เสียงสะท้อนจากสื่อพลเมือง ในวันที่พวกเขาจะตีทะเบียนนักข่าว

0

เป็นประเด็นวิพากษ์วิจารณ์กันเซ็งแซ่กรณี สภาขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศ (สปท.) ผลักดันพระราชบัญญัติ (พรบ.) คุ้มครองสิทธิเสรีภาพ ส่งเสริมจริยธรรม และมาตรฐานวิชาชีพสื่อมวลชน พ.ศ. … หรือที่ใครเรียกสั้น ๆ ว่า กฎหมายคุมสื่อ และได้รับแรงต้านในทั้งในโลกออนไลน์และสื่อกระแสหลักหนักพอสมควร โดยเฉพาะอย่างยิ่งกรณีการตีทะเบียนสื่อ และการออกใบรับรองสื่อ ซึ่งแม้จะมีการถอยไปบางก้าวก่อนเสนอร่างกฎหมายฉบับนี้ไปยังคณะรัฐมนตรี แต่กระนั้นความวิตกกังวลยังอยู่ในสถานการณ์ที่ต้องจับตามองพิเศษเช่นเดิม

ความคิดที่ต้องการควบคุมสื่อมวลชนให้เป็นไปตามทิศทางที่ผู้มีอำนาจต้องการมีมาทุกยุคทุกสมัย แต่ร่างกฎหมายฉบับนี้เป็นรูปธรรมที่ชัดเจนที่สุด นอกจากนี้ยังส่งผลกระทบอย่างกว้างขวางไปยังภาคประชาชนที่กำลังคึกคักกับการถ่ายทอดเรื่องราวต่าง ๆ ของตนเองและชุมชนให้สังคมได้รับรู้ ซึ่งหากร่างกฎหมายฉบับนี้มีผลบังคับใช้ตามที่เขียนไว้ตั้งแต่ต้น เหล่านักข่าวพลเมือง หรืองานสื่อสารภาคประชาชนทั้งหลาย ต้องตีทะเบียนและเข้าไปอยู่ในกรอบที่เขียนไว้ ผลกระทบที่ชัดเจนคือความงอกงามด้านข้อมูลข่าวสารที่กำลังเบ่งบานจะถูกสกัดกั้นทันที

พฤ โอ่โดเชา ชาวปกาเกอะญอ ซึ่งผลิตข่าวสารเรื่องราวของชาติพันธุ์ออกสู่สังคมโดยใช้ช่องทางสื่อออนไลน์ และนักข่าวพลเมือง สถานีโทรทัศน์ไทยพีบีเอส แสดงความกังวลต่อ ร่างพรบ.คุมสื่อว่า ในฐานะนักข่าวพลเมืองที่ไม่ได้รับค่าจ้าง ไม่ได้มีบัตรประจำตัวสื่อมวลชนคิดว่า ร่างกฎหมายฉบับนี้จะส่งผลกระทบในการติดตามข้อมูลข่าวสารอย่างมาก และทำให้โลกทัศน์สื่อส่วนกลางลดลง แต่หากมองในมุมประชาชนทั่วไปมองว่า ร่างพรบ.ฉบับนี้จะทำให้ประชาชนในถิ่นทุรกันดาร เข้าถึงช่องทางการใช้ประโยชน์จากสื่อยากขึ้น

พฤย้ำว่า เป็นเรื่องน่าเศร้าที่ ร่างพรบ.ฉบับนี้ถูกผลักดันออกมา โดยที่หลายคนยังนิ่งเฉย โดยส่วนตัวเชื่อว่ารัฐบาลชุดนี้มีอำนาจเบ็ดเสร็จในการออกกฎหมายใด ๆ ตามใจชอบ แต่การออกกฎหมายมาควบคุมสื่อแบบนี้จะทำให้คนไทยยิ่งหันหลังให้กับโทรทัศน์ วิทยุ และหนังสือพิมพ์กระแสหลัก เพราะหากรัฐบาลเข้ายึดสื่อด้วยวิธีการนี้ สถาบันสื่อจะไม่ได้รับความน่าเชื่อถือ ขณะที่ชาวบ้าน และชนชายขอบเองเท่ากับขาดที่พึ่งในการสื่อสาร เพราะหลายครั้งที่ภาคประชาชนต้องทำงานกับสื่อควบคู่กันไป เช่น ไปเดินขบวนต้านเขื่อนเพราะเห็นข่าวออกมาว่า รัฐมนตรีอนุมัติแผนสร้างเขื่อน ซึ่งพอจะไปตั้งขบวนต้าน ชาวบ้านจะส่งข้อมูลไปยังสื่อมวลชน สื่อจะกลายเป็นกระบอกเสียงที่นำเสนอทั้งสองฝ่าย

“เวลาผมคัดค้านเขื่อนคุณรู้ไหมว่า ผมก็อยากบอกข้อมูลให้เขารู้ เราคัดค้านแผนแม่บทผมก็อยากบอกข้อมูลนั้น แต่ผมก็อยากฟังฝ่ายหนุนด้วยว่าเขาคิดยังไง ซึ่งผมเป็นฝ่ายไม่เห็นด้วยจะไปเอาข้อมูลจากเขาโดยตรง เขาคงไม่ชอบหน้าผม แต่ถ้านักข่าวไปทำ เขาจะให้ ผมไม่โกรธนะนักข่าวจะรายงานทั้งสองด้าน นักข่าวไม่ต้องยืนข้างผม แต่ก็ต้องฟังทั้งสองฝ่าย นำเสนอทั้งสองฝ่าย แบบนี้คือสื่อทำหน้าที่จริง ๆ เราได้ประโยชน์จากเขา แต่ถ้ามีกฎหมายมาบอกว่า รายงานข่าวมีเนื้อหาทำลายความมั่นคง เราคิดไม่ออกไงว่ารายงานยังไงแปลว่าทำลาย”

พฤ ยอมรับว่า สื่อกระแสหลักยังมีประโยชน์และยืนยันร่วมต้านร่างกฎหมายคุมสื่อ ขณะเดียวกันอยากฝากให้รัฐบาลคิดว่า ในกรณีการใช้โซเชียลมีเดียของชาวบ้านที่เกิดขึ้นมากมายนั้น เหตุเกิดเพราะสื่อกระแสหลักทำได้ไม่หมด เวลามีเหตุการณ์เร่งด่วน เช่น ไล่ที่ชาวบ้าน NGO ได้เห็น ได้ฟังจะบันทึกเรื่องราวไว้ในโซเชียลมีเดีย กระทั่งนำมาสู่การเขย่าประเด็นในสังคมผ่านสื่อหลากหลาย ทำให้เกิดหลักฐานที่สำคัญ เช่น มีเจ้าหน้าที่ไล่ที่ชาวบ้านข้อหาบกรุก เจ้าหน้าที่ทำลายพืชผล และพูดจาไม่ดี หรือแม้แต่ชาวบ้านพูดจาไม่ดีต่อเจ้าหน้าที่ หลักฐานจะปรากฏผ่านสื่อดังนั้นถ้ารัฐบาลใจกว้าง ควรปล่อยให้สื่อทุกประเภททำหน้าที่ต่อไป เพราะความพยายามควบคุมท้ายที่สุดแล้วกระแสสังคมจะไม่ยอมรับกฎหมายก็อาจจะเป็นได้

“ปิดปากสื่อ คือ ปิดปากประชาชนนั่นแหละครับ จะเดินไปปิดยังไงไหว ถ้าปิดปากสื่อเพื่อหนีปัญหาที่คนคัดค้านรัฐ หนีปัญหาที่รัฐถูกจับตามอง ปัญหานั้นจะไม่มีวันได้รับการแก้ไขเพราะประชาชนไม่รู้ข่าวสาร คนดอยอย่างผมก็ยังอยากรู้ คนชายขอบ คนเล็กอยากรู้เสมอ ผมว่าถ้ารัฐยิ่งปิดคนจะยิ่งคิดว่ารัฐบิดเบือนข้อมูล”

ขณะที่สมยศ โต๊ะหลัง เครือข่ายประชาชนติดตามแผนพัฒนาจังหวัดสตูล ระบุว่า ถ้ารัฐจะคุมสื่อได้รัฐต้องมั่นใจว่าจะไม่พึ่งพาสื่อ แต่ตอนนี้ ประเทศไทย คือ หลายภาคส่วนพึ่งพาสื่อ อย่างน้อยต้องมีโซเชียลมีเดียเพื่อติดตามข่าวสาร และบางคนจะติดตามสื่อกระแสหลักผ่านโซเชียลมีเดียเช่นกัน ดังนั้นทุกภาคส่วนต้องพึ่งพา และการเคลื่อนไหวต้านพรบ.ฉบับนี้จะให้สื่อมวลชนต้านลำพังคงยาก คนเสพสื่อต้องร่วมต้านด้วย

“ผมมองว่าสื่อประเภทอื่นเขาก็มีเฟซบุ๊ก มีไลน์ให้คนไทยดูข่าวตามโซเชียลได้แทบทุกสำนัก ถ้ารัฐจะคุมสื่อออนไลน์เพื่อประชาชนจริง ๆ ยา เครื่องสำอาง โฆษณาผิดกฎหมายมากมายรัฐต้องไปดูด้วยสิ แต่อยู่ ๆ มาออกกฎหมายเพื่อคุมสื่อมวลชนแบบนี้มันไม่ยุติธรรมกับคนติดตามข่าว”

ด้านสื่อส่วนกลางอย่าง กฤตสอร สิ่งคงสิน ผู้สื่อข่าวประจำสำนักข่าว ASTV ผู้จัดการ ตั้งข้อสังเกตว่า การออกกฎหมายดังกล่าว เป็นการวางอำนาจของรัฐในยุคที่รัฐไม่เข้าใจธรรมชาติของสื่อและพยายามออกกฎควบคุม ไม่ใช่คุ้มครอง ตามชื่อร่างกฎหมาย สำหรับสาระสำคัญนั้นส่วนตัวมองเรื่องรายละเอียดการควบคุมเนื้อหาที่ต้องไม่ส่งผลกระทบต่อความมั่นคง เศรษฐกิจ การเมือง ฯลฯ เป็นหลัก เพราะเนื้อหาที่เขียนไว้ในร่างกฎหมายฉบับนี้ไม่ได้บ่งบอก หรือ ขยายความจำเพาะว่า ทำลายในด้านใด และส่งผลกระทบอย่างไร
“ถามว่าถ้าสื่อมวลชนกระแสหลัก เอากระแสหลักก่อนนะ ไปเขียนบทความวิพากษ์นโยบาย หรือโครงการ เช่น ถ่านหิน เขื่อน เรือดำน้ำ ระเบิดแก่งหิน ที่รัฐเอางบไปมากมายไปใช้จ่ายเนี่ย สื่อไปสัมภาษณ์คนไม่เห็นด้วยกับโครงการมาแล้วสื่อผิดไหม ถ้ากฎหมายฉบับใหม่ใช้ จะผิดไม่ผิดไม่รู้ แต่ถ้าคนบังคับใช้กฎหมายเขาบอกว่าผิดล่ะ สื่อต้องนิ่งเหรอ แตะไม่ได้ ขยับซ้าย หรือขวาก็พลาดแล้ว แบบนี้ใช้ไม่ได้ เพราะรัฐบาลวางท่าพลาด คือ มันพลาดตั้งแต่รัฐบาลชุดนี้ไม่เข้าใจว่า สื่อวิจารณ์รัฐ วิจารณ์ภาคธุรกิจนั้นเรื่องปกติ ควรต้องเปิดอกรับ ถ้าเรื่องใดไม่จริงเปิดแถลงข่าว หรือยอมให้สัมภาษณ์ ข้อมูลอีกด้านก็ปรากฏบนสื่อแล้ว ไม่จำเป็นต้องออกกฎหมายลักษณะนี้”

ประเด็นต่อมาที่ กฤตสอร มองและตั้งคำถาม คือ กรณีการจำกัดการทำงานและบทลงโทษสื่อออนไลน์และไร้สังกัด ที่พยายามจะจับไปลงทะเบียนเป็นองค์กรสื่อออนไลน์ และสื่ออื่น ๆ ให้ต้นสังกัดออกบัตรมาให้นั้น ลึก ๆ แล้ว รัฐบาลเพียงหวั่นไหวต่อกระแสข่าวสารที่หลั่งไหลมาในแต่ละวันเท่านั้น จะสังเกตว่า เนื้อหาบางอย่างที่รัฐบอกว่ามีคนป่วนโซเชียล เฟซบุ๊ก ไลน์ ฯลฯ ทำนองนั้น แท้จริงแล้วมาจากนักสื่อสารที่มีคนติดตามจำนวนมาก ซึ่งกลุ่มนี้มีคนติดตามมากกว่านักข่าวบางคนด้วยซ้ำ แต่รัฐไปหวั่นไหวเพียงเพราะสื่อมวลชนกระแสหลักนำรายงานเนื้อหาที่อ้างอิงจากโซเชียลมีเดียมาลง และมีคนเผยแพร่ต่อไป ทำให้ต้องพยายามจัดระเบียบ ซึ่งหากภาคประชนไม่ยอมรับ การควบคุมดังกล่าวจะไม่เกิดขึ้น ดังนั้นแม้รัฐบาลจะคุมสื่อทั่วไปให้หยุดใช้โซเชียลมีเดีย หรืออาจจะรุนแรงขั้นปิด บล็อกผู้ใช้ ประชาชนจะยิ่งมองรัฐบาลอย่างมีอคติ ดังนั้น กฎหมายดังกล่าวเป็นกฎหมายที่เอามาปิดบังภาพลักษณ์รัฐบาลเท่านั้น ในแง่ส่งเสริมวิชาชีพ คุ้มครอง หรือแม้กระทั่งควบคุมในทางปฏิบัติทำได้ แต่ผลที่ได้รับไม่คุ้มค่า เพราะสื่อทุกสังกัดต้องอยู่ด้วยทุน จะมารายงานข่าวแบบเอาใจรัฐฝ่ายเดียวไม่ได้

นักข่าวสาวระบุด้วยว่า จริง ๆ แล้วสื่อมวลชนประเทศไทยมีกฎหมายหลายอย่างที่ส่งเสริมคุณธรรม จริยธรรม ตลอดจนป้องกันและกำกับดูแลสื่อมาโดยตลอดภายใต้พรบ.หลายฉบับในปัจจุบัน เช่น พรบ. องค์กรจัดสรรคลื่นความถี่และกํากับการประกอบกิจการวิทยุกระจายเสียง วิทยุโทรทัศน์ และกิจการโทรคมนาคม พ.ศ. 2553 , พรบ.การประกอบกิจการกระจายเสียงและกิจการโทรทัศน์ พ.ศ. 2551 กฎหมายที่เกี่ยวข้องกับการโฆษณา พรบ.ว่าด้วยการกระทําผิดทางคอมพิวเตอร์ พ.ศ.2550, พรบ.ข้อมูลข่าวสารของทางราชการ พ.ศ.2540, พรบ.จดแจ้งการพิมพ์ พ.ศ.2550 ซึ่งบางฉบับให้สิทธิสื่อสามารถล้วงลึกได้เต็มที่แต่ในทางปฏิบัติก็ล้วงยากเพราะมีฝ่ายเอกชน ทุน และการเมืองบางกลุ่มคอยขวาง ดังนั้นรัฐบาลไม่จำเป็นต้องมีกฎหมายใหม่มาคุม เพราะเมื่อใดก็ตามที่รัฐคุมสื่อบางหน่วยงานได้ นักสื่อสารที่ใช้โซเชียลมีเดียเองก็ยังเกิดขึ้นมาเพื่อเปิดโปง และเผยแพร่ข้อมูลตามหลัง และอาจจะเพิ่มจำนวนมากกว่าสื่อมวลชนที่มีสังกัดด้วยซ้ำไป

“ไม่ต้องห่วงว่าสื่อจะอยู่ยากเลยนะ เพราะทุกวันสื่ออยู่ยากอยู่แล้ว เช่น รายงานยังไงไม่ให้โดนฟ้อง ข่าวคอรัปชั่น บางอย่างที่หลุดมาจากฝ่ายการเมือง สื่อต้องใช้อักษรย่อ ใช้ชื่อเล่น ใช้ชื่อแฝง คือ เล่าเรื่องนักการเมืองตรง ๆ ไม่ได้ แต่ก็นำไปสู่การตรวจสอบ ขณะที่บางเรื่องนะ เล่น ขยี้ให้ตายเมื่อชนแรง ๆ เข้า สุดท้ายสื่อไทยก็ต้องนิ่งเพราะถ้าชนหรือท้าทายมาก ๆ รายได้ก็ไม่เข้าหน่วยงาน สื่อเป็นอิสระ เป็นเอกชนอยู่ได้ด้วยทุน ไม่มีทุนอยู่ไม่ได้ แต่จะมีสื่อบางรายที่เป็นเสรีไม่ขึ้นตรงกับหน่วยงาน รายงานอะไรไปคนก็อ่าน ก็เชื่อ และกรณีที่เป็นข่าวสอบสวน สืบสวน หรือตรวจสอบโครงการรัฐ ตรวจสอบภาคธุรกิจ การเมือง ราชการ สิ่งเหล่านี้ คือ แลกด้วยรายได้ที่ไม่ได้ดีมาก คุณภาพชีวิตสื่อมวลชนไทยไม่ได้ดีนักหนา ถึงกับต้องมามีกฎหมายเป็นเหมือนโซ่ตรวนตอกย้ำอีกแล้ว หรืออย่าง พรบ.ข้อมูลข่าวสารฯ ที่สื่อมีสิทธิขอดู ประชาชนทั่วไปขอดู ขอทราบเอกสารราชการ เอาจริง ๆ แล้วเวลาขอใช้สิทธิตามกฎหมายก็ยังใช้ไม่ได้เลย ขอข้อมูลไปเรื่องก็เงียบหายอยู่ดี แม้แต่ราชการ นักการเมือง เองยังไม่เคารพกฎหมายที่เอื้อต่อสิทธิพลเมืองไทย แล้วทำไมกฎหมายที่เอื้อต่อสิทธิพิเศษรัฐบาล โดยเอาสื่อมาอ้างเนี่ยคนไทยจะต้องเคารพ เชื่อว่าถ้ากฎหมายฉบับนี้ออกมาได้สำเร็จ มันจะเหมือนมาตรา44 คือ บางเรื่องคนยอมรับเพราะคนโต้ตอบไม่ได้ แต่กรณีการสื่อสารในโลกที่เทคโนโลยีไปไกลแบบนี้ กฎหมายนี้ออกมาแทบไม่มีความหมาย เพราะคนพึ่งพาสื่อกระแสหลักน้อยกว่าเมื่อก่อนเยอะเลย”

ในฐานะที่ทำงานด้านสื่อสารมวลชนมานานกว่า 20 ปี เชื่อว่ากฎหมายฉบับนี้ไม่ได้เกิดมาเพื่อคุ้มครองประชาชน หรือคุ้มครองสื่อแต่เป็นแค่เครื่องมือที่รัฐต้องการนำมาใช้ในการสร้างภาพลักษณ์ดี ๆ และปิดปากนักสื่อสารทุกคน ทุกอาชีพไม่ให้ล้ำเส้นรัฐบาลเท่านั้น ซึ่งหากเป็นเช่นนั้นก็เท่ากับว่า กฎหมายฉบับนี้ครอบคลุมการบังคับใช้ต่อทุกคนที่ใช้สื่อทุกประเภท แต่ผลลัพธ์ที่ออกมาไม่ดีนัก เพราะท้ายที่สุดแล้วนักข่าวมืออาชีพที่กลัวกฎหมายก็ไม่กล้าทำข่าวที่พิพาทกับรัฐ

“เมื่อนักข่าวไม่ทำ พลเมืองทั่วไปจะทำและคนหันไปเสพสื่ออื่นแทนที่สื่อกระแสหลัก ดังนั้นในการพัฒนาด้านสื่อรัฐบาลควรให้อิสระอย่างเต็มที่ ปล่อยให้สื่อหลัก สื่อทางเลือก สื่อทุกรูปแบบหลอมรวมกันแล้วรัฐตั้งรับดีกว่ามาออกกฎลักษณะนี้”

บางคนเชื่อว่าการตีทะเบียนและควบคุมสื่อมวลชนเป็นจุดเริ่มต้นที่ปราบสื่อไร้สังกัด หรือสื่อปลอม ซึ่งร่างพรบ.คุมสื่อฯ จะช่วยให้แผนปฏิรูปก้าวหน้าได้ รัฐบาลจึงพยายามผลักดันอย่างเต็มที่ แต่สำหรับภาคประชาชน และสื่อมวลชนบางท่านมั่นใจว่า ร่างกฎหมายดังกล่าวเป็นเพียงเครื่องมือข่มขู่ประชาชน ซึ่งหากทุกภาคส่วนหันมาต่อต้าน ย่อมระงับกฎหมายไม่ชอบธรรมนี้ได้

—————

Share.

Comments are closed.