กลุ่มต้านถ่านหินปักหลักประท้วงยาว หลัง กพช.ประกาศเดินหน้าโรงไฟฟ้า นักวิชาการชี้แม้มีมติแล้วก็ยังสร้างไม่ได้ ภาคประชาชนชายแดนใต้ประกาศยกระดับการเคลื่อนไหว นัดชุมนุมใหญ่มัสยิดกลางปัตตานี

0
ภาพโดย ฮาริตา

ภาพโดย ฮาริตา

เมื่อวันที่ 17 กุมภาพันธ์ 2560 นายประสิทธิ์ชัย หนูนวล แกนนำกลุ่มเครือข่ายอันดามัน ต่อต้านโรงไฟฟ้าถ่านหิน ให้สัมภาษณ์ถึงกรณีคณะกรรมการนโยบายพลังงานแห่งชาติ (กพช.) ที่มีพลเอกประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรีเป็นประธาน และมีมติให้ดำเนินโครงการโรงไฟฟ้าถ่านหินกระบี่ หลังล่าช้ามากว่า 2 ปี อีกทั้งมีการยืนยันจากผลการศึกษาพบมีความคุ้มค่าและมีความปลอดภัย ว่า ตนได้รับรับทราบมติของกพช.ที่ให้สร้างโรงไฟฟ้าถ่านหิน และยืนยันว่านี่เป็นการตัดสินใจที่ผิดพลาดมากและเป็นการประจานตัวเอง และเมื่อมติเป็นไปตามอำนาจรัฐแล้ว หลังจากนี้ชาวบ้านที่เดินทางมาคงต้องปักหลักพักค้าง อยู่ที่หน้าทำเนียบต่อ ทั้งนี้อาจจะหารือกับแกนนำอีกครั้งว่าจะยกระดับการเคลื่อนไหวหรือจะดำเนินการอย่างไรต่อไป และมั่นใจว่าจะมีพี่น้องที่ได้รับผลกระทบเดินทางขึ้นมาสมทบอย่างแน่นอน และพวกเราคงจะถูกจัดการจากรัฐบาล ถ้าจะจับพวกเราก็พร้อมให้จับกุม เพราะเตรียมใจมาแล้วอะไรจะเกิดก็ปล่อยไป

ด้านดร.ไชยณรงค์ เศรษฐเชื้อ อาจารย์คณะมนุษยศาสตร์และสังคมศาสตร์ มหาวิทยาลัย มหาสารคาม กล่าวว่า การที่ กพช.ประกาศเดินหน้านั้นในทางกฎหมายไม่ได้มีผลอะไร เพราะหากประเทศไทยยังอ้างอิงการใช้กฎหมายสิ่งแวดล้อม ปี 2535 อำนาจของ กพช.ที่ตัดสินใจเข้าข้างฝ่ายทุนถ่านหินแทบจะใช้ไม่ได้ผล เพราะการจะสร้างโรงไฟฟ้าขนาดแบบทั้งกระบี่ และสงขลา เป็นเรื่องที่ต้องผ่านความเห็นชอบจากคณะกรรมการสิ่งแวดล้อมแห่งชาติ และต้องมีกระบวนการทำรายงานประเมินผลกระทบทางสิ่งแวดล้อมและสุขภาพ ( EHIA) ที่ทำโดยสำนักงานนโยบายและแผนทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม (สผ.) ซึ่งเรื่อง EHIA นี้ชาวบ้านก็ยังติงรัฐบาลมาโดยตลอดว่าไม่เป็นธรรม ไม่เหมาะสม ฝ่ายวิชาการหลายส่วนก็มองว่ามีจุดบกพร่อง และเรียกร้องให้แก้ไข แต่ กพช.กลับเอาแค่ข้อมูลฝ่ายหนุนโรงไฟฟ้ามาถกเถียงกัน ไม่ได้เอาเรื่องผลกระทบระดับใหญ่มาพูด

“ บอกตรงๆว่าถ้าเอากฎหมายมาพูด มากาง แล้วรัฐจะเคารพกฎหมาย มติ กพช.อย่างเดียวทำโรงไฟฟ้าไม่ได้แน่นอน ผมมองว่าการที่นายกฯก็ดี หรือ กพช.ก็ดีมาบอกว่ามันสะอาด มันคุ้มค่านั้น คือ ฟังข้อมูลฝ่ายเดียวแล้วกำลังสร้างความขัดแย้งภาคประชาชน โดยไม่ทำหน้าที่รัฐอย่างถูกต้อง คือ รัฐควรจะเป็นกลาง ไม่ใช่ไปเลือกข้างแล้ว ทำให้ประชาชนสับสนระแวง มันเหมือนไปเขย่าสังคมให้เขาขัดแย้งไปใหญ่ เพราะประชาชนมีทั้งเห็นด้วย และไม่เห็นด้วย แต่รัฐต้องฟังทั้งสองฝ่าย และว่ากันไปตามกติกาสากล คือถ้าทำแบบนี้มันเป็นการเดินถอยหลัง ไม่ใช่เดินหน้า และรัฐไทยกำลังพยายามไม่เคารพกติกาสากล และประเทศจะล้าหลัง ถ้าไม่เคารพกฎหมายสิ่งแวดล้อม ความคิดเห็น เรื่องโรงไฟฟ้า ไม่ได้มองแค่การมีไฟฟ้าใช้หรือไม่มี แต่เราต้องมองผู้ที่ได้รับผลกระทบด้วย จะบอกตรงๆว่า ท่าทีรัฐบาลในขณะนี้ทำไม่ถูกต้อง การชี้นำสังคมว่ารัฐบาลเอาแน่ๆ ถือว่ารัฐมีการฟันธง ลงไปแล้ว รัฐต้องทำตามกฎหมาย ศึกษารอบด้าน” ดร.ไชยณรงค์ กล่าว

วันเดียวกันก่อนการประชุม กพช. นายดิเรก เหมนคร ผู้ประสานงานเครือข่ายประชาชนจังหวัดชายแดนภาคใต้ปกป้องสิทธิชุมชนและสิ่งแวดล้อมเพื่อสันติภาพ หรือเพอร์มาตามาส (PERMATAMAS)ได้ร่วมกับกลุ่มผู้คัดค้านโรงไฟฟ้าถ่านหินออก แถลงการณ์ประชาชนชายแดนใต้ “การยกระดับการเคลื่อนไหว หากรัฐบาลตัดสินใจสร้างโรงไฟฟ้าถ่านหินเทพาและกระบี่” โดยมีเนื้อหาว่า นโยบายการผลักดันให้เกิดโรงไฟฟ้าถ่านหินในประเทศไทยทั้งที่กระบี่และเทพา รวมถึงที่อื่น ๆ ตามแผน PDP2015 นับเป็นนโยบายที่มีความไม่สอดคล้องกับกระแสการพัฒนาเพื่อสิ่งแวดล้อมที่ยั่งยืน และไม่ใช่ความต้องการของประชาชน แต่เป็นนโยบายที่เกิดจากความต้องการพัฒนาประเทศไปสู่อุตสาหกรรมหนัก และมีแนวโน้มที่การผลักดันดังกล่าวมีผลระโยชน์ทับซ้อนและการคอรับชั่นครั้งใหญ่อยู่เบื้องหลัง ทั้งนี้เพราะ กฟผ.และกลุ่มทุนใหญ่ได้ไปซื้อหรือลงทุนเหมืองถ่านหินในต่างประเทศ อาทิ อินโดนีเซียไว้แล้ว

สำหรับพื้นที่ชายแดนใต้มีลักษณะพิเศษ มีอัตลักษณ์และอุดมคติของการพัฒนาที่แตกต่างจากระบบทุนนิยมสุดโต่ง การผลักดันโรงไฟฟ้าถ่านหินและอุตสาหกรรมมลพิษ ย่อมกระทบกับสิ่งแวดล้อมและวิถีชีวิตอย่างที่ไม่ควรจะเป็น และยังจะเป็นภัยแทรกซ้อนที่สำคัญยิ่งที่จะสร้างความแตกแยกและบั่นทอนการเดินทางสู่สันติภาพของชายแดนใต้ เพราะความรู้สึกที่ประชาชนไม่ได้รับความเป็นธรรมในการที่รัฐบาลเดินหน้าโรงไฟฟ้าถ่านหิน จะเป็นเสมือนการวางยาให้กับสันติภาพที่กำลังงอกงาม

แถลงการณ์ระบุว่า เครือข่ายประชาชนจังหวัดชายแดนภาคใต้ขอประกาศย้ำกับรัฐบาอีกครั้งว่า  “หากรัฐบาลอนุมัติให้มีการเดินหน้าโรงไฟฟ้าถ่านหินเทพาและโรงไฟฟ้าถ่านหินกระบี่ หรือโรงใดโรงหนึ่ง ทางเครือข่ายจะยกระดับการเคลื่อนไหวเพื่อการคัดค้านความไม่เป็นธรรมและหายนภัยที่จะมากระทำกับพื้นที่อย่างถึงที่สุด

ทั้งนี้หากทางรัฐบาลอนุมัติโครงการ ทางเครือข่ายจะนัดหมายให้มีการชุมนุมใหญ่ที่มัสยิดกลางจังหวัดปัตตานีภายในหนึ่งสัปดาห์ เพื่อประกาศถึงความไม่เป็นธรรมให้กับสาธารณชนได้รับทราบ และร่วมกันกำหนดการเคลื่อนไหวเพื่อปกป้องชายแดนใต้และอันดามันต่อไป  ขอให้รัฐบาลอย่าประเมินความสามารถของประชาชนต่ำเกินไป โดยเฉพาะ

“เราประชาชนชายแดนใต้พบเจอกับเรื่องหนักๆมามากแล้ว ขอให้รัฐบาลทบทวนการตัดสินให้ดี อย่าให้เรื่องถ่านหินที่เป็นผลประโยชน์กลุ่มทุนมาทำลายความรู้สึกดี ๆ ที่ประชาชนชายแดนใต้มีต่อรัฐไทย” แถลงการณ์ระบุ

Share.

Comments are closed.