“ปีใหม่ไต” กับ “กลไกขับเคลื่อนอุดมการณ์ชาตินิยมบนพื้นฐานทางชาติพันธุ์ร่วมสมัย”

0


ฐิติวุฒิ บุญยวงศ์วิวัชร
โครงการศึกษาความขัดแย้งทางด้านชาติพันธุ์
คณะรัฐศาสตร์และรัฐประศาสนศาสตร์ มหาวิทยาลัยเชียงใหม่

 

ในกระแสสายธารแห่งการเปลี่ยนทางการเมืองของขบวนการต่อสู้ของกลุ่มชาติพันธุ์ในความขัดแย้งและสงครามกลางเมืองของพม่า/เมียนมา นั้น การเจรจาสันติภาพดูเสมือนหนึ่งว่าจะเป็นจุดหมายปลายทางหรือแสงสว่างอันหนึ่งที่หลายคนเฝ้ารอคอย กระนั้นจุดสนใจของคนทั่วไปกลับอยู่ที่ตัวการประชุมปางโหลงเป็นหลักพร้อมๆกับการดูท่าทีของการออกมาแถลงการณ์ของกลุ่มผู้นำหรือจากฝ่ายรัฐบาลบ้างเป็นระยะ ปรากฏารณ์เหล่านี้ย่อมไม่เพียงพอเป็นแน่ในการทำความเข้าใจอย่างลึกซึ้งว่า “สถานะของความขัดแย้ง” ตั้งอยู่ระยะไหนหรือเข้าใกล้จุดหมายปลายทางของสันติภาพมากน้อยเพียงใด

ในการศึกษาความขัดแย้งทางด้านชาติพันธุ์ยุคสมัยใหม่ ความสนใจประการหนึ่งที่สำคัญเมื่อเกิดความชะงักงันและแลดูว่าความขัดแย้งยังคงดำรงอยู่ชั่วระยะเวลาหนึ่งและไม่คลี่คลาย ทำให้เกิดวิธีการทำความเข้าใจแบบใหม่นั่นคือ การหันไปศึกษากลไกของการธำรงไว้ซึ่งความขัดแย้งที่ดำรงอยู่ โดยเฉพาะกระบวนการที่หล่อเลี้ยงความตึงเครียดระหว่างกลุ่มชาติพันธุ์ กลไกต่างๆ เหล่านี้มีหลากหลายรูปแบบ เช่น การใช้กลไกทางวัฒนธรรม กลไกทางด้านมวลชน เป็นต้น หากกล่าวอย่างเป็นรูปธรรมแล้ว ในเชิงการเมืองนั้น กลไกทางด้านอุดมการณ์ทางการเมืองโดยเฉพาะอุดมการณ์ชาตินิยมบนพื้นฐานทางด้านชาติพันธุ์ถือได้ว่าเป็นกลไกที่มุ่งเน้นระดมมวลชนให้เห็นเป็นไปในแนวทางการต่อสู้ของกลุ่มขบวนการ

แต่ในอีกด้านหนึ่ง กลไกด้านอุดมการณ์เหล่านี้มิได้ดำรงอยู่อย่างแข็งทื่อ ในทางตรงกันข้าม กลับเป็นการผลิตซ้ำทางอุดมการณ์ที่สร้าง “ความเป็นอื่น” พร้อมกันกับการแสวงหาเครื่องมือทางวัฒนธรรมอันเป็นสิ่งประดิษฐ์สร้างทางอุดมการณ์ขึ้นมาอีกชุดหนึ่งเพื่อเป็นการทำให้ไม่ล้าสมัยเมื่อนำมาใช้เป็นจุดเชื่อมร้อยกับมวลชนในสถานการณ์หรือปัจจัยแวดล้อมที่เปลี่ยนแปลง ทั้งนี้ สถานะหรือพื้นที่ทางสังคมในการคลี่คลายกลไกเหล่านี้จึงไม่สามารถมองผ่านตัวของผู้นำได้แต่เพียงอย่างเดียว หากจำเป็นต้องมองการปรากฏกายอย่างเป็นระบบภายในพื้นที่ทางสังคมในระดับท้องถิ่นด้วย และพื้นที่ที่เหมาะสมกับการปฏิบัติการในเชิงอุดมการณ์เหล่านี้มากที่สุดคือ “พื้นที่ชายแดน”

หากกลับมาย้อนพิจาณาดูกรณีการขับเคลื่อนอุดมการณ์ชาตินิยมบนพื้นฐานทางด้านชาติพันธุ์ของไทใหญ่แล้ว ถือได้ว่าเป็นกลุ่มชาติพันธุ์ที่มีความแข็งแกร่งเป็นอย่างมากจากเหตุหลากหลายปัจจัย โดยเฉพาะประวัติศาสตร์การต่อสู้ที่ยาวนาน ในอีกด้านหนึ่งจะพบว่า เมื่อเกิดการฟื้นฟูการจัดงานปีใหม่ไต ตั้งแต่ปี ค.ศ. 1966 เป็นต้นมา ถือได้ว่าเป็นจุดเริ่มต้นที่ทำให้เป็นงานปีใหม่ไตกลับกลายเป็นการขับเคลื่อนอุดมการณ์ชาตินิยมทางวัฒนธรรมสำหรับชาวไทใหญ่ไปโดยปริยาย ซึ่งก่อนหน้านั้น การจัดงานปีใหม่มักได้รับการขัดขวางจากรัฐพม่าโดยเฉพาะในยุคของนายพลเนวิน และเมื่อหากพิจารณาบริบททางประวัติศาสตร์ควบคู่กันไปแล้วจะพบว่า ในยุคดังกล่าวก็เป็นยุคเดียวกับการเริ่มจัดตั้งและเคลื่อนไหวของขบวนการกู้ชาติในหลากหลายกลุ่มเช่นเดียวกัน กล่าวได้ว่า การฟื้นฟูปีใหม่ไตจึงเป็นอีกแรงพลังขับเคลื่อนทางอุดมการณ์ทางวัฒนธรรมอีกชุดหนึ่งที่เข้ามาเติมเต็มช่องว่างหรือการสร้างความรู้สึกร่วมและเป็นเอกภาพอีกครั้งหนึ่งในพื้นที่รัฐฉาน

สิ่งที่หนึ่งไม่ควรถูกเพิกเฉยจากการพิจารณาการขับเคลื่อนทางอุดมการณ์ในรูปแบบดังกล่าวนั่นคือ พื้นที่ชายแดนไทย-พม่า ซึ่งการริเริ่มฟื้นฟูวัฒนธรรมปีใหม่ไตเริ่มต้นครั้งแรก ณ บ้านใหม่หมอกจ๋าม อำเภอแม่อาย จังหวัดเชียงใหม่ และในปัจจุบัน การจัดงานในลักษณะดังกล่าวมิได้แพร่หลายออกไปเฉพาะพื้นที่ของบริเวณแนวชายแดนเท่านั้น หากแต่ยังปรากฏในตัวเมืองเศรษฐกิจขนาดใหญ่อีกด้วย ดังเช่น ในตัวอำเภอเมืองจังหวัดเชียงใหม่ เป็นต้น แม้ว่ารูปแบบการจัดงานจะมีความแตกต่างกันไปในหลายหลากลักษณะแต่การขับเคลื่อนอุดมการณ์ชาตินิยมทางวัฒนธรรมก็ยังแข็งแกร่งเป็นรูปแบบเดียวกัน ฉะนั้น องค์ประกอบของการจัดงานจึงเน้นนำเสนอรูปแบบของวัฒนธรรมไทใหญ่ดั้งเดิม เช่น การจัดประกวดการแต่งกายไทใหญ่ การแสดงลิเกไทใหญ่ การรำนกรำโต เป็นต้น และสัญลักษณ์ที่สำคัญของการปรากฏกายของ “ความเป็นชาติ” ของไทใหญ่ที่สำคัญนั่นคือ “ธงชาติ” ที่โบกสะบัดอยู่ทุกเวทีการจัดแสดง ไม่ว่าการแสดงของเวทีเหล่านั้นจะเป็นการแสดงวัฒนธรรมดั้งเดิมหรืสมัยใหม่ก็ตาม

พื้นที่ชายแดนไทย-พม่า ที่การทำหน้าที่ของวัฒนธรรมปีใหม่ไต ทำหน้าที่ทางด้านชาตินิยมได้อย่างน่าสนใจคือ พื้นที่ของบ้านเทอดไทยหรือบ้านหินแตกเดิม ในอำเภอแม่ฟ้าหลวง จังหวัดเชียงราย ซึ่งอดีตเคยเป็นที่ตั้งของ กองกำลัง Shan United Army (SUA) โดยมีขุนส่าเป็นผู้นำคนสำคัญ ในอดีตชุมชนบ้านหินแตกเดิมได้ถูกขนานามว่าเป็นแหล่งชุมนุมของการผลิตหรือแหล่งค้ายาเสพติด ผ่านอัตลักษณ์ของการเป็นราชายาเสพติดของขุนส่า การอยู่สภาวะดังกล่าวนั้นแม้ว่าส่วนหนึ่งผู้คนในชุมชนจะเข้าใจสถานะตัวเองว่าเป็นกลุ่มขบวนการกู้ชาติ หากแต่การตรึงอัตลักษณ์อีกด้านหนึ่งไว้กับยาเสพติดก็กลับกลายเป็นอุปสรรคขวางกั้นไม่ให้การดำเนินการกู้ชาติเป็นไปอย่างง่ายดายนัก ซ้ำร้าย อัตลักษณ์ที่ถูกให้ความหมายก็กลับไม่เป็นที่ถูกใจนักสำหรับ “คนนอก” ที่เข้าไปเกี่ยวพันในด้านใดด้านหนึ่งของความขัดแย้ง แม้ว่าขุ่นส่าวางอาวุธ ในปี ค.ศ. 1996 และเสียชีวิตไปในปี ค.ศ. 2007 แต่ทว่า อัตลักษณ์ชุมชนหินแตกกับยาเสพติดยังไม่จางหายไป กล่าวได้ อัตลักษณ์ที่เกี่ยวพันกับยาเสพติดคือ เครื่องมือพันธนาการตรึงชุมชนไว้ในสถานะของสิ่งแปลกปลอมในสังคมระดับรัฐไว้อย่างต่อเนื่อง

ในปี ค.ศ. 2012 การจัดงานปีใหม่ไตของหมู่บ้าน ได้กลายเป็นกลไกสำคัญในการรื้อสร้างอัตลักษณ์ครั้งสำคัญของชุมชน กล่าวคือได้มีการจัดงานปีใหม่ไตครั้งใหญ่ผ่านการนำเสนอพื้นที่ทางวัฒนธรรมของไทใหญ่สวมทับบนอัตลักษณ์ยาเสพติดของชุมชน การสวมทับดังกล่าวเป็นอีกนัยหนึ่งของความพยายามลบล้างอัตลักษ์เดิมที่ผู้คนอยากที่ลบเลือนและเลือกจดจำความเป็นรากเหง้าทางวัฒนธรรมทดแทน หลากหลายกิจกรรมทางวัฒนธรรมจึงถูกจัดขึ้นบนพื้นที่เดิมหรือบ้านพักของขุนส่าในชุมชนและได้กลายเป็นพิพิธภัณฑ์บ้านขุนส่าในปัจจุบัน ยิ่งไปกว่านั้น อัตลักษณ์ของขุนส่าได้ถูกนำมาแปลงให้กลายเป็นสินค้าทางวัฒนธรรมเพื่อการท่องเที่ยวของชุมชนผ่านการประชาสัมพันธ์ให้นักท่องเที่ยวมาเยือนอดีตที่พักและที่ตั้งของขุนส่าในรูปแบบของการท่องเที่ยวทางประวัติศาสตร์ เป็นต้น

ปรากฏการณ์การประกอบสร้างทางอุดมการณ์ของผู้คนในชุมชนในลักษณะดังกล่าวนี้ ผู้เขียนเรียกสิ่งเหล่านี้ว่า “การเมืองของชาติพันธุ์-ยาเสพติด” อันประกอบไปด้วย อุดมการณ์ชาตินิยมต่อต้านชาติพันธุ์-ยาเสพติด โดยเป็นสิ่งประกอบสร้างจากระดับโลก รัฐ จนกระทั่งปรากฏกายในนามของ อัตลักษณ์ต่อต้านชาติพันธุ์-ยาเสพติด ในระดับชุมชน ซึ่งปรากฏการณ์ที่ซับซ้อนเหล่านี้ถูกผนวกรวมไว้ในหนังสือเรื่อง “The Ethno-Narcotic Politics of the Shan People: Fighting with Drugs, Fighting for the Nation on the Thai–Burmese Border” จัดพิมพ์โดย Lexington Books และมีกำหนดการเผยแพร่ในเดือนธันวาคมนี้

เมื่อวันที่ 17 – 18 พฤศจิกายนที่ผ่าน ผู้เขียนกลับไปยังชุมชนอีกครั้งหนึ่ง การจัดปีใหม่ยังคงทำหน้าที่ของตัวเองเช่นเดิมนั่นคือ การสร้างและธำรงไว้ซึ่งอัตลักษณ์ทางด้านชาติพันธุ์ของไทใหญ่ผ่านกลไกทางวัฒนธรรมหลากหลายรูปแบบ ทั้งการเดินขบวนทางวัฒนธรรม การจัดแสดงทางวัฒนธรรม กระนั้น ปีใหม่ไตของบ้านหินแตกหรือเทอดไทยก็ยังไม่สามารถหลีกเลี่ยงการเข้ามาของกระแสสมัยใหม่ด้วยเช่นเดียวกัน โดยเฉพาะการเข้ามาของทุนและการแสดงรื่นเริงแบบใหม่ที่ดูเหมือนว่าจะรุกรานพื้นที่ทางวัฒนธรรมเดิมมากขึ้นในทุกขณะ และดูเสมือนว่า การปรับตัวทางวัฒนธรรมอาจจะเกิดขึ้นในไม่ช้า หากแต่อุดมการณ์หลักนั่นคือ การขับเคลื่อนของอุดมการณ์ชาตินิยมก็ยังคงปักหลักและเกาะเกี่ยวอยู่เช่นเดิมโดยมิได้เลือกว่าวัฒนธรรมที่เกิดขึ้นนั้นจะเป็นรูปแบบสมัยใหม่หรือดั้งเดิมก็ตามดังที่ได้กล่าวไปแล้วในข้างต้น โดยเฉพาะสัญลักษณ์การปรากฏและโบกสะบัดของธงชาติไทใหญ่อยู่ในทุกมุมของงานปีใหม่ กล่าวได้ว่า นี่คือการแสดงออก “ความเป็นชาติพันธุ์” ที่รอคอยการปรากฏกายในเวลาและพื้นที่ที่เหมาะสม แม้ว่าในบริบทของการเจรจาสันติภาพในระดับบนนั้นจะตกลงหาข้อสรุปได้ช้าหรือเร็วเพียงใดก็ตาม ปีใหม่ไตนับตั้งแต่ปี ค.ศ. 1966 จนถึงปี ค.ศ. 2017 ในปัจจุบัน ทำหน้ามากกว่าการฟื้นฟูทางวัฒนธรรมแบบเดิม หากแต่กลับกลายเป็นพื้นที่ทางวัฒนธรรมข้ามแดนและกลายเป็นกลไกการเชื่อมร้อยทางอุดมการณ์ชาตินิยมบนพื้นฐานทางชาติพันธุ์ข้ามรัฐไปโดยปริยาย

Share.

Comments are closed.