ยังแก้ปัญหาไม่ถูกจุด จี้ตรวจสอบเงินนับสิบล้านที่เก็บไป กลุ่มผู้ประกอบการหลีเป๊ะเดินหน้าร้องคสช.ล้างบางอิทธิพลเถื่อน ชาวเลแฉถูกชมรมหักค่าหัวคิวจนแทบไม่เหลือ

0

เมื่อวันที่ 12 เมษายน 2560 นายไกรวุฒิ ชูสกุล ผู้จัดการฝ่ายบริหารการตลาดของบริษัทหลีเป๊ะเฟอรี่แอนด์สปีดโบ้ท จำกัด เปิดเผยว่า วานนี้ (11 เมษายน) นายภัทรพนธ์ รัตนพิเชฏฐชัย ผู้ว่าราชการจังหวัด (ผวจ.) สตูล ได้เรียกตัวแทนแต่ละฝ่ายเข้าร่วมประชุมหารือ กรณีที่ภาคการท่องเที่ยวได้ร้องเรียนต่อศูนย์ดำรงธรรมจังหวัดสตูลเรื่อง การใช้อำนาจของชมรมเรือหางยาวบนเกาะหลีเป๊ะ จังหวัดสตูล ที่มีการเรียกเก็บเงินจากนักท่องเที่ยวและบริษัทเดินเรือที่ไม่โปร่งใส ณ ศาลากลางจังหวัดสตูล โดยระหว่างการประชุมนั้น ทางที่ประชุมได้เชิญสื่อมวลชนออกและได้เริ่มเจรจากัน ซึ่งหลายฝ่ายเข้าร่วมแสดงความคิดเห็น ยกเว้นตำรวจท่องเที่ยวไม่ได้เข้าร่วม จากนั้นในระหว่างการประชุม หลายฝ่ายที่ยังพุ่งเป้าไปที่การซ่อมแซมโป๊ะให้เรือเทียบท่ารับ-ส่งนักท่องเที่ยวและจ่ายค่าเรือรายละ 50 บาทเช่นเดิม ซึ่งผู้ว่าฯ ได้กำชับให้แล้วเสร็จภายใน 45 วัน แต่ส่วนตัวยังมองว่า การแก้ปัญหาดังกล่าวไม่ตอบโจทย์การร้องเรียน จึงคิดว่าอาจจะเดินหน้าร้องเรียน คณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) และหน่วยงานอื่นระดับประเทศเพื่อแก้ปัญหาต่อไป

“อย่างที่ผมบอก คือ ชมรมเรือหางทำหน้าที่ยังไงเราไม่รู้ บริหารเงินยังไงเราไม่รู้ อ้างว่าช่วยชาวเล ช่วยท้องถิ่น แต่ไม่มีหน่วยงานใดมาตรวจสอบการเงิน ผมคิดว่าประชุมเมื่อวานไม่ได้ให้คำตอบต่อสังคม แม้ว่าทางตำรวจและหลาย ๆ คนเชื่อว่า การกรรโชกทรัพย์ที่เกิดขึ้นเมื่อไม่กี่วันเป็นเพียงปัญหาชั่วคราวที่เกิดจากโป๊ะ แต่จริง ๆ แล้วปัญหามันใหญ่กว่านั้นและผมคิดว่าต้องแก้ เราไม่ได้งกเงินจ่ายค่าเรือ แต่เรากำลังเรียกร้องความเป็นธรรมต่อเงินหลายสิบล้านที่เป็นรายได้ส่วนนี้ ว่าเข้าออกยังไง คสช.มาบริหารแล้วก็เข้ามาให้เต็มที่ไปเลย อะไรจัดการได้มาจัด อย่าให้จังหวัดแก้ลำพัง” นายไกรวุฒิ กล่าว

​แหล่งข่าวจากชาวเลในชมรมเรือหางยาวเกาะหลีเป๊ะ เปิดเผยว่า ชมรมเรือหางยาวบนเกาะก่อตั้งมาได้ประมาณ 4-5 ปีแล้ว โดยมีประธานชมรมเข้ามาบริหาร 2 คน และมีคณะกรรมการปลีกย่อยอีกหลายตำแหน่ง ซึ่งชาวเลเรียกรวมกันว่า เจ้าหน้าที่ประจำชมรม เมื่อชมรมเกิดขึ้น นายทุนคนใดที่มีเงินซื้อเรือจำนวนมากจะซื้อเรือแล้วจ้างชาวเลขับ ขณะที่ชาวเลคนใดมีเรือเองก็จะขับเอง แต่ถูกเกณฑ์ให้เข้าชมรมโดยปริยาย ใครที่ไม่เข้าชมรมจะไม่มีสิทธิเข้าไปรับนักท่องเที่ยวที่โป๊ะ ปัจจุบันทางชมรมมีเรือประมาณ 300 ลำ หมุนเวียนกันรับส่งได้คนละ 3- 4 วันต่อเดือน เฉลี่ยวันละ 5-10 เที่ยว โดยชมรมกำหนดราคาเรือหางยาวจากโป๊ะถึงฝั่ง 50 บาทต่อนักท่องเที่ยวหนึ่งคน แต่หากบริษัทเดินเรืออยากจ่ายแบบเหมารอบก็มาตกลงกับชมรม ซึ่งต่อมาฤดูนี้ไม่มีโป๊ะ เมื่อเรือเข้าเทียบฝั่งชายหาด ทางชมรมจะส่งคนไปเรียกเก็บเงินจากบริษัทเรือ ไม่ใช่นักท่องเที่ยว แต่ให้เรือเร็วบวกเพิ่มไปเอง

“จริง ๆ แล้วก่อนเกิดเรื่องคลิปวิดีโอที่มีคนถ่ายคนขับเรือหางยาวไปเก็บเงินจากเรือเทียบฝั่งนั้น มีชาวเลพยายามนำเรือไปห้ามเรือสปีดโบ๊ทแล้วว่าไม่ให้เข้าฝั่ง เพราะจะเจอเรียกเก็บเงิน แต่ให้ลอยเรือกลางทะเลไว้ แล้วทางชาวบ้านจะนำเรือเล็กไปรับเอง คิดแค่ 40 บาทต่อคน หรือคิดราคาเหมา ซึ่งเดิมชมรมเรียกบริษัทเรือท่องเที่ยวมาแล้วมาคุยแล้ว แต่หลายบริษัทไม่เห็นด้วย จึงพยายามเข้าฝั่งเอง สุดท้ายเลยเกิดเหตุขัดแย้งกัน” แหล่งข่าวกล่าว

แหล่งข่าวคนเดิมกล่าวด้วยว่า เดิมทีก่อนมีชมรม ชาวเลมีเรือไปรับส่งนักท่องเที่ยวกลางทะเล คิดแค่ 10-20 บาท เท่านั้น และหากใครจะเช่าเหมาลำจะคิดแค่ลำละ 400-500 บาทไปดำน้ำ ไปเที่ยวเกาะเล็ก ๆ แล้วให้นักท่องเที่ยวจ่ายค่าอุทยานแห่งชาติเอง แต่ต่อมาอาจจะเป็นเพราะชาวเลไม่รู้หนังสือ ใครเข้ามาจัดการก็ยอม สุดท้ายเกิดเป็นชมรมส่งผลให้ปัจจุบันชาวเลเกือบ 100 เปอร์เซนต์ จึงต้องเข้าระบบบริหารชมรม และเก็บค่าเรือแพงกว่าเดิม แต่รายได้ส่วนมากเข้าชมรม ไม่ได้เข้ากระเป๋าชาวเล ซึ่งไม่เคยโปร่งใสเลยในเรื่องการเงิน

“บางคนบอกว่าเข้าเพราะจะได้มีสิทธิจอดเรือหน้ารีสอร์ท บางคนเข้าเพราะได้สิทธิไปรับที่ท่าเรือ อย่างน้อยไม่มีลูกค้ามาจ้างไปดำน้ำ ก็จะได้มีกิน เข้าแบบจำใจ บางวันรับลูกค้าเป็นร้อยคน แต่ได้เงินมาแค่ 1,000 -2,000 กว่าเท่านั้น แต่ค่ากินค่าอยู่เกาะแพงมาก ก็เลยอยู่กระท่อมเก่าที่คุณเห็นนี่แหละ ทีนี้ทุกครั้งที่ประชุมชาวเลที่ใฝ่ดีบอกว่า ขอให้กรรมการเปิดเผยค่าแรงได้ไหม และอธิบายด้วยว่า เหตุผลที่บางคนได้รับ 2,000 บาทต่อวัน เพราะอะไรได้ 1,000 บาท แต่ไม่เคยมีใครตอบได้ ถามว่าเราอยากได้ไหม การรวมกลุ่มเราอยากได้ แต่ให้กลุ่มมันยุติธรรมกับเรา ตอนนี้เหมือนอยู่ไปวัน ๆ เพราะชมรมไม่เคยบอกเลยว่าได้เงินเท่าไหร่ ชาวเลเองก็มีดี มีเสีย บางคนขี้เหล้า ก็ไม่สนใจ ใครให้เท่าไหร่ก็รับ ชมรมเลยเอาเปรียบแบบนี้ คือ มีกลุ่มมันดี แต่อยากได้กลุ่มถูกกฎหมายและชาวเลเองก็ทำงานถูกกฎหมาย คือ คนนอกเข้ามาเป็นนายหน้าเขาบวกค่าอะไร ๆ ไปแล้ว อย่างต้นทุนเรือเรา 500 เราทำเองกำไร 200 เราพออยู่ได้ แต่ถ้าเป็นโรงแรมเขารับมา เขารับมาเป็นพัน ๆ เขาบวกทุกอย่างไปเองแล้ว นักท่องเที่ยวที่รู้ทิศทางมักเดินมาจ้างเราเอง แต่นักท่องเที่ยวบางคนไม่มาถึงเราไง ซื้อผ่านโรงแรม ผ่านนานหน้าตลอด นายหน้าก็เอาเงินส่วนแบ่งให้ชมรม ชมรมเอามาแบ่งเรา กว่าจะถึงเรา มันผ่านหลายมือ บางทีจอดเรืออยู่หน้าหาด ไม่ใช่อยู่ ๆ ใครจะมาจ้างแล้วมาบอกเลยได้นะ บอกให้เขาเห็นเขาก็ตามมาเก็บตังค์เราอีก เราจำเป็นต้องบอกนักท่องเที่ยวราคาโรงแรม ทั้งที่ใจจริงเราอยากให้ราคากันเอง จะพูดง่าย ๆ ว่ายุบได้ยุบไป แล้วตั้งใหม่ให้ดี ถ้ายุบไม่ได้ก็ต้องแบ่งรับแบ่งสู้ เพราะหลีเป๊ะนั้น ชาวเลอยู่ยืนไม่เต็มเท้า การบริหารมาจากนายทุน” แหล่งข่าวกล่าว

Share.

Comments are closed.