13 ปีสึนามิ และทุกข์โถมที่ยังกระหน่ำชาวเล

0

โดย ภาสกร จำลองราช

วันนี้ (26 ธันวาคม)เมื่อ 13 ปีก่อน “ป้าลาภ” หรือนางลาภ หาญทะเล ออกจากบ้านตั้งแต่เช้าพร้อมเพื่อนๆ ชาวเลทับตะวัน อำเภอตะกั่วป่า จังหวัดพังงา ไปรับจ้างที่บ้านน้ำเค็มซึ่งอยู่ห่างออกไปไม่ไกลนัก พอตกสายๆ เริ่มเห็นความผิดปกติคือจู่ๆ น้ำทะเลแห้งหายลงไปเยอะ ขณะที่ลมเงียบจนใบไม้ไม่กระดิก ซึ่งผู้เฒ่าผู้แก่ชาวเลเคยเล่าให้ฟังถึงคลื่นยักษ์ 7 ชั่วโคตร แต่แกก็ไม่คิดว่าชีวิตนี้ต้องเผชิญกับเรื่องในตำนาน

“พอเหลือบไปที่ขอบฟ้าในทะเลเห็นคลื่นสูงมาแต่ไกล ตอนแรกคิดว่าคงวิ่งหนีทันเพราะอยู่ห่างมาก แต่ที่ไหนได้แป๊บเดียวมาถึงตัว ป้าเลยพยายามเอื้อมมือไปเกาะต้นสน แต่น้ำมันแรงมากเอื้อมไป 2 ครั้งเกาะไม่ติด พอครั้งที่ 3 อธิษฐานให้พ่อตาสามพันช่วยด้วยถึงคว้าต้นสนไว้ได้ ตอนนั้นน้ำกำลังลดแรง พัดพาทุกสิ่งทุกอย่างลงทะเล โชคดีที่ป้ารอดมาได้” ผมจำไม่ได้ว่าฟังป้าลาภเล่าถึงประสบการณ์ช่วงประสบเหตุสึนามิมาแล้วกี่ครั้ง แต่ทุกครั้งที่ถ่ายทอด ทั้งคนฟังและคนเล่าต่างก็ยังรู้สึกระทึกใจเหมือนเดิม

เมื่อเดือนก่อนไปร่วมงานวันชาติพันธุ์ชาวเลที่บ้านทับตะวัน ป้าลาภชวนไปบ้านและอดไม่ได้ที่จะฉายหนังเรื่องเดิมกันอีกครั้ง


กว่าป้าลาภจะกล้าลงจากต้นสนได้ก็ตกบ่ายเพราะกลัวๆ กล้าๆ มองไปทางใดก็ราบพณาสูร แกจึงเดินกลับบ้าน เมื่อไปถึงภาพที่ปรากฏคือแทบไม่มีความเป็นบ้านเหลืออยู่เลย ป้าเลยจึงตัดสินใจไปนอนบนสวนยางของญาติพี่น้องซึ่งอยู่บนเขา

“อีกหลายวันกว่าป้าจะได้กลับมาบ้าน ได้ยินข่าวว่าที่ดินจะถูกยึด พอมาถึงสภาพต่างๆ ยังเหมือนเดิมคือเต็มด้วยต้นไม้และเศษไม้มากมาย คนของทางการเขาไม่เคลียร์ให้ เขาบอกว่ามีคนไปแจ้งว่าพวกเราอยู่บนที่ดินบุกรุก เขาเลยไม่สร้างบ้านพักชั่วคราวหรือบ้านหลังใหม่ให้ ทั้งๆ ที่ความเป็นจริงแล้วพวกเราอยู่ที่นี่กันมานาน ก่อนที่คนนอกจะเข้ามาเสียอีก” ป้าลาภเริ่มเห็นเค้าลางของเภทภัยใหญ่หลวงไม่แพ้คลื่นยักษ์

“เมื่อก่อนพวกเราชาวเลกลัวคนข้างนอกมาก กลัวสึนามิก็กลัว โชคดีที่มีคนกลุ่มหนึ่งมาให้กำลังใจและบอกให้พวกเราเข้มแข็ง ทำให้เรามีกำลังใจขึ้น”

คนกลุ่มหนึ่งที่ป้าลาภพูดถึงคือนักพัฒนาจากเครือข่ายสลัม 4 ภาคและอีกหลายเครือข่ายที่ร่วมกันในเวลาต่อมาซึ่งช่วยกันสร้างบ้าน 47 หลังให้กับชาวมอแกลนบ้านทับตะวัน แม้จะต้องขัดแย้งกับนายทุนที่อ้างกรรมสิทธิ์ก็ตาม

ที่ดินของชาวมอแกลนบ้านทับตะวันถูกอ้างกรรมสิทธิ์และใช้กฎหมายเป็นเครื่องมือผลักดันชาวเลออกจากพื้นที่ที่เคยครอบครองกันมาหลายชั่วอายุคน เช่นเดียวกับชุมชนชาวเลอีกหลายแห่งที่ถูกถล่มจาก ‘สึนามิลูกที่สอง’ ด้วยฝีมือมนุษย์ โดยปัจจุบันพบว่ามีชุนชาวเลแถบชายฝางทะเลอันดามัน 41 แห่ง 13,000 คนในจำนวนนี้ 25 แห่งกำลังประสบปัญหาเรื่องเอกสารสิทธิ์ในที่ดินและพื้นที่ทางวัฒนธรรมถูกบุกรุก เช่น สุสานและพื้นที่ศักดิ์สิทธิ์

หลังจากชาวเลทับตะวันได้บ้านหลังใหม่ แต่ปัญหาเอกสารสิทธิ์ในที่ดินของชุมชนจำนวน 24 ไร่ยังคงดำเนินอยู่โดยนายทุนได้ฟ้องร้องชาวบ้าน เช่นเดียวกับพื้นที่เหมืองแร่เก่าที่ชาวบ้านเรียกว่า “ขุมเขียว” ซึ่งป่าชายเลนฟื้นตัวและกลายเป็นแหล่งทำมาหากินและที่จอดเรือของชาวบ้าน แต่ก็ถูกอ้างกรรมสิทธิ์ด้วยเช่นกัน ทำให้ชุมชนทับตะวันเดือนร้อนรอบด้าน

ต่อมาได้มีการไกล่เกลี่ยจนนำไปสู่การแบ่งสรรที่ดินคนละครึ่ง โดยชาวบ้านแต่ละหลังยินยอมร่นพื้นที่เพื่อแลกกับโฉนดที่จะได้รับ ในขณะที่ป้าลาภยังคงยืนยันในสิทธิของตัวเองเช่นเดิม ทำให้ปัจจุบันที่ดินของป้าลาภยังไม่ได้รับเอกสารสิทธิ์เหมือนเพื่อนบ้าน

“ป้าอยู่ที่นี่มาหลายสิบปีตั้งแต่เล็ก รับจ้างร่อนแร่ตอนอายุ 12 ปี เมื่อก่อนแถวนี้ยังทำนาทำไร่ได้เพราะน้ำท่าอุดมสมบูรณ์ ชาวมอแกลนอยู่ที่นี่มาตั้งแต่ก่อนมีเหมืองแร่และบ่อกุ้ง สมัยนั้นบ้านเราไม่มีรั้วหรือหลักเขต เราก็อยู่กันอย่างสงบ มีความสุข ไม่มีใครอ้างความเป็นเจ้าของ เราขุดเผือกขุดมันในป่ากิน ข้าวสารก็ไม่ต้องซื้อ แตกต่างจากตอนนี้มาก” ป้าลาภยังคงมีความทรงจำเดิมๆ ในยุคที่ชาวเลเป็นอิสระในท้องทะเลและผืนดินกว้างใหญ่

วันนี้แผ่นฟ้าแผ่นน้ำสำหรับชาวเลอันดามันหดแคบลง ขณะที่แผ่นดินถูกที่เคยจับจองไว้หลบลมหลบฝนและทำพิธีกรรมศักดิ์สิทธิ์ก็ถูกอ้างกรรมสิทธิ์จนหมดไม่เหลือหลอ

สึนามิได้สร้างความเสียหายใหญ่หลวงในฝั่งทะเลอันดามันเมื่อ 13 ปีก่อน แต่ปัจจุบันแทบไม่เหลือร่องรอยใดๆ เพราะเมืองท่องเที่ยวริมชายทะเลฟื้นตัวอย่างรวดเร็วเพื่อต้อนรับนักท่องเที่ยวต่างชาติที่แห่แหนกันมาไม่ขาดสาย แต่แผลในใจของป้าลาภและทุกข์โถมกระหน่ำในชุมชนชาวเลยังคงดำเนินต่อไป.

Share.

Comments are closed.