แนะสร้างมาตรฐานธรรมาภิบาลข้ามแดน หวั่นทุนไทยในเพื่อนบ้านสร้างผลกระทบ “ครูตี๋” เสนอภาคประชาชนเคลื่อนเอง ชี้หมดหวังรัฐเป็นปากเสียงแทน

0


เมื่อวันที่ 21 พฤศจิกายน 2560 ที่จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย กรุงเทพฯ คณะทำงานติดตามความรับผิดการลงทุนข้ามพรมแดนของไทย(Thai Extra-Territorial Obligations Working Group : Thai ETOs Watch ) และสถาบันวิจัยสังคม จุฬาฯได้การประชุมหารือปัญหาและแนวทางการพัฒนาธรรมาภิบาลข้ามแดนเพื่อการพัฒนาที่ยั่งยืนในอนุภูมิภาคลุ่มน้ำโขง โดยมีผู้เชี่ยวชาญ นักวิชาการ นักอนุรักษ์และชาวบ้านเข้าร่วมกันคับคั่ง

ศ.ดร.สุริชัย หวันแก้ว ผู้อำนวยการศูนย์ศึกษาสันติภาพและความขัดแย้ง จุฬาฯ กล่าวว่าแนวคิดเรื่องธรรมาภิบาลข้ามแดนไม่ปรากฎในการขบคิดเรื่องมีประโยชน์ต่อยุทธศาสตร์ 20 ปี แต่เรื่องนี้ไม่ใช่อุปสรรคที่เราจะมาพิจารณากันว่าแนวคิดนี้มีความสำคัญต่อการพัฒนาภาวะผู้นำของไทยในโอกาสที่จะเป็นประธานประชาคมอาเซียน 2019

“ขณะนี้การกำกับดูแลธนาคารไทยในระดับภูมิภาคก็ยังไม่ได้มีการกำกัดมากมาย เราต้องเตรียมตัวสำหรับอนาคต เราจะเป็นประธานอาเซียนในอีก 2 ปีข้างหน้าก็ควรทำตัวเป็นมาตรฐานในหลายเรื่อง”ศ.ดร.สุริชัย กล่าว

นายมนตรี จันทวงศ์ คณะทำงานติดตามความรับผิดการลงทุนข้ามพรมแดนของไทย กล่าวว่าการลงทุนไทยในอาเซียน 10 ปีผ่านมาคือสิงคโปร์ โดยธรรมาภิบาลและบรรษัทภิบาลได้ตราเป็นพระราชกฤษฏีกาเอาไว้ โดยภาคเอกชนใช้คำว่าบรรษัทภิบาล ทั้งนี้ยกตัวอย่าง 5 โครงการการลงทุนในประเทศเพื่อนบ้านที่ควรมีการตรวจสอบในเรื่องธรรมาภิบาล ทั้งในเรื่องความโปร่งใส และความรับผิดชอบในการเยียวยาผู้ได้รับผลกระทบ ประกอบด้วย 1.โครงการเขตเศรษฐกิจพิเศษทวาย ในพม่า 2.โครงการเขื่อนไฟฟ้าพลังน้ำไซยะบุรี ในลาว 3.โครงการเขื่อนปากแบ่ง ในลาว 4.โครงการปลูกอ้อยและโรงงานน้ำตาลโอโดเมียนเจย ประเทศกัมพูชา 5.โครงการเหมืองแร่ดีบุกเฮงดาในพม่า

นายมนตรีกล่าวว่า ความเห็นและข้อเสนอคือ 1.การพัฒนากรอบ C orporate Accountability ที่มีสภาพบังคับให้ผู้ลงทุนและสถาบันการเงิน ต้องแสดงความรับผิดชอบต่อการดำเนินงานของตนเอง 2.การพัฒนากรอบเชิงนโยบายของรัฐและองค์กรระหว่างประเทศในมาตรการปกป้อง คุ้มครองและเยียวยาอย่างเป็นรูปธรม เช่น กลไกการติดตามมติคณะรัฐมนตรีที่มีส่วนร่วมจากภาคต่างๆ

ศ.ดร.สุทธิพันธุ์ จิราธิวัฒน์ ผู้อำนวยการศูนย์อาเซียนศึกษา จุฬาฯกล่าวว่าประเทศไทยเปลี่ยนจากรับการลงทุนเป็นเข้าไปลงทุนในประเทศอื่นโดยเฉพาะอาเซียน ซึ่งน่าสนใจว่าเรื่องธรรมาภิบาลควรเป็นอย่างไร โดยธรรมภิบาลด้านการเงินผิดพลาดมาตั้งแต่ปี 2540 เพราะธปท.เชื่อว่าเอกชนดูแลกันเองได้ แต่ท้ายสุดก็เกิดความผิดพลาด โจทย์หนึ่งที่น่าสนใจคือเรื่องของไฟฟ้าข้ามแดน ซึ่งจะมองแค่ทวิภาคีแบบเดิมไม่ได้แล้วเพราะในอดีตถ้าเราต้องการไฟฟ้าลาว หน่วยงานด้านไฟฟ้าก็ไปตกลงกับลาว ถ้าต้องการไฟฟ้าพม่าก็ไปตกลงกับรัฐบาลพม่า แต่ที่ถูกตั้งคำถามมาตลอดคือทำไมผลิตไฟฟ้าเกินมากมายซึ่งเขามักอ้างว่ากลัวไฟฟ้าดับ เราเห็นว่าควรลดความสูญเสียเพราะการไม่ได้ใช้ เขาบอกว่าเอาเอาไปขายประเทศที่สาม ดังนั้นเรื่องนี้จึงไม่ใช่แค่เรื่องทวิภาคีและมีโจทย์ซับซ้อนโจทย์พอสมควร ถ้าเราสามารถคุยกันว่าเรื่องไฟฟ้าข้ามแดงเป็นเรื่องของภูมิภาคมากขึ้นแล้วทำไมถึงไม่คุยเรื่องอื่นร่วมกันเช่นการจัดการธรรมาภิบาล

“เราเอาสิ่งที่เคยจำลองหรือเกิดขึ้นในประเทศไทยเมื่อ 20-30 ปีก่อน ส่งเข้าไปในประเทศเพื่อนบ้าน เพราะฉะนั้นจึงเป็นเรื่องที่น่าสนใจมากสำหรับธรรมาภิบาลข้ามแดนที่ยังน่าเป็นห่วง โดยเฉพาะธรรมาภิบาลของภาครัฐที่จะไปทำงานกับข้างนอก ภาคราชการยังเป็นส่วนสำคัญ แม้ดูเหมือนจะออกไปสร้างประโยชน์ แต่ถ้าไม่ดีก็จะสร้างความเสียหายให้กับประเทศเพื่อนบ้าน ภาครัฐหรือเอกชนมักพูดด้านที่เป็นผลได้ แต่ที่เป็นผลเสียมักไม่ได้พูด”ศ.ดร.สุทธิพันธุ์ กล่าว

นายนิวัฒน์ ร้อยแก้ว ประธานกลุ่มรักษ์เชียงของ กล่าวว่าเรื่องธรรมาภิบาลเป็นเรื่องสำคัญที่สุดที่ทำให้บ้านเมืองและสิ่งแวดล้อมเดือดร้อน ซึ่งถ้ารอแต่ภาครัฐคงไม่ไหว สิ่งสำคัญต้องผลักดันให้เกิดการเปลี่ยนแปลงคือต้องเกิดจากภาคประชาชนอย่างอย่างแท้จริง เช่น กรณีจีนซึ่งเริ่มคิดอะไรบางอย่างเกี่ยวข้องกับธรรมาภิบายเพราะผู้แทนบริษัทจีนลงมาคุยกับชาวบ้านริมแม่น้ำโขงบ่อยขึ้น เขาเห็นว่าควรมีการพัฒนาในการพูดคุย และสอดรับกับการที่จีนเชิญกลุ่มรักษ์เชียงของไปคุยที่จีน ซึ่งเราบอกว่าการสร้างเขื่อนในจีนมีผลกระทบกับท้ายน้ำ เราเสนอว่าต้องมีการพูดคุยกันผ่านภาคประชาสังคม เพราะรอรัฐบาลไม่ได้ จึงควรหารือผ่านภาคประชาสังคม เพราะที่ผ่านมาเราไม่ได้เข้าไปต่อรองในเรื่องธรรมาภิบาลเลย

“เราบอกว่าต้องยกระดับความโปร่งใส ให้ข้อมูลกับชาวบ้านเต็มที่ ยกตัวอย่างเรื่องสร้างเขื่อน คุณให้นักวิชาการบ้านเราและชาวบ้านเข้าไปร่วมศึกษาได้มั้ย ซึ่งทางจีนสนใจ สิ่งสำคัญคือเราต้องช่วยกันผลักดันให้ภาคประชาชนได้เข้าไปมีโอกาสต่อรองมากขึ้น ต่อไปควรมีเวทีประชาชนคุยกับรัฐบาลจีน หากรอรัฐบาลไม่มีทาง แม้แต่คณะกรรมาธิการแม่น้ำโขงหรือเอ็มอาร์ซีก็พึ่งไม่ได้ เราเสนอให้ยุบเสียด้วยซ้ำ” นายนิวัฒน์ กล่าว

Share.

Comments are closed.