เข็มขัด 5 สาย ของเหยื่อหญิงผู้ถูกปอบเข้าสิง

0

“แม่ตายก็ดีนะ แม่ควรจะตายๆ ไปนานแล้ว” !!
“คม” หญิงร่างอวบ สูงราว 150 เซนเมตรในวัย 40 เธอกระแทกเสียงระหว่างฉีกใบตอง ไปให้ญาติผู้ใหญ่ใช้เย็บประกอบพิธีการสำหรับงานศพแม่ของเธอที่เสียชีวิตด้วยมะเร็งตับในปี 2017

นี่อาจไม่ใช่ครั้งสุดท้าย และไม่ใช่ครั้งแรกที่เธอสบถคำหยาบ สาปแช่ง แม่ผู้ให้กำเนิด หากแต่เธอทำอย่างนั้นมานานกว่า 15 ปีแล้ว

ย้อนกลับไปเมื่ออดีตเธอยังสาว “คม” เป็นหญิงสาวชาวสุรินทร์ที่ผิวขาว สวย นิ่ง และดูสุขุม หลายคนพูดถึงเธอในมาดสาวจบการศึกษาจากกรุงเทพฯ มีทักษะการสื่อสารภาษาอังกฤษดีเยี่ยม ภูมิหลังของเธอคือโตขึ้นในครอบครัวที่พ่อแม่แยกทางกัน พ่อกับน้องย้ายไปอยู่อีกหมู่บ้าน ส่วนแม่แต่งงานใหม่กับพ่อเลี้ยงวัยเด็กกว่าถึง 10 ปี

เธอในฐานะพี่สาวคนโตจึงต้องทำหน้าที่ไปมาหาสู่ทั้งบ้านพ่อและบ้านแม่ แต่ชีวิตส่วนใหญ่ก็ยังอยู่กรุงเทพฯ ทำงานเป็นพนักงานวิชาการทั่วไป จะกลับมาบ้านเกิดที่สุรินทร์ก็ในช่วงเทศกาลเท่านั้น

กระทั่งเมื่อ “คม” อายุได้ราว 24 ปี เธอเข้าโรงพยาบาลเพราะอาการปวดหัว เพ้อ และพูดไม่รู้เรื่อง ครอบครัวตัดสินใจส่งเธอเข้ารักษาในโรงพยาบาลสักพัก แต่อาการไม่ดีขึ้น แพทย์ได้แต่ตั้งข้อสงสัยและแนะนำให้พาไปรักษาที่โรงพยาบาลจิตเวชในจังหวัดอุบลราชธานี แต่ทางครอบครัวปฏิเสธที่จะเดินทางไป และไม่มีใครทราบว่าเพราะสาเหตุใด

เป็นที่รู้กันดีว่าในหมู่บ้านไกลเมืองเช่นนั้น บางครั้งแรงขับจากชาวบ้านโดยรอบมักมีพลังมากกว่าแรงหนุนจากแพทย์ พยาบาล ประกอบกับค่ารักษาพยาบาลโดยแพทย์แผนปัจจุบัน ณ ขณะนั้นก็แพงพอสมควร ยิ่งฐานะทางบ้านยากจน อีกทั้งยังมาสูญเสียกำลังหลักในการทำงานส่งเงินด้วยแล้ว ยิ่งทำให้ครอบครัวเลือกจะไม่จ่ายเงินเพื่อรักษาพยาบาลอีก

ไสยศาสตร์ คือ ทางเดียวที่แม่และญาติๆ ตกลงปลงใจกันเริ่มที่ให้ร่างทรงเข้าพิธีหาสาเหตุการป่วย ทราบผลว่า เธอโดนปอบร้ายเข้าสิง จากนั้นพาเธอไปรักษาตามความเชื่อ ในขณะที่ “คม” ยังอยู่ในอาการเบลอ และตาลอย ระหว่างนั้นแม่ก็จัดการติดต่อไปยังญาติในกรุงเทพฯ เพื่อขนของกลับบ้านนอก เพราะไม่อยากจ่ายค่าเช่าห้องพักต่อไป

เสียงชาวบ้านล้อมวงคุยกันอื้ออึงในวัดแห่งหนึ่งกลายเป็นเรื่องธรรมดา ของคนบ้านทุ่งที่มีงานหนักงานเบาใดๆ ก็รวมตัวกันที่ศาลาวัด แต่ครั้งนี้ฉากหลังของกลุ่มชาวบ้าน คือ ร่างหญิงสาว ที่ร้องไห้ น้ำตาคลอเบ้า และถูกสายสิญจน์พันร่างดุจเธอเป็นแค่ตุ๊กตาไร้ชีวิต

“มันต้องปอบอีอรเข้าแน่ๆ ปอบเดียวและในบ้านเรา บางทีมันกลับมาจากกรุงเทพ ไม่ทันระวังก็เผลอเจรจากับปอบอีอร” คนแก่วัย 70 กว่าเอ่ยขึ้น

“ปอบอร หรือ ปอบยายอร” คือ ชื่อของหญิงชรารายหนึ่งผมหยิก ผิวคล้ำ และป่วยเท้าบวม ซึ่งอาศัยอยู่กระท่อมปลายนา ไกลไปจากหมู่บ้าน และไม่เคยได้รับอนุญาตให้เข้าร่วมกิจกรรมใดๆ ในหมู่บ้าน หลายคนจะคุ้นเคยกับยายอรในภาพถือไม้เท้า เดินขากะเผลกไปมา แต่ไม่เคยมีใครเข้าไปสุงสิงด้วย ยกเว้น “ยายยัน” ป้าของ “คม” ที่มักจะหาหมากพลู ผลไม้ไปแบ่ง โดยที่ไม่มีใครรู้เหตุผลว่าทำไม “ยายยัน” ไปคบหา “ยายอร”

คนรุ่นใหม่ที่โตมาในขณะนั้น รับทราบคำเล่าลือแต่เพียงว่า “ยายอร” คือปอบ ยายอรคือคนแปลก และมีลูกหลานที่ไม่เป็นที่ยอมรับจากใครๆ พวกเขาจึงต้องจากหมู่บ้านไปทำงานต่างถิ่นและกลับมาตามเทศกาลเท่านั้น หลายครั้งที่ลูกหลานยายอรพยายามกลับมาใช้ชีวิตปกติ โดยการรับจ้างทำนาทำไร่ ในหมู่บ้าน แต่ท่าทีของคนในชุมชน คือ แยกข้าว แยกจาน แยกถังน้ำดื่ม และพูดคุยเท่าที่จำเป็น คงมีแต่ “ยายยัน” คนเดียวที่ไม่เคยเข้าใจว่า “ยายอร” เป็นปอบ เป็นคนน่ากลัว และการคบหาลูกหลานยายอร คือ การไม่เชื่อคำบอกเล่า แม้หมู่บ้านแห่งนี้ในจังหวัดสุรินทร์ไม่มีการลงโทษอันโหดร้ายกับยายอร เช่น การเผาไล่ที่ การทรมานด้วยการกรอกยา การเฆี่ยนตี ฯลฯ เหมือนในละคร หรือเรื่องเล่าจากที่อื่นก็ตาม แต่ “ยายยัน” ก็ถูกครหาว่า “เป็นคนบ้าไปคบค้ากับครอบครัวปอบ”

ดูเหมือน “ยายยัน” ไม่เคยสนใจอะไรเลย ซ้ำยังพร่ำประชดใครต่อใครไปทั่วว่า “ข้ามันโสด ไม่มีลูก ไม่มีผัว ปอบยายอรจะสิงข้า ข้าก็ไม่มีบริวารให้สานหน้าที่ปอบหรอก” ยายเฒ่าวัย 60 กว่ายืนยันอย่างนั้นเสมอ กระทั่ง “คม” ล้มป่วยและถูกร่างทรงตัดสินชะตากรรมพร้อมแนะแนวทางรักษา “ยายยัน” คือ ผู้ต้องหาหมายเลข 1 ที่แม่ของคม และญาติๆ เชื่อมั่นว่า เป็นผู้นำพา “คม” ไปเป็นเหยื่อของปอบ แกจึงได้แต่ถูกด่า ถูกต่อว่าเสมอ และต้องทำทุกอย่างเพื่อช่วย “คม” หลานสาวที่ใครๆ หาว่า “ปอบ” ทำร้ายเธอ

การถูกกล่าวหาเช่นนั้น ไม่อาจทำให้ “ยายยัน” รู้สึกแย่กับ “ยายอรและครอบครัว” แต่กลับรู้สึกแย่กับตัวเองที่ช่วยเหลือหลานไม่ได้ ยายเฒ่าจึงวิ่งพล่านทำสารพัดวิธีตามคำสั่งหมอผี พระ และร่างทรง รวมทั้งทำตามคำสั่งน้องสาวของตนเพื่อช่วยชีวิตหลาน และยอมหยุดการคบหา “ยายอร” ตามลักษณะนิยมของคนในหมู่บ้าน

ราว 2 สัปดาห์ถัดมา “ยายยัน” กลายเป็นคนแก่นั่งซึม ร้องไห้ทั้งวัน ทั้งคืน เพราะสงสารหลาน ไม่มีใครรู้ว่ายายเฒ่าคิดอะไร และหวังอะไร แต่แกได้แต่พร่ำทั้งน้ำตาบ่อยๆว่า “เมื่อไหร่เอ็งจะหายว่ะคม”

“ฟั่บ ฟั่บ ฟั่บ” เสียงแส้ ฟาดลงหลังอันอวบอั๋นของ “คม” ซ้ำแล้ว ซ้ำเล่า เธอกรี๊ดร้องด้วยเสียงอันเจ็บปวด แต่ไม่มีใครยอมหยุดแส้นั้น รวมทั้งพระสงฆ์ที่ฟาดแส้ลง ก็ยังไม่วางมือ

ในบางวันมีคนเอาเทียนไขจุดไฟร้อน หยอดน้ำตาเทียนลงหน้าผากเธอ ต้นคอ แขน และขา ผิวที่เคยขาว สวย ค่อยๆมีรอยแดง คล้ำ เสียงสะอื้นของ “คม” ยังติดในหูใครหลายคน

“มันร้ายจริงๆ ไม่ออกไปเสียที ถ้าเอาไปรักษาทางวัดเก่าๆ อาจจะหาย นี่ขนาดหลวงพ่อใช้คาถาสารพัดแล้วนะ” ชาวบ้านรายหนึ่งเอ่ยขึ้น ระหว่างพิธีโปรยข้าวสารเสกไล่ผีปอบ

ชีวิตการป่วยของคม ดำเนินอย่างนั้นราว 1 เดือน บางวันเจอแส้เฆี่ยนหลัง, น้ำตาเทียนหยดลงผิว, ข้าวสารเสก ฯลฯ เธอยังนอนนิ่งด้วยความเจ็บปวดและเพ้อไม่เป็นเรื่องราว กระทั่งแม่และครอบครัวถอดใจและตัดสินใจยุติการรักษา แก้มัดให้เธอ

“ไอ้ห่าพระเลว !!!” คำสั้นๆ ที่ “คม” เอ่ยหลังถูกแก้มัด และปล่อยให้เป็นอิสระ จากนั้นเธอก็ใช้ชีวิตเหมือนคนปกติทั่วไป แต่สติไม่เหมือนเดิม

หลังจากจบจากการรักษาทางไสยศาสตร์ ที่วัดในหมู่บ้าน “คม” มักเดินพูดคนเดียว และหลายเดือนต่อมา เธอก็เดิน ด่าทอตัวละครหญิงชาย สลับกัน
“ชาติชั่ว นรก เวรเอ้ย ทำแต่เรื่องเลวๆ กับกู ไอ้พ่อเลว อีแม่เหี้ย เหี้ยทั้งบ้าน” คำที่เธอเอ่ย ไม่เคยมีใครเคยได้ยินเมื่อครั้งเธอยังทำงานอยู่กรุงเทพฯ และบางครั้งก็พูดถึงบุพการีเป็นภาษาอังกฤษ มีความหมายบ้าง หรือบางทีพูดไปเรื่อยๆ หาใจความไม่ได้ เธอแต่งตัวสวยๆ เดินไปรอบหมู่บ้านและแวะเก็บผัก หาปลาตามประสา บางครั้งก็นอนไขว้ห้างเล่น เหมือนชีวิตไม่ต้องคิดอะไรมากมาย

ชีวิตของ “คม” เป็นอย่างนั้นมานานหลายปี

ในปี 2010 มีครูหนุ่มชื่อ “วิทย์” มาประจำโรงเรียนในหมู่บ้าน ครูคนนี้ไม่เคยรู้ที่มาที่ไปของหมู่บ้านมาก่อน แต่เข้ามาคุยกับ “คม” ทั้งภาษาไทย ภาษาอังกฤษ แต่แล้วเขาก็รู้จากนักเรียนว่า “เธอสติไม่ดี” เขาจึงไม่ถือสา “คม” พร้อมทั้งพยายามเดินหนี

หลังจากประจำการในโรงเรียนไม่นานนัก ครูหนุ่มเดินมาแจ้งเรื่องกับผู้ใหญ่บ้าน เขาเล่าว่า “คม” ไปที่โรงเรียนและถลกเสื้อให้เขาดูเอวของเธอ เธอใช้เข็มขัดรัดเอวมากถึง 5 สาย พร้อมบอกเชิงชักชวนให้ปลดล็อกเข็มขัด

“แกะดูสิ แกะได้ไหม มันแกะยากใช่ไหม ไอ้นี่อะ” เขาเลียนเสียงหญิงสาวให้ผู้ใหญ่บ้านฟัง และขอร้องให้แจ้งกับทางครอบครัวของเธอว่า เขาไม่ได้ลวนลาม แต่เป็น “คม” เองที่เข้ามาเปิดเผยเรื่องราว

เรื่องเล่าทั้งหมดจากครูหนุ่มเป็นเรื่องเก่าแก่ที่หลายคนได้ยินจนชินหู เพราะรู้ดีว่า “คม” เป็นผู้หญิงเพี้ยน บ้างก็บอกต่อว่า เธอมักจะสร้างเรื่องราวว่า “เธอได้เสียกับคนนั้น คนนี้” แต่ไม่มีใครเชื่อ เพราะชาวบ้านเชื่อฝังใจว่าเธอโดนผีปอบทำร้ายจนสติแตก

“ครูวิทย์” ถอดใจและพยายามเชื่อในสิ่งที่ชาวบ้านยืนยันว่าเธอสติไม่ดี แต่ความเชื่อเรื่องปอบนั้นยากเกินไปสำหรับเขา

หลายวันต่อมาครูหนุ่มเข้ามาตามหาญาติของ “คม” เพื่อส่งสารบางอย่าง สารของ “ครูวิทย์” เปลี่ยนชีวิตของ “คม”ไปอย่างสิ้นเชิงและเปลี่ยนทัศนคติของครอบครัวคมเล็กน้อย ถึงแม้ว่าเขาไม่อาจเปลี่ยนให้คมกลับมาเป็นสาว สวย เก่ง เช่นเดิมก็ตาม ทว่าก็พอจะทำให้ชีวิตของคมหลังจากนี้ได้รับความเข้าใจ เห็นใจจากครอบครัว และคนรอบข้างมากขึ้น

“คม” ได้รับยามารักษาต่อเนื่องและกลายเป็นคนสุขุม พูดน้อย เมื่อได้รับยาสม่ำเสมอ แต่เมื่อฤทธิ์ยาลดลงเธอจะคุมสติไม่ได้และเริ่มพูดจาหยาบคาย ด่าทอ

สารของครูวิทย์มีใจความว่า ช่วงหนึ่งนั้น “คม” แวะไปที่โรงเรียนร้องไห้และด่าใครๆ ต่อใครไปทั่ว และสักพักก็ถลกผ้าถุงออกกลางสนามกีฬาแดดร้อนๆ เธอมีรอยฟกช้ำทั่วขาอ่อน และครูสังเกตเห็นเลือดไหลออกมา จึงรีบตัดสินใจพาไปส่งโรงพยาบาลพร้อมโทรแจ้งญาติ หลังทราบจากแพทย์ผู้วินิจฉัยว่า
…….เธอถูกข่มขืนซ้ำหลายครั้ง และมีการข่มขืนทางทวารหนักด้วย……

“มันเข้าไปทำกูในห้องที่กรุงเทพ ฯ แล้วก็ขู่ฆ่ากู ให้กูหนีมาสุรินทร์ มาก็เจอไอ้เวรมาทำกูอีก เข็มขัดมันรัดกระโปรงกูไม่อยู่” ประโยคที่ครูวิทย์ ได้ฟังในช่วงหนึ่งก่อนจะทราบผลจากแพทย์และตัดสินใจแนะนำญาติให้พา “คม” ไปรักษา จนนำมาซึ่งการหมดบ้าน หมดรถ หมดที่ดิน เพื่อการดูแลครอบครัว

แต่ 2010 มันนานเกินไปที่ใครๆ จะย้อนไปพูดถึงที่มาที่ไปของการป่วยเมื่อครั้ง “คม”วัย 24 ไม่มีใครถามหาตัวละครที่“คม” ด่าทอ และฤทธิ์ของปอบมันร้ายแรง น่ากลัวเกินกว่าใครสักคนจะกล้าขอโทษเธอ

2010 เรื่อยมา “คม” จึงกลายเป็นคนหยาบคายบ้าง สงบบ้าง และก่อนแม่จะเสียชีวิตเธอคือ ผู้หญิงสติไม่ดีที่ต้องดูแลแม่ป่วยมะเร็งตับนานกว่า 5 ปี แต่นั่นแหละเรื่องราวของฤทธิ์เดชปอบบ้านนา

**** บันทึกเรื่องนี้เขียนขึ้นเพื่อหวังอุทิศแด่แม่ผู้ล่วงลับของหญิงสาว และขอคัดเหตุการณ์บางส่วนที่ไม่เลวร้ายจนเกินไปเพื่อถ่ายทอดสู่สังคม
* ชื่อบุคคลในงานเขียนสมมติขึ้นเพื่อเคารพสิทธิของชาวบ้านและหญิงสาวที่รัดเข็มขัด 5 สาย และหวังว่าวันหนึ่งเธอจะมีชีวิตที่ดีขึ้น
* ขออนุญาตปิดบังชื่อหมู่บ้านเพื่อปกป้องชาวบ้านอันบริสุทธิ์ในหมู่บ้าน

Share.

Comments are closed.