“บิ๊กตู่”ถกนายกจีน-ประชุมผู้นำแม่น้ำโขง-ล้านช้าง มุ่งความร่วมมือ 4 กรอบ-ยกระดับความรับผิดชอบการใช้น้ำของประเทศสมาชิก “ครูตี๋”แนะศึกษาผลกระทบภาพรวมของภูมิภาค

0


เมื่อวันที่ 9 มกราคม 2561 ที่ทำเนียบรัฐบาล พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรีและหัวหน้าคณะรักษาความสงบแห่งชาติ(คสช.) ให้สัมภาษณ์ภายหลังการประชุมคณะรัฐมนตรี (ครม.) ถึงการเดินทางเยือนประเทศกัมพูชา ในวันที่ 10 มกราคมนี้ เพื่อเข้าร่วมการประชุมผู้นำกรอบความร่วมมือแม่โขง-ล้านช้าง ครั้งที่ 2 ว่า ในการเยือนกัมพูชาครั้งนี้ ตนมีกำหนดการพบปะหารือกับสมเด็จฯ ฮุน เซน นายกรัฐมนตรีกัมพูชา และนายหลี่ เค่อเฉียง นายกรัฐมนตรีจีน ด้วย ซึ่งการพบกับนายกรัฐมนตรีกัมพูชานั้น จะมีการหารือกันถึงการติดตามความคืบหน้าเรื่องต่างๆที่เป็นผลจากการประชุมร่วมนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีอย่างไม่เป็นทางการ (เจซีอาร์) ไทย-กัมพูชา ครั้งที่ 3 เมื่อเดือน กันยายน 2560 อาทิ การค้า การลงทุน การซื้อขายพืชผลการเกษตร การสร้างเส้นทางรถไฟเชื่อมต่อกันระหว่าง อ.อรัญประเทศ จ.สระแก้ว กับเมืองปอยเปตของกัมพูชา ซึ่งใกล้จะเสร็จสิ้น ขณะที่การสร้างทางรถไฟจากเมืองปอยเปตไปยังกรุงพนมเปญอยู่ระหว่างดำเนินการ ซึ่งคงใช้เวลาพอสมควร โดยประเทศไทยให้ความช่วยเหลือเรื่องขบวนรถและการฝึกพนักงานขับรถไฟ

ขณะที่ พล.ท.วีรชน สุคนธปฏิภาค รองโฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี กล่าวว่า ในวันที่ 10 มกราคม 2561 นายกรัฐมนตรีมีกำหนดเข้าร่วมการประชุมผู้นำกรอบความร่วมมือแม่โขง – ล้านช้าง ครั้งที่ 2 (2nd Mekong-Lancang Leaders’ Meeting) ที่กรุงพนมเปญ ราชอาณาจักรกัมพูชา โดยการประชุมผู้นำกรอบความร่วมมือแม่โขง – ล้านช้าง ครั้งที่ 2 (2nd Mekong-Lancang Leaders’ Meeting) โดยฝ่ายกัมพูชาเป็นประธานร่วมกับจีน ภายใต้หัวข้อ “แม่น้ำแห่งสันติภาพและการพัฒนาที่ยั่งยืนของเรา” (Our River of Peace and Sustainable Development) ซึ่งการประชุมครั้งนี้ จะทบทวนการดำเนินงานของประเทศสมาชิกจากการประชุมผู้นำฯ ครั้งที่ 1 เมื่อเดือนมีนาคม 2559 พร้อมทั้งจะกำหนดทิศทางและกิจกรรมของกรอบความร่วมมือแม่โขง – ล้านช้าง ในอนาคต โดยสมาชิกทั้งหมด 6 ประเทศ ประกอบด้วย จีน กัมพูชา สปป.ลาว เมียนมา ไทย และเวียดนาม จะหารือร่วมกันเพื่อมุ่งสู่การพัฒนาอย่างยั่งยืน ยกระดับความเป็นอยู่ของประชาชนในอนุภูมิภาคลุ่มน้ำโขงบนพื้นฐานของความเท่าเทียม ภายใต้หลักการการมีส่วนร่วม ความสมัครใจ และหลักฉันทามติ

พล.ท.วีรชน กล่าวว่า การประชุมครั้งนี้ ไทยมุ่งมั่นที่จะ (1) พัฒนากรอบความร่วมมือดังกล่าวให้ทันสมัยมากขึ้น และ (2) ส่งเสริมความเชื่อมโยงระหว่างกรอบแม่โขง – ล้านช้างกับแนวคิดหนึ่งแถบ หนึ่งเส้นทาง (Belt Road Initiative – BRI) เพื่อประโยชน์ทางเศรษฐกิจและการพัฒนาของอนุภูมิภาค (3) ไทยยังสนับสนุนให้กรอบความร่วมมือแม่โขง – ล้านช้าง เป็นกลไกสำคัญในการผลักดันให้อนุภูมิภาคเป็นศูนย์กลางทางเศรษฐกิจและการพัฒนาแบบยั่งยืนผ่านการใช้เครื่องมือที่ทันสมัย ซึ่งสอดคล้องกับนโยบายและโครงการสำคัญของประเทศไทย อาทิ นโยบายประเทศไทย 4.0 ระเบียงเศรษฐกิจพิเศษภาคตะวันออก (EEC) และนโยบายประเทศไทย+1 รวมทั้ง (4) การยกระดับความร่วมมือด้านน้ำระหว่างประเทศสมาชิก ให้ได้รับประโยชน์ร่วมกัน บนพื้นฐานของความรับผิดชอบร่วมกัน ซึ่งจะช่วยให้ภาคการเกษตรของแต่ละประเทศมีความเข้มแข็งอย่างยั่งยืนต่อไป

“เอกสารผลลัพธ์การประชุม 2 ฉบับ ได้แก่ (1) แผนปฏิบัติการระยะ 5 ปี แม่โขง – ล้านช้าง พ.ศ. 2561 – 2565 (5 – Year Plan of Action 2018 – 2022) เป็นเอกสารที่จะกำหนดแนวทางการดำเนินงานของกรอบความร่วมมือแม่โขง – ล้านช้าง ในระยะ 5 ปีข้างหน้า และ (2) ปฏิญญาพนมเปญ (Phnom Penh Declaration) เป็นการแสดงเจตนารมณ์ทางการเมืองของผู้นำจะมุ่งสนับสนุนกรอบความร่วมมือดังกล่าวให้บรรลุเป้าประสงค์ของการพัฒนาสังคมและเศรษฐกิจของประชาชนในประเทศลุ่มน้ำโขงขอเพิ่มค่า โอกาสนี้ นายกรัฐมนตรีมีกำหนดจะพบหารือทวิภาคีกับสมเด็จอัคคมหาเสนาบดีเดโชฮุน เซน นายกรัฐมนตรีกัมพูชาและนายหลี่ เค่อ เฉียง นายกรัฐมนตรีจีนด้วย”พล.ท.วีรชน กล่าว

ด้านนายนิวัฒน์ ร้อยแก้ว หรือ “ครูตี๋” ประธานกลุ่มรักษ์เชียงของ กล่าวว่า สิ่งที่สำคัญกับพี่น้องในลุ่มน้ำโขง ที่เกี่ยวข้องกับการพัฒนา เนื่องจากขณะนี้ยังมีโครงการขนาดใหญ่มากมายที่สร้างปัญหาให้แม่น้ำโขง แต่ยังไม่ได้รับการพูดคุยระหว่างรัฐบาลในลุ่มน้ำ เพื่อแก้ไขปัญหา โดยเฉพาะผลกระทบจากเขื่อน ต้องยอมรับว่าเขื่อน ได้สร้างวิกฤติแม่น้ำโขง ทั้งเขื่อนในจีน ที่สร้างไปแล้วถึง 8 เขื่อนในมณฑลยูนนาน และเขื่อนที่จะสร้างเพิ่มบนแม่น้ำโขงตอนล่าง ดังนั้นเพื่อให้การพัฒนาแม่น้ำโขงไปสู่ความสมดูลย์ ทั้งส่งเสริมการค้า และการรักษาทรัพยากร จะต้องใช้โอกาสนี้ในการปรับกระบวนการมีส่วนร่วมในการจัดการแม่น้ำโขงร่วมกัน ทั้งระดับระหว่างประเทศ และประชาชน นักวิชาการ เพราะที่ผ่านมาโครงการต่างๆ อาทิ เขื่อนแม่น้ำโขง และโครงการเดินเรือ-ระเบิดแก่ง การศึกษาผลกระทบเท่าที่มีอยู่ในปัจจุบันนั้นไม่สามารถตอบประเด็นปัญหาผลกระทบในภาพรวมที่จะเกิดขึ้นได้ เพราะเป็นเพียงการศึกษาเป็นจุดๆ ไม่ได้ศึกษาในภาพรวมของแม่น้ำโขงทั้งลุ่มน้ำ ดังนั้นการยกระดับเพื่อการศึกษา ทำความเข้าใจแม่น้ำโขงร่วมกันในภูมิภาค จึงเป็นสิ่งสำคัญที่จะตอบปัญหาผลกระทบระดับลุ่มน้ำจากโครงการขนาดใหญ่ต่างๆ ที่จะเกิดขึ้นได้

“องค์กรต่างๆที่ ก่อตั้งขึ้นเพื่อบริหารแม่น้ำโขง เช่น คณะกรรมการแม่น้ำโขงหรือ เอ็มอาร์ซี และกรอบความร่วมมือล้านช้าง-แม่น้ำโขง LMC จะต้องให้ความสนใจ และยกเป็นวาระของการพัฒนาลุ่มน้ำโขงร่วมกัน เพราะที่ผ่านมา เรื่องราวต่างๆ ความเดือดร้อนของประชาชนไม่ได้รับการพูดถึงหรือผลักดันแก้ไขปัญหาร่วมกัน หน่วยงานที่รับผิดชอบควรทำหน้าที่ หยิบยกประเด็นนี้เป็นวาระ” นายนิวัฒน์ กล่าว.

Share.

Comments are closed.