 มกราคม 2560 ที่สำนักงานมูลนิธิสืบนาคะเสถียร ถ.ติวานนท์ จังหวัดนนทบุรี ได้มีเวที “วิพากษ์โครงการระเบิดแก่งแม่น้ำโขง” โดยน.ส.เพียรพร ดีเทศน์ ผู้อำนวยการฝ่ายรณรงค์ประจำประเทศไทย องค์การแม่น้ำนานาชาติ กล่าวถึงภาพรวมโครงการพัฒนาในแม่น้ำโขงว่า แม่น้ำโขงมีความสำคัญระดับโลกและมีความหลากหลายทางระบบนิเวศเป็นอันดับ 2 รองจากแม่น้ำอเมซอน โดยเป็นแหล่งประมงน้ำจืดที่ใหญ่ที่สุดในโลกคือปริมาณ 1.9-4 ล้านตัน/ปี อย่างไรก็ตาม แม่น้ำโขงเป็นเป้าหมายสำคัญที่นักสร้างเขื่อนต้องการสร้างเขื่อน โดยจีนสร้างแล้ว 6 แห่งและอีก 12 โครงการในแม่น้ำโขงตอนล่าง 

น.ส.เพียรพร กล่าวว่า เขื่อนทางตอนบนมีการสร้างเพิ่มขึ้นเรื่อย ๆ โดยไม่ได้มีการปรึกษากับพื้นที่ตอนล่าง แม้มีการสร้างเขื่อนเสร็จแล้ว ก็ยังแทบไม่มีใครรับรู้ว่ามีการสร้างและเก็บน้ำไปแล้ว จนกระทั่งเกิดความเปลี่ยนแปลงของแม่น้ำโขงขึ้น-ลงไม่ตรงตามฤดูกาล และเกิดผลกระทบขึ้นมากมาย จึงได้ทราบว่ามีการสร้างเขื่อนขึ้นในตอนบน

“ตอนทำงานใหม่ ๆ ดิฉันไปที่ปากแม่น้ำอิง ยังมีคนเข้าคิวหาปลานับร้อยคนต่อวันเพื่อปล่อยเครื่องมือหาปลา แต่วันนี้แทบไม่มีคนหาปลาเลย ทั้ง ๆ ที่เวลาผ่านไปเพียงแค่ 10 กว่าปีเท่านั้น” น.ส.เพียรพร กล่าว

น.ส.เพียรพรกล่าวว่า หลังจากมีการสร้างเขื่อนตอนบน ทำให้เกิดภัยขึ้นกับชาวบ้านทั้งน้ำท่วมน้ำแล้งบ่อยครั้ง เช่น เมื่อปี 2556 เกิดความแห้งแล้งมาก แต่จู่ ๆ ก็เกิดน้ำท่วมขึ้นมาและท่วมพืชริมน้ำสร้างความเสียหายให้กับชาวบ้านโดยที่ชาวบ้านไม่รู้ที่มาที่ไป ทั้ง ๆ ที่ทางการจีนควรมีการแจ้งถึงการปล่อยน้ำหรือกักเก็บน้ำให้ทางการไทยหรือประเทศท้ายน้ำทราบบ้าง

“แม้ว่าเราจะพูดถึงผลกระทบต่าง ๆ แต่นักสร้างเขื่อนก็ไม่ได้รับฟังและเดินหน้าสร้างเขื่อนต่อไป ล่าสุดเขื่อนปากแบ่งซึ่งห่างจากชายแดนไทยไม่มาก ก็ได้เริ่มกระบวการปรึกษาหารือล่วงหน้าตามข้อตกลงแม่น้ำโขงให้เอ็มอาร์ซีทราบแล้ว” น.ส.เพียรพร กล่าว

น.ส.เพียรพรกล่าวว่า มติคณะรัฐมนตรี(ครม.)เมื่อวันที่ 27 ธันวาคม 2559 ที่อนุมัติให้สำรวจและออกแบบแม่น้ำโขงนั้น เป็นจุดเริ่มต้นของการระเบิดแม่น้ำโขงและทำให้แม่น้ำโขงกลายเป็นเพียงลำคลองที่ราบเรียบ อย่างไรก็ตามปัจจุบันสินค้าจากจีนเข้ามาถึงเมืองไทยได้ตลอดเพราะมีทั้งถนนและเรือพาณิชย์ แต่มีข้อสังเกตว่าโครงการนี้ใครเป็นคนชงกันแน่ เพราะฟังจากคำสัมภาษณ์ของนายกรัฐมนตรีก็ไม่มีข้อมูลชัด เช่นเดียวกับอธิบดีกรมเจ้าท่าก็ไม่สามารถตอบคำถามได้อย่างผู้รู้ เช่น บอกว่าข้อตกลงนี้มีด้วยกัน 6 ประเทศทั้งๆที่จริงเป็นข้อตกลงของ 4 ประเทศ จึงรู้สักแปลกใจว่าแม้แต่คนชงเรื่องเองยังไม่ค่อยรู้เรื่อง แล้วอย่างนี้ใครกันแน่ที่เป็นคนชง และมีข้อตกลงอะไรพิเศษกันหรือไม่

นายสมเกียรติ เขื่อนเชียงสา ผู้ประสานงานเครือข่ายอนุรักษ์ทรัพยากรธรรมชาติและวัฒนธรรมลุ่มแม่น้ำโขง-ล้านนา กล่าวว่า ต้นเดือนธันวาคม 2559 ได้รับโทรศัพท์จากคนจีนว่าต้องการมาพบคนท้องถิ่นและกลุ่มรักษ์เชียงของ ต่อมาเมื่อวันท่ 23 ธันวาคม บริษัทเอกชนจีนได้เดินทางมาพบที่โฮงเฮียนแม่น้ำโขง และหลังจากนั้นอีกไม่กี่วันครม.ก็อนุมัติให้มีการสำรวจและออกแบบแม่น้ำโขงซึ่งถือว่าเป็นข่าวร้ายต้อนรับปีใหม่สำหรับชาวบ้าน

นายสมเกียรติ กล่าวว่าหลังจากปี 2539 เมื่อเขื่อนตอนบนแห่งแรกสร้างเสร็จ ชาวบ้านเริ่มเห็นความเปลี่ยนแปลงและผลกระทบในแม่น้ำโขง โดยปลาที่เคยหาได้มากก็แทบหาไม่ได้เลย แค่ในช่วงเวลาไม่เกิน 20 ปี ความอุดมสมบูรณ์หายไปหมด ซึ่งการการที่เราศึกษาในงานวิจัยชาวบ้านพบว่ามีปลาเหลือเพียง 86 ชนิด โดยเป็นปลาท้องถิ่น 74 ชนิด จากทั้งหมดกว่า 150 ชนิด โดย 74ชนิดถือว่ายังมีความสำคัญและต้องศึกษาต่อไป

“เมื่อแม่น้ำโขงเกิดการเปลี่ยนแปลง วิถีชีวิตของชาวบ้านก็เปลี่ยนไป พวกเขาเคยพึ่งพาทรัพยากรธรรมชาติในท้องถิ่นก็ต้องเปลี่ยนแปลงเพราะปลาหายไปจากแม่น้ำ บางส่วนต้องอพยพตัวเองไปหากินในเมือง เหตุการณ์ครั้งนี้ทำให้คนในท้องถิ่นต้องสูญเสียและน่าเศร้าใจ ยิ่งมีโครงการระเบิดแก่งอีก ทำให้คนท้องถิ่นยิ่งทุกข์ร้อนใจมากขึ้น เราเชื่อว่าลำพังแค่คนท้องถิ่นคงไม่สามารถยับยั้งโครงการเหล่านี้ได้ แต่สังคมต้องช่วยกัน”นายสมเกียรติกล่าว

นายสมเกียรติกล่าวว่า ปัจจุบันมีนกอาศัยและวางไข่อยู่ตามเกาะแก่งในแม่น้ำโขงราว 16-17 ชนิด หากมีการระเบิดเกาะแก่งก็ทำลายแหล่งเพาะพันธุ์นกเหล่านี้ เช่นเดียวกับวิถีชีวิตชุมชนที่ต้องสูญหาย เพราะมีข้อกำหนดไว้ว่าหากมีการระเบิดเกาะแก่งเสร็จสิ้น ร่องน้ำเหล่านี้จะต้องไม่มีการวางสิ่งกีดขวางหรือมีกิจกรรม ถือว่าเป็นความหายนะของชาวบ้าน ขณะเดียวกันเรื่องของความมั่นคงของชุมชนและชีวิตครอบครัวก็แทบไม่มี ดังนั้นจึงไม่รู้ว่าประเทศชาติจะมีความมั่นคงไดอย่างไร นอกจากนี้ในส่วนของประเทศไทยนั้น เส้นเขตแดนระหว่างไทย-ลาวไม่เคยปักปันได้สำเร็จ โดยคนลาวรู้สึกว่าแม่น้ำโขงถึงตรงไหน เขตแดนของเขาก็อยู่ตรงนั้น แต่ในสนธิสัญญาที่ทำไว้กับฝรังเศสใช้ร่องน้ำลึกเป็นตัวแบ่ง ที่น่ากังวลคือหากเกิดเหตุการณ์ไม่คาดฝันขึ้นมา หากยอมให้เรือขนาด 500 ตันเข้ามา ถ้าเปลี่ยนเป็นเรือรบหรือเรือบรรทุกอาวุธขึ้นมา เราจะทำอย่างไร

“การทำให้อนุภูมิภาคอยู่อย่างสันติก็ต้องปรับตัวตามสภาพแวดล้อม แม่น้ำขนาดไหนก็ต้องปรับเรือให้เข้ากับแม่น้ำ มิใช่ทำแม่น้ำให้เข้ากับเรือ ตอนนี้เรื่องแม่น้ำโขงไม่ใช่แค่เป็นความห่วงใยของคนท้องถิ่นเท่านั้น แม้แต่คนทั่วไปต่างก็ห่วงใย จึงน่าจะมีการทบทวนมติครม.เพราะเป็นการติดสินใจที่ผิดพลาดมาก หรือเป็นการตัดสินใจที่ตอบสนองกับใครบางคน”นายสมเกียรติ กล่าว

ดร.ชวลิต วิทยานนท์ นักวิชาการด้านประมง กล่าวถึงความสำคัญของเกาะแก่งและผลกระทบจากการระเบิดแก่งในแม่น้ำโขงต่อระบบนิเวศว่า ตอนนี้เราพบปลาในเชียงรายมากกว่า 105 ชนิด และกำลังใกล้สูญพันธุ์ 8 ชนิด ตอนนี้แม่น้ำโขงทั้งสายเกิดการเปลี่ยนแปลงคือเคยแล้งจัดหรือน้ำท่วมก็เปลี่ยนมากลางๆซึ่งเป็นผลดีคือคนกลุ่มน้อยที่มีรายได้จากเศรษฐกิจ แต่คนที่เสียคือประชาชนคนเล็กคนน้อย ทั้งๆที่การพัฒนาทุกคนควรได้หมด ไม่ใช่ปล่อยให้คนเล็กคนน้อยต้องเสียสละ

ดร.ชวลิตกล่าวว่า ผลกระทบที่เกิดกับเกาะแก่ง โดยคอนผีหลง เป็นแหล่งวางไข่ของปลาบึก โดยไข่จะผสมกับตะกอนโคน และไปฟักในแม่น้ำโขงตอนล่าง โดยเฉพาะในกัมพูชา ทั้งนี้ในแม่น้ำโขงสายประธานที่ผ่านเชียงรายซึ่งมีเกาะแก่งอยู่จำนวนมากโดยจากการสำรวจพบว่าชาวบ้านในเชียงรายเกิดความกังวลมากที่สุด และพบว่าข้อมูลของน้ำจะมีการขึ้นลงที่แปรปรวนโดยเฉพาะในเชียงรายจะมีผลกระทบมากจนถึงปานกลาง

“ปลาในแม่น้ำโขงแบ่ง 3 ชนิดคือกลุ่มปลาขาว กลุ่มปลาเทาที่ต้องย้ายไปวางไข่ และปลาดำที่อยู่ในท้องถิ่น โดยกลุ่มที่เดือดร้อนสุดคือปลาขาวและปลาเทา เมื่อมีการเปลี่ยนแปลงระดับน้ำ ทำให้พื้นที่ชุ่มน้ำน้อยลง แหล่งวางไข่น้อยลง นอกจากนี้แหล่งหากินและเพาะพันธุ์ของนกน้ำตามสันดอนต่างๆก็จะลดลง และมีโอกาสสูงที่จะสูญพันธุ์ไปจากแม่น้ำโขง ทั้งๆที่นกเหล่านี้มีความสำคัญต่อระบบนิเวศ”ดร.ชวลิต กล่าว

“เท่าที่ดูพิมพ์เขียวของกรมเจ้าท่าปี 2543 เขาอ้างว่าระเบิดแก่งนิดเดียว แต่เอาเข้าจริงๆอาจต้องทำให้กว้างกว่านั้น เขาบอกว่าระเบิดซ้าย-ขวาให้เป็นร่องน้ำ”ดร.ชวลิต กล่าว

ดร.ชวลิตกล่าวว่า ผู้ที่ต้องสูญเสียจากโครงการระเบิดแก่งคือชาวบ้าน เพราะไม่สามารถใช้ประโยชน์จากพื้นที่ได้เหมือนที่เคยเป็นมา ขณะที่ระบบนิเวศเสียหาย เช่น นกที่เคยวางไข่ในดอนก็ได้รับผลกระทบ รวมทั้งอาจมีปัญหาแรงงาน เพราะคนท้องถิ่นย่อมไม่ได้ขึ้นไปทำงานบนเรือใหญ่ ขณะที่ผู้ได้ เช่น กรณีสร้างเขื่อน คือกฟผ.ที่สร้างเขื่อนเมื่อใดค่าเอฟทีก็เพิ่มขึ้น และกรมเจ้าท่าเป็นอีกกลุ่มหนึ่งที่ได้ประโยชน์ เพราะตอนนี้ทำระบบแข็ง ทำลายระบบนิเวศหมด ทำให้ปลาน้ำจืดเกือบ 200 ชนิดกำลังจะสูญพันธุ์

น.ส.เสาวรัจ รัตนคำฟู นักวิชาการอาวุโส สถาบันเพื่อการพัฒนาประเทศไทย(ทีดีอาร์ไอ) กล่าวถึงความคุ้มค่าทางเศรษฐกิจของโครงการปรับปรุงร่องน้ำเพื่อการเดินเรือพาณิชย์ ว่าโครงการนี้เป็นนโยบายจากบนลงล่างและตีมูลค่าเป็นเศรษฐกิจ โดยมองเป็น 3 เรื่องคือ 1.การค้าระหว่างประเทศ ซึ่งมีด่านสำคัญคือเชียงแสนกับเชียงของ ปี 2558 เพียง 3%  แต่ถามว่าสำคัญกว่าการทำให้แม่น้ำโขงกลายเป็นคลองหรือไม่ และชวนสงสัยว่าไทยเราได้ประโยชน์จริงหรือไม่ เพราะแนวโน้มการส่งออกจากไทยไปจีนลดลงแต่น้ำเข้ามากขึ้น ดังนั้นจำเป็นจริงๆหรือไม่ที่ต้องใช้เรือพาณิชย์ขนส่งสินค้าเพราะมีเส้นทางขนส่งทางรถยนตร์อยู่แล้ว

น.ส.เสาวรัจกล่าวว่า 2.วิถีชีวิตชุมชนที่ได้รับผลกระทบนั้น จริงๆแล้วสามารถตีเป็นมูลค่าได้หมด ไม่ว่าจะเป็นเรื่องไก หรือปลา ซึ่งควรมีการรวบรวมเป็นตัวเลขเพื่อเสนอไปยังรัฐบาล โดยสอบถามไปยังชุมชนว่าได้รับผลกระทบอย่างไร แต่ตอนนี้ฟังแต่คนที่ไม่ส่วนได้ แต่ไม่ได้ฟังคนที่มีส่วนเสียคือชาวบ้าน หากเป็นประเทศที่พัฒนาแล้วเขาจะต้องฟังชุมชนเพื่อตอบโจทย์คนในพื้นที่  3.ผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อม ซึ่งเกิดความเสียหาย เช่น การท่องเที่ยวเชิงนิเวศที่เหมือนน้ำซึมบ่อทราย แต่เรามักค่อยคิดกัน หรือกรณีแหล่งวางไข่ของนกน้ำต่างเป็นความเสียหายทางเศรษฐกิจเพียงแต่ยังไม่ได้ทำออกมาเป็นตัวเลข หากทำออกมาเป็นตัวเลขเชื่อว่ารัฐบาลจะต้องตกใจเพราะเป็นตัวเลขที่เยอะมาก ขณะเดียวกันโครงการนี้ต้องมีการประเมินผลกระทบด้าสิ่งแวดล้อม ที่น่าตกใจคือเป็นการศึกษาโดยจีนถือว่าเป็นความโน้มเอียงเพราะคนที่จ่ายเงินหลักคือจีน อะไรก็ตามที่เป็นเรื่องของโครงสร้างพื้นฐานไม่ควรให้คนที่มีส่วนได้เสียเป็นผู้ประเมิน เพราะมีความซับซ้อนและต้องศึกษาจริงจัง

“การที่รัฐบาลบอกว่ามั่นคง มั่งคั่ง และยั่งยืน กรณีนี้เราต้องเสนอข้อเท็จจริงให้เขาทราบว่า มั่งคงและมั่งคั่งอย่างไร สิ่งที่เราคิดและคุณคิดตรงกัน แต่ยังจูนกันไม่ได้ หากเราเอาทั้ง 3 เรื่องเป็นหลัก และมีการรวบรวมข้อเท็จจริง เช่น การทำให้แม่น้ำเป็นคลองแล้วเราได้ใช้ประโยชน์จริงหรือไม่ เช่น เราค้ากับจีนมากพอที่จะเปลี่ยนแม่น้ำให้กลายเป็นคลอง หากเปรียบเทียบกับแม่น้ำของเดิมตรงไหนจะได้ผลประโยชน์ทางเศรษฐกิจมากกว่ากัน สรุปคือต้องมีการวิเคราะห์ให้ชัดว่าผลประโยชน์ที่เกิดขึ้นคืออะไร ก่อนที่จะกำหนดเส้นทางเดินเรือ”

“หากเราพิจารณาทั้ง 3 ด้าน หากผลบวกมากกว่าผลลบ ผู้ที่ได้รับผลกระทบก็ควรได้รับการเยียวยาอย่างเป็นธรรม หากเขาไม่ได้รับการเยียวยาก็จะกลายเป็นความเหลื่อมล้ำทางสังคม และจะเกิดเสื้อเหลือเสื้อแดงอีก หากเราไม่ดูแลชดเชยผู้ที่ได้รับผลกระทบ หากต้องการแก้ไขปัญหาความขัดแย้งทางการเมือง ก็ไม่ควรละเลยการเยียวยาคนเหล่านี้ ตอนนี้เรายังมีโอกาสถอยหรือเดินหน้าต่อไป หากเรายังไม่ได้ฟังเสียงประชาชนในพื้นที่ รัฐบาลก็คงต้องคำถามสังคมลำบากว่าเป็นความมั่นคง มั่งคั่งของใคร แล้วจะเกิดความยั่งยืนได้อย่างไร”

“ถามว่าโครงการนี้ใครได้ใครเสีย แน่นอนว่าจีนได้เพราะเขาต้องการให้มีการพัฒนาเศรษฐกิจอย่างทั่วถึงและยั่งยืน แต่สำหรับไทยทั่งถึงและยั่งยืนหรือไม่ เพราะผลกระทบต่อวิถีชีวิตชุมชนและสิ่งแวดล้อมได้รับผบกระทบแน่นอน ที่เขาอ้างว่าต้นทุนลดลง 20 % นั้นเป็นมายาคติหรือไม่ และสินค้าอะไรที่ได้ประโยชน์บ้าง

นายศศิน เฉลิมลาภ ประธานมูลนิธิสืบฯกล่าวว่าแม่น้ำโขงเป็นแหล่งอาหารที่ใหญ่ที่สุดในโลกเมื่อเทียบกับแม่น้ำอื่น เพราะฉะนั้นการระเบิดเกาะแก่งในแม่น้ำโขงจึงเป็นเรื่องใหญ่เพราะเป็นการทำลายแหล่งอาหารระดับโลก ดังนั้นการที่นายกรัฐมนตรีบอกว่าแม่น้ำโขงไม่ใช่ของเรา ทั้งๆที่เป็นของไทยอยู่หลายสิบกิโลเมตร และไทยสามารถมีบทบาทได้ เพราะหากไม่ยอมก็หยุดและรักษาแม่น้ำไว้ได้

Share.

Comments are closed.