มุมเล็ก ๆ ของชาว “ทวาย” ในตลาด อตก.

0


“น้ำพริกกะปิย่าง” และ “น้ำยาขนมจีนทวาย” ถูกปรุงขึ้นในเวลาไม่กี่นาที โดยแม่บ้าน “เก มี ซู” หญิงชาวทวายวัย 59 ปี ที่มาอยู่ประจำชุมชนตลาดอตก.กรุงเทพฯ นานเกือบ 5 ปี ปัจจุบันแรงงานหนุ่มสาวชาวทวายนิยมเดินทางมาทำงานในประเทศไทยจำนวนมาก และเมื่ออดออมจนมีเงินมากพอก็ย้ายกลับบ้านเกิดเมืองทวาย ภาคตะนาวศรี ประเทศพม่า

คนไทยคุ้นเคยดีกับแรงงานประเทศเพื่อนบ้านและมักคิดเสมอว่าพวกเขาคือ “พม่า” แต่ลึก ๆ แล้วแรงงานชาวทวาย ไม่มีใครอยากให้ถูกเรียกว่า “พม่า” ใช่ว่าเพราะไม่ชอบประเทศของตน แต่เป็นเพราะหลายกลุ่ม หลากชาติพันธุ์ภูมิใจในวัฒนธรรมเฉพาะของตนเองมากกว่า

ตลาด อตก. คืออีกแห่งที่ให้พื้นที่แรงงานชาวทวายกว่า 200 ชีวิตได้อยู่อย่างบ้านหลังที่ 2 และ “เก มี ซู” รู้สึกอบอุ่นเสมอกับการอาศัยอยู่ในเมืองไทย แต่เธอไม่ได้มาเพื่อขายแรงงาน หากแต่มาในฐานะแม่ครัวประจำชุมชน


ในทุกวันของการใช้ชีวิต “เก มี ซู” ตื่นแต่เช้าสำหรับการเตรียมกับข้าวในบ้านเช่าหลังละ 1,800 บาท ที่สภาพชุมชนตั้งอยู่บนความแออัดไม่ต่างจากสลัมทั่วไป แต่ห้องเล็ก ๆ นี้คือโรงครัวขนาดใหญ่ของแรงงานหนุ่มสาว เดิมที “เก มี ซู” ตั้งใจมาอยู่เป็นเพื่อนหลานชายและทำอาหารให้เขารับประทานเท่านั้น แต่ต่อมากลายเป็นว่า ชาวทวายหลายคนก็นึกถึงอาหารท้องถิ่น ทำให้เธอเกิดความคิดว่า ถ้าได้ปรุงอาหารรองรับพี่น้องชาวทวายก็น่าจะเป็นเรื่องดี เพราะอย่างน้อยก็ทดแทนความรู้สึกคิดถึงบรรยากาศทวายที่พม่าขึ้นมาบ้าง

เชื่อว่าหลายคนพอจะจินตนาการออกว่า “คิดถึงบ้านเกิดเมืองนอน” คืออะไร เพราะคนไทยจำนวนไม่น้อยต้องทิ้งบ้านเกิดเพื่อทำงาน เพื่อพัฒนาสถานะทางการเงิน และอาหารคือหนึ่งในวัฒนธรรมล้ำค่าที่ช่วยเติมเติมความรู้สึกใกล้บ้านได้ ชาวทวายในตลาด อตก.เช่นกัน

แน่นอนว่า “เก มี ซู” พัฒนาอาชีพค้าขายกับข้าวเล็ก ๆ น้อย ๆ ในราคาย่อมเยาแก่แรงงานชาวทวาย แต่ไม่ใช่ว่าเธออยากได้เงินจนละทิ้งความพิถีพิถันไปเสียทีเดียว อย่างเช่น การสาธิตการทำน้ำพริกกะปิย่างกับน้ำยาขนมจีนทวายให้กลุ่มคนไทยที่สนใจเรื่องราวทวายรับชมนั้น เธอเล่าระหว่างกิจกรรมว่า ในส่วนของน้ำพริกกะปิ หากเป็นคนทวายต้องนำกะปิไปย่างไฟอ่อนให้ส่งกลิ่นหอมก่อน จากนั้นค่อยนำตำกับพริก และหอมแดง ก่อนนำมาปรุงรสด้วยมะนาว (หรืออาจจะใช้มะม่วงแทน) กับผงชูรส ตามใจชอบ และในส่วนของน้ำยาขนมจีนนั้นแม้จะมีขั้นตอนการทำที่ไม่ยาก คือ ต้มน้ำซุปใส่ขมิ้น ใส่น้ำปลา แล้วเอาเนื้อปลาต้มสุกมาแกะใส่พร้อมหั่นหอมแดงใส่หม้อน้ำยาร้อน ๆ จากนั้นปรุงรสตามใจชอบก็ตาม แต่ว่าวัตถุดิบสำคัญ คือ การใส่น้ำ “โอเย” หรือน้ำส้มสายชูที่หมักจากตาล ซึ่ง “เก มี ซู” ระบุว่าต้องหามาปรุงให้ได้ เพราะเป็นส่วนสำคัญในการทำน้ำยาขนมจีน

“โดยปกติคุณใส่น้ำส้มทั่วไปของไทยก็ได้นะ แต่ฉันไม่ใส่ เชื่อว่าคนทวายไม่ชอบ และน้ำส้มโอเยรสดีกว่า ฉันว่ามันอร่อยกว่า หอมกว่า ส่วนปลานั้นถ้าอยู่ทวายเราใช้ปลาอินทรีย์มาทำน้ำยาขนมจีน แต่อยู่เมืองไทยมันแพงก็ใช้ปลาทูเอา” เก มี ซู ให้เหตุผลสั้น ๆ

วัตถุดิบที่ “เก มี ซู” สรรหามาเธอต้องเดินทางไปซื้อที่ตลาดบางกะปิ กรุงเทพฯ ซึ่งเธอบอกว่าเป็นแหล่งค้าขายสินค้านำเข้าจากทวายมากพอ ๆ กับมหาชัย จังหวัดสมุทรสาคร แม้จะไกลบ้านมากแต่จำเป็นต้องไปซื้อเพื่อหาของดีที่สุดมาทำอาหารขาย
เมื่อรสมือของ “เก มี ซู” เป็นที่รู้จักมากขึ้น แรงงานบางรายที่อาศัยอยู่ในพื้นที่ต่าง ๆ ก็เริ่มเข้ามาสั่งอาหารของเธอ ตามวาระและเทศกาล เช่น กรณีงานบุญบางครั้งจะมีพระมาจากพม่ามาจำวัดที่ “วัดไผ่ตัน” ซอยพหลโยธิน 15 แขวงสามเสนใน เขตพญาไท ใกล้กับ อตก. ชาวทวายจะมาระดมเงินทุนมาอุดหนุน “เก มี ซู” หรือในวาระสำคัญทางพุทธศาสนา ทางวัดมีโรงทาน มีงานอะไร ชาวทวายก็ยินดีร่วมด้วยช่วยกัน ถือเป็นการพึ่งพาอาศัยในแบบวิถีชาวพุทธที่ทำให้คนไทย–ทวายใกล้ชิดกันอีกมิติหนึ่ง

อาหารรสมือของ “เก มี ซู” ถูกบอกเล่าปากต่อปาก ทำให้หลายครั้งเธอได้มีโอกาสให้บริการกับประชาชนชาวทวายที่ตามโอกาสต่าง ๆ บางครั้งคนไทยเองยังชื่นชอบ ส่งผลให้ขนมจีนน้ำยาทวายได้รับความนิยมและมีผู้สั่งทำอยู่บ่อบครั้ง ล่าสุดในงาน “หลงรักทวาย” ที่จัดขึ้นเมื่อปลายเดือนมกราคม 2560 ที่ผ่านมา เธอเองทำขนมจีน น้ำยาทวายไปเลี้ยงผู้ร่วมงาน สร้างความทรงจำดี ๆ ให้ทั้งคนไทย คนทวาย ขณะที่ตัวเธอเองรู้สึกอิ่มใจกับการมีส่วนร่วมเผยแพร่สูตรเด็ด เคล็ดลับเล็กน้อยนี้ของอาหารท้องถิ่นของตนเช่นกัน

ชุมชนแรงงานทวายอาศัยกับตลาด อตก. (แหล่งเที่ยว แหล่งซื้อสินค้ายอดนิยมของคนไทยและต่างชาติ) ถูกกั้นไว้แค่คลองบางซื่อ ซึ่งมีเรือไม้ลำเล็ก ๆ บริการรับส่งข้ามฝั่งที่สร้างรายได้หมุนเวียนแก่คนขับเรือท้องถิ่น ซึ่งมีทั้งชาวไทยและชาวทวายใช้บริการ

และนี่คือ มุมความสัมพันธ์เล็ก ๆ ที่ “เก มี ซู” จดจำ ก่อนจะกลับไปบ้านเกิดในเร็ว ๆ นี้

Share.

Comments are closed.