เวทียูเอ็นถกใหญ่ธุรกิจและการระเมิดสิทธิมนุษยชน ตัวแทนภาคประชาสังคมไทยหยิบยกปัญหาผลกระทบข้ามแดนจากการลงทุนร่วมสานเสวนากลุ่มย่อย แนะ 3 ข้อเสนอรัฐบาลไทย

0


ระหว่างวันที่ 27-30 พฤศจิกายน 2560 ที่สำนักงานใหญ่องค์การสหประชาชาติด้านสิทธิมนุษยชน กรุงเจนีวา ประเทศสวิสเซอร์แลนด์ ได้มีการประชุมธุรกิจและสิทธิมนุษยชน โดยมีผู้แทนจากประเทศต่างๆ ทั่วโลกทั้งภาครัฐ ภาคเอกชนและภาคประชาสังคมเข้าร่วม ทั้งนี้ในส่วนของภาคประชาสังคมจากประเทศไทยนั้น กลุ่มติดตามความรับผิดชอบข้ามพรมแดนทุนไทยในเอเชียตะวันออกเฉียงไต้ หรือ Thailand ETO Watch WG โดยการนำของ ส.รัตนมณี พลกล้า ผู้ประสานงานมูลนิธิศูนย์ข้อมูลชุมชน ได้เป็นตัวแทนเข้าร่วม และได้มีการจัดสานเสวนาเวทีย่อยเกี่ยวกับทุนไทยในประเทศเพื่อนบ้าน และผลกระทบด้านสิ่งแวดล้อม สังคม วัฒนธรรม และชุมชน

หัวข้อหลักในการประชุมคือเรื่อง การเข้าถึงการเยียวยาของผู้ได้รับผลกระทบจากการละเมิดสิทธิมนุษยชน โดยกลุ่มติดตามฯได้สานเสวนากับ ศ.ดร.สุรยา เดวา ประธานคณะทำงานธุรกิจและสิทธิมนุษยชนแห่งสหประชาชาติ (UN Working Group on Business and Human Rights)เกี่ยวกับสถานการณ์และผลกระทบจากโครงการขนาดใหญ่ของนักลงทุนไทยในประเทศเพื่อนบ้าน พม่า กัมพูชา ลาว เช่น โครงการด้านพลังงาน โรงไฟฟ้าถ่านหิน และการสร้างเขื่อนแม่น้ำโขง โดยมี ดร.เสรี นนทสูตร ผู้แทนไทยในคณะกรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งอาเซียน (AICHR) เข้าร่วมเสวนาด้วย

ทั้งนี้โครงการหลักที่มีการพูดถึงและลงรายละเอียดมากที่สุดคือ โครงการท่าเรือน้ำลึกและเขตเศรษฐกิจพิเศษทวายในประเทศพม่า โครงการเหมืองถ่านหินบันชอง และโครงการเหมืองเขื่อนไซยะบุรี ในประเทศลาว ขณะที่ตัวแทนจากภาคประชาสังคม ปิ ตา ลอ จาก กลุ่มทากาพอร์ ประเทศพม่า ได้นำเสนอ ปัญหาด้านสิ่งแวดล้อม สุขภาพ และการเปลี่ยนแปลงวิถีชีวิตความเป็นอยู่และวัฒนธรรมของชุมชนทวาย จากเหมืองบันชอง พบว่าโรงไฟฟ้าถ่านหินตั้งอยู่ไกล้ชุมชนมากเกินไป ซึ่งในการก่อสร้างโครงการได้มีการยึดที่ดินและทำลายสวนหมากของชาวบ้าน ซึ่งเป็นปัจจัยสำคัญในการดำรงชีวิตของชุมชยทวาย โดยชาวบ้านยังรอการเยียวยา และค่าตอบแทนที่เป็นธรรม นอกจากนี้ยังมีผลกระทบด้านสุขภาพ เนื่องจากกการทำเหมือง และการเผาตัวของถ่านหิน ได้ปล่อยสารพิษและน้ำเสียจากการหล่อเย็น ซึ่งกรณีการปนเปื้อนลักษณะนี้คล้ายกับ การทำเหมืองดีบุกโดยบริษัทข้ามชาติแห่งหนึ่งในเขตทวาย ซึ่งทำให้มีการปนเปื้อนของสารพิษจากบ่อกักตะกอน ไหลลงสู่แหล่งน้ำดื่มและที่ทำการเกษตร นอกจากนั้นช่วงหน้าฝน เมื่อเกิดฝนตกหนักและน้ำท่วม ทำให้ดินตะกอนทับถมที่ดินทำกินของชาวบ้าน ส่วนปัญหาหลักของโครงการเขตเศรษฐกิจทวายคือการแย่งชิงที่ดินทำกินของชาวบ้าน ยึดที่ดิน เพื่อรื้อถอนทำเขตเศรษฐกิจพิเศษและโรงงานอุตสาหกรรม

ขณะที่น.ส. ส.รัตนมณี ได้ให้ข้อมูลในวงสานเสวนาว่า กรณีการสร้างเขื่อนไซยะบุรี ในประเทศลาว เป็นการลงทุนและการก่อสร้างโดยบริษัทไทย ซึ่งชาวบ้านที่ได้รับผลกระทบมีทั้งฝั่งไทยและลาว ที่สำคัญคือไม่ได้เข้าร่วมในการปรึกษาหารือ และมีบทบาทในการกำหนดค่าตอบแทนและเยียวยาใดๆ และไม่มีการคำนึงถึงผลกระทบข้ามพรมแดน โดยในวงสานเสวนาได้หารือกันด้านหลักธรรมาภิบาลของการลงทุนข้ามพรมแดน และการรับหลักการด้านสิทธิมนุษยชน มาใช้ในการดำเนินกิจการและประกอบธุรกิจของนักลงทุนไทยรายใหญ่ แม้คณะรัฐมนตรีในรัฐบาล คสช. ได้มีมติเมื่อวันที่ 15 พ.ค. 2559 ให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องดำเนินการหามาตรการควบคุมการลงทุนข้ามพรมแดนที่มีการละเมิดสิทธิมนุษยชน แต่ความคืบหน้าของการดำเนินการยังล่าช้า

น.ส.ส.รัตนมณี ให้สัมภาษณ์ว่า ในวงเสวนาครั้งนี้มีข้อสรุปว่า 1. รัฐบาลของประเทศที่นักลงทุนไทยไปลงทุน เช่น พม่า ควรมีการจัดทำเอกสาร guideline การลงทุนข้ามพรมแดน ตามหลักธรรมาภิบาล และสิทธมนุษ รวมถึงหน้าที่การเยียวยากรณีผลกระทบเกิดตามที่ชาวบ้านร้องเรียน 2. นักลงทุนไทย ควรเคารพสิทธิชุมชนและสิทธิมนุษยชน และหลักการการเยียวยาโดยให้ชาวบ้านที่ได้รับผลกระทบ เข้ามามีส่วนร่วมในการกำหนดข้อตกลงและร่วมตัดสินใจ 3. ปัญหาการลงทุนของนักลงทุนไทย ควรมีการบรรจุเข้าในแผนปฎิบัติการแห่งชาติ ว่าด้วยการทำงานด้านธุรกิจและสิทธิมนุษของประเทศไทย ซึ่งกระทรวงหลักที่รับผิดชอบคือ ก.ยุติธรรม

Share.

Comments are closed.