ผู้นำ KNU-SSA ชี้สันติภาพในพม่าถอยหลัง จวกรัฐบาลซูจีไร้อำนาจ-กะเหรี่ยงจัดฉลอง 69 ปีวันกอบกู้ชาติ ประชาชนนับพันเข้าร่วม รองผบ.สส.ปลุกทุกกลุ่มจับมือร่วมอุดมการณ์

0

เมื่อวันที่ 31 มกราคม 2561 ที่ค่ายอิตุทา จังหวัดมือตรอ รัฐกะเหรี่ยง ซึ่งอยู่ตรงข้ามอำเภอแม่สะเรียง จังหวัดแม่ฮ่องสอน สหภาพแห่งชาติกะเหรี่ยง(เคเอ็นยู)ได้จัดงานรำลึก 69 ปีแห่งการปฎิวัติกะเหรี่ยงขึ้น โดยมีประชาชนชาวกะเหรี่ยงทั้งจากในพื้นที่และประเทศไทย รวมทั้งที่อยู่ในต่างประเทศเดินทางมาร่วมงานนับพันคน ซึ่งมีพิธีสวนสนามของกองทัพโดยมีพลเอกบอ จ่อ แฮ รองผู้บัญชาการทหารสูงสุดเป็นประธาน นอกจากนี้ยังได้มีการอ่านสาส์นรำลึกถึงวีรชน และการกล่าวปราศัยจากผู้นำเหล่าทัพ

พลเอกบอ จ่อ แฮ กล่าวปราศัยกับประชาชนกะเหรี่ยงตอนหนึ่งว่า เราถูกพม่ากดขี่จึงต้องลุกขึ้นสู้เพราะเป็นหน้าที่ที่ต้องทำเพื่อให้ชาวกะเหรี่ยงปลอดภัยและพ้นทุกข์รวมทั้งเป็นเอกราชเป็นของตนเอง ดังนั้นวันนี้จึงเป็นวันสำคัญในการฉลองครบ 69 ปีในการกอบกู้ชาติของคนกะเหรี่ยง ขอให้ทุกคนมีความสามัคคีกันโดยเฉพาะในเรื่องของอุดมการณ์เพราะหากไม่มีความสามัคคีก็ยากที่จะชนะ ดังนั้นความสามัคคีจึงสำคัญมาก ที่ผ่านมาอาจมีบางกลุ่มที่แยกตัวออกไปจากเคเอ็นยูแบ่งเป็นหลายพวก แต่ถึงเวลาแล้วที่ต้องกลับมารวมตัวเป็นอันหนึ่งอันเดียวกันเพื่อเอกราชของกะเหรี่ยง

“ตอนนี้กะเหรี่ยงกระจัดกระจายไปอยูกันทั่วโลก แต่เราก็ยังเป็นพี่น้องกัน เราต้องจับมือกันจึงจะถึงจุดหมายที่รอคอย ไม่ว่าจะอยู่ที่ไหน ทุกคนมีหน้าที่ของชาวกะเหรี่ยง ขอให้ปีนี้เป็นก้าวแรกในการกลับมาร่วมมือกัน”พลเอกบอ จ่อ แฮ กล่าว

ทั้งนี้ภายหลังเสร็จสิ้นพิธี ประชาชนชาวกะเหรี่ยงต่างเข้ามาขอถ่ายภาพกับผู้นำคนต่างๆ ของเคเอ็นยู รวมทั้งกองกำลังทหารด้วยสีหน้าท่าทางภาคภูมิใจ

นางสาวณิชกุล สุริคำแดง ชาวไทยเชื้อสายกะเหรี่ยง ซึ่งเดินทางมาจากจังหวัดเชียงราย กล่าวว่าได้เดินทางมามอบข้าวของเพราะรู้สึกถึงความเสียสละของทหารและชาวบ้าน แรกทีเดียวตนเองก็ไม่ได้รู้จักกับเคเอ็นยูแต่อ่านเอาจากอินเตอร์เน็ตโดยได้อ่านประวัติศาสตร์การต่อสู่จึงเดินทางมาให้กำลังใจ และอยากเรียกร้องให้คำนึงถึงมนุษยธรรมกันมากๆ

พลเอกบอ จ่อ แฮ ให้สัมภาษณ์ว่าในปีที่ผ่านมาได้ประสานความร่วมมือกับกะเหรี่ยงกลุ่มต่างๆเพื่อให้บรรลุเป้าหมายโดยในปีนี้จะต้องมีความชัดเจนมากขึ้นเพราะหากยังแยกกันอยู่ก็จะไม่มีพลัง และหากต่างคนต่างทำก็จะทำให้เกิดความเสี่ยง

ผู้สื่อข่าวถามว่ามีความหวังในกระบวนการสันติภาพหรือไม่ รองผู้บัญชาการทหารสูงสุดกล่าวว่า แทบไม่มีความหวังหลังจากการเจรจาผ่านมากว่า 2 ปีซึ่งไม่มีความคืบหน้าใดๆในทางตรงกันข้ามกลับแย่ลงเพราะเงื่อนไขในการเจรจาก็ไม่ได้รับการตอบสนองเหมือนกับต้องการยืดเวลาออกไปเรื่อยๆทำให้สถานการณ์เลวร้ายลงไปอีก ดังนั้นจึงต้องทบทวนตัวเองเพราะไม่มีความหวังกับการเจรจาเลย

“ที่บอกว่าสถานการณ์แย่ลงเพราะพม่าพยายามแบ่งแยกแล้วปกครอง ในพื้นที่ต่างๆที่เป็นเขตของกลุ่มชาติพันธุ์ถูกทหารพม่าเข้ามาแทรกแซงเหมือนกับต้องการให้ตกอยู่ภายใต้เงื่อนไขที่พม่าต้องการ ขณะที่ประชาชนที่ลี้ภัยอยู่ตามชายแดนก็ยังไม่มีความปลอดภัย แม้เขาบอกให้อพยพย้ายกลับถิ่นฐานเดิม แต่หากกลับเข้าไปก็อยู่ยากขึ้น”พลเอกบอ จ่อ แฮ กล่าว

เมื่อถามอีกว่าพม่าได้รัฐบาลพลเรือนที่นำโดยนางออง ซาน ซูจี สถานการณ์ไม่ดีขึ้นกว่ารัฐบาลทหารหรือ พลเอกบอ จ่อ แฮ กล่าวว่า ไม่แตกต่างกันเพราะแม้นางออง ซาน ซูจีชนะการเลือกตั้ง แต่เบื้องหลังที่กุมอำนาจยังเป็นทหารพม่า ดังนั้นข้อเสนอต่างๆในการเจรจาจึงถูกกีดกัน

“ผมอยากให้ประชาคมโลกได้รู้ความจริง ว่าสิ่งที่เกิดขึ้นในพม่านั้น ยังมีอะไรอีกหลายเรื่องที่ถูกปกปิด ชาวบ้านยังต้องอยู่กันอย่างลำบากเพราะเงื่อนไขการเจรจาไม่ได้ถูกนำมาปฎิบัติ มันเหมือนกับขนมที่เคลือบไว้ด้วยความหวานภายนอก แต่ภายในกลับขม เพราะฉะนั้นอย่าเชื่ออะไรแบบผิวเผิน ผมอยากสื่อสารให้ประชาคมโลกได้รับรู้ความเป็นจริง พวกเราอยากได้สิทธิเสรีภาพเหมือนกับคนทั่วไป” รองผู้บัญชาการทหารสูงสุดกล่าว

เมื่อถามว่าเคเอ็นยูก็อยู่ในกระบวนการสันติภาพ หากสถานการณ์แย่ลงทำไมไม่ถอนตัวเพื่อจะได้ไม่ต้องสร้างความชอบธรรมให้พม่า พลเอกบอ จ่อ แฮ กล่าวว่าในมุมมองของตนนั้น ไม่เห็นด้วยกับการเจรจาแล้ว เพราะเชื่อว่าเป็นการยืดเวลาออกไปและเหมือนสนับสนุนให้เกิดความชอบธรรม การเจรจาในลักษณะนี้กับการสู้รบมีความหมายไม่แตกต่างกัน เพราะหากไม่เอาข้อเท็จจริงทั้งหมดมาวางบนโต๊ะ ท้ายสุดก็ต้องเกิดสงครามอยู่ดีเพียงแต่จะช้าหรือเร็ว

ด้านพลโทเจ้ายอดศึก ผู้นำกองทัพรัฐฉานภาคใต้ (Shan State Army – South : SSA)ให้สัมภาษณ์ถึงกระบวนการเจรจาสันติภาพระหว่างรัฐบาลพม่ากับกลุ่มชาติพันธุ์ต่างๆว่าผ่านมาแล้ว 2 ปีแต่ยังไม่มีความคืบหน้าใดๆ แถมยังดูเหมือนจะถอยหลังด้วยซ้ำเพราะต่างฝ่ายต่างอยากได้ทั้งหมด จึงไม่ใช่วงเจรจาที่ดีเพราะไม่มีใครยอมใคร ที่สำคัญคือข้อเรียกร้องที่ให้มีการเปลี่ยนแปลงการปกครองเป็นระบบสหพันธรัฐนั้น ยังไม่ได้รับการตอบสนองใดๆ แม้นางออง ซาน ซูจีจะมาจากการเลือกตั้งของประชาชน แต่ไม่ได้มีอำนาจเด็ดขาดเพราะในระบบรัฐสภายังคงมีเสียงของทหารอยู่ถึง 25 % ดังนั้นเมื่อทหารไม่ยอมแก้ไข รัฐบาลก็ทำอะไรไม่ได้

“ทหารเขาไม่อยากปล่อย เขายังหวงอำนาจอยู่ ผมเชื่อว่าทหารเองก็อยากได้สันติภาพเช่นกัน แต่วิธีการที่แต่ละฝ่ายต้องการไม่เหมือนกัน ทหารบอกให้เราวางอาวุธก่อน แล้วใครจะไปกล้าเชื่อ เพราะขนาดมีอาวุธอยู่ในมือยังขออะไรแทบไม่ได้เลย ทุกกลุ่มจึงต้องถืออาวุธไว้เพื่อป้องกันตัวเอง จริงๆแล้วไม่อยากมีใครถืออาวุธหรอก เพราะมันอันตรายเหมือนถืองู หากสหพันธรัฐเกิดขึ้นก็คงไม่มีใครถืออาวุธหรอก”พลโทเจ้ายอดศึก กล่าว

ผู้นำSSA กล่าวว่าถ้าหากทหารพม่ายังยืนกระต่ายขาเดียว การเจรจาสันติภาพก็จะถึงทางตัน และก็จะเกิดการสู้รบกันต่อไป คนที่ลำบากคือประชาชน ไม่ว่าจะเป็นชาวพม่าหรือชาวบ้านกลุ่มชาติพันธุ์ต่างๆร่วมไปถึงประเทศเพื่อนบ้าน ขณะที่อาเซียนเองพยายามบอกว่าจะไม่แทรกแซงกิจการภายในของประเทศสมาชิก แล้วจะปล่อยให้ตีกันจนตายเลยหรือ ตนเชื่อว่าจริงๆแล้วประชาชนพม่าก็เบื่อหน่อยทหารที่ปกครองประเทศมายาวนาน เขาถึงเลือกนางออง ซาน ซูจี

Share.

Comments are closed.