แม่น้ำอิง ในวันพื้นที่ชุ่มน้ำโลก

0


​แม่อิง… แม่น้ำสายเดียวในประเทศไทยที่ไหลขึ้นทางทิศเหนือลงสู่แม่น้ำโขง เป็นเรื่องที่หลายคนพูดถึง เพราะพื้นที่ภาคเหนือของไทยอยู่ระหว่างลุ่มน้ำสาละวินทางทิศตะวันตก ต้นน้ำ ปิง วัง ยม น่าน ทิศเหนือ และลุ่มน้ำโขงทางทิศตะวันออก แม้แม่น้ำอิง แม่น้ำสาขาของแม่น้ำโขงจะไม่เป็นที่รู้จักของผู้คนมากนัก แต่ชายชราผู้ช่ำชองในการหาปลาแห่งทุ่งหลวงเมืองเทิงบอกกล่าวถึงลูกหลานในวันที่เขาไม่สามารถลงเรือหาปลาได้ว่า “พายเรือลงน้ำ บ่ได้จ้ำ ก่อได้หีบ” อันหมายถึงแม่น้ำอิงไม่เคยขาดแคลนปลาและวิถีการพึ่งพาสายน้ำของคนริมฝั่ง ที่หาอยู่หากินกับธรรมชาติอย่างพออยู่พอกิน

​ในวันที่ชายชราหมดแรงหาปลา สายน้ำก็ดูอ่อนล้าตามการพัฒนา ข้อมูลจากการสำรวจภูมินิเวศลุ่มน้ำล่าสุดพบว่า ต้นน้ำที่เป็นลำห้วย 12 สายที่ไหลลงพื้นที่รับน้ำหนองเล็งทรายและกว๊านพะเยาในฤดูแล้งขาดแคลนน้ำ ไม่ไหลตามฤดูกาลดั่งในอดีต ทั้งหนองเล็งทรายและกว๊านพะเยาเกิดการพัฒนา ทั้งขุด ทั้งถมไม่มีวันหยุด หนองเล็งทรายพื้นที่รับน้ำโดยธรรมชาติแทบไม่เหลือสภาพหนองน้ำที่มีชายขอบคดโค้ง มีตื้น มีลึก มีต้นไคร้น้ำ พรรณไม้น้ำหลากหลาย แปรเปลี่ยนเป็นพื้นที่รับน้ำรูปทรงเลขาคณิต ไม่มีปลาธรรมชาติดั้งเดิมเหลืออยู่ โดยเฉพาะกว๊านพะเยาที่เหลือเพียงปลานิลที่พอหาได้เป็นหลัก

​โครงการขุดลอกแม่น้ำอิงความยาวกว่า 30 กิโลเมตรในพื้นที่อำเภอภูกามยาว แม่น้ำอิงตอนกลาง ใต้กว๊านพะเยา กำลังถูกขุดลอกในปัจจุบันพบว่า เขากำลังทำให้แม่น้ำกลายเป็นคลองชลประทาน แม่น้ำที่เคยคดเคี้ยวถูกทำให้ตรง ท้องน้ำถูกขุดแบนเรียบไม่มีวังให้ปลา ต้นไม้ชายฝั่งถูกทำลายเอาดินจากท้องน้ำทำคัน และในพื้นที่ชุ่มน้ำปลายน้ำบ้านบุญเรือง อ.เชียงของ จ.เชียงราย ก็ถูกหยิบยกเป็นพื้นที่เขตอุตสาหกรรมภายใต้นโยบายการพัฒนาเขตเศรษฐกิจพิเศษ ชาวบ้านกำลังทำหน้าที่ในการปกป้อง

​ลุ่มน้ำอิงระบบนิเวศที่เชื่อมโยงกับแม่น้ำโขง มีฝูงปลาที่แหวกว่ายอพยพขึ้นมาวางไข่ในพื้นที่ชุ่มน้ำกว่า 400 แห่ง ทั้งลุ่มน้ำ พื้นที่ชุ่มน้ำที่เป็นระบบนิเวศบวก หลง หนอง ป่าริมน้ำคล้ายกับป่าบุ่มป่าทามในลุ่มน้ำมูล พื้นที่ชุ่มน้ำอิงเกือบทั้งหมดถูกแปรสภาพโดยการขุดลอก เพื่อหวังผลในการกักเก็บน้ำเพิ่มเติมในปริมาณที่เพิ่มขึ้น แต่สิ่งที่เกิดขึ้นกลับสวนทางกัน เกิดการทำลายนิเวศของป่าชุ่มน้ำ กระเทือนต่อวิถีชีวิตของชาวบ้าน พร้อมกับการสูญเสียงบประมาณนับพันล้าน

​ในความยาว 260 กิโลเมตร พื้นที่ลุ่มน้ำ 7,238 ตารางกิโลเมตร หรือ 4.5 ล้านไร่ ประชากรไม่น้อยกว่า 1 แสนคน ตั้งแต่พะเยาจนถึงเชียงราย ป่าชุ่มน้ำเหลืออยู่ 8,590 ไร่ จากการศึกษาพบพันธุ์ปลา 111 ชนิด สัตว์ปีก 79 ชนิด และพื้นที่ที่สุ่มตัวอย่างมีสัตว์เลี้ยงลูกด้วยนม 8 ชนิด และสัตว์ครึ่งบกครึ่งน้ำ 13 ชนิด สัตว์เลื้อยคลาน 4 ชนิด พันธุ์ไม้ที่อยู่ในพื้นที่ชุ่มน้ำทั้งยืนต้นและไม้เลื้อย 59 ชนิด จากการสำรวจครั้งล่าสุด ปลายปีพ.ศ.2558

​สภาประชาชนลุ่มน้ำอิง องค์กรประชาชนที่รวมตัวกันปกป้องสายน้ำ ซึ่งพัฒนามาจากกลุ่มชาวบ้านป่าต้นน้ำรอบกว๊านพะเยา กลุ่มเกษตรอินทรีย์หนองเล็งทราย กลุ่มชาวประมงกว๊านพะเยา ชุมชนลุ่มน้ำอิงตอนล่าง และประชาชนทั่วไปที่มีความพยายามประสานความร่วมมือกันในการทำงานร่วมกันตั้งแต่ต้นน้ำ กลางน้ำ ปลายน้ำ พวกเขาได้สร้างรูปธรรมในการอนุรักษ์ในหมู่บ้านของตัวเอง เช่น การจัดการป่าต้นน้ำ การจัดการพื้นที่ชุ่มน้ำ และเขตอนุรักษ์พันธุ์ปลา เป็นเวลากว่า 20 ปี และมีความพยายามที่จะมีส่วนร่วมในทางนโยบายกับภาครัฐ ถือเป็นภาระกิจสำคัญในยุคที่ทรัพยากรธรรมชาติตกอยู่ในภาวะวิกฤต

​2 กุมภาพันธ์ วันพื้นที่ชุ่มน้ำโลก ถือเป็นวันสำคัญอีกครั้งในการแสดงเจตนารมณ์ในการปกป้องแม่น้ำอิง โดยร่วมกันจัดทำข้อเสนอในการขึ้นทะเบียนพื้นที่ชุ่มน้ำตามอนุสัญญาพื้นที่ชุ่มน้ำ(Ramsar) ร่วมกับองค์กรด้านการอนุรักษ์โครงการเสริมสร้างความเข้มแข็งเครือข่ายและหน่วยงานท้องถิ่นเพื่อการจัดการลุ่มน้ำอิงอย่างยั่งยืน สถาบันความหลากหลายทางชีวภาพและสิ่งแวดล้อมเพื่อพัฒนาท้องถิ่นและอาเซียน มหาวิทยาลัยราชภัฏเชียงราย สมาคมแม่น้ำเพื่อชีวิต สถาบันชุมชนลุ่มน้ำโขง โฮงเฮียนแม่น้ำของ สภาประชาชนลุ่มน้ำอิงและชุมชนบ้านบุญเรือง เป็นเจ้าภาพในการจัดงาน

​อนุสัญญาพื้นที่ชุ่มน้ำ (Ramsar ) เป็นชื่อเรียกตามสถานที่ในการจัดประชุมเพื่อรับรองอนุสัญญาในวันที่ 2 กุมภาพันธ์ 2511 ณ เมืองแรมชาร์ประเทศอิหร่าน เป็นข้อตกลงของรัฐบาล 165 ประเทศ เพื่ออนุรักษ์และยับยั้งการสูญเสียพื้นที่ชุ่มน้ำของโลก ซึ่งจะต้องมีการจัดการในการใช้ประโยชน์อย่างชาญฉลาด และอนุสัญญามีผลบังคับใช้ในปี พ.ศ. 2518 มีพื้นที่ที่ได้รับการขึ้นทะเบียนทั่วโลก 2,119 แห่ง แยกเป็นระดับท้องถิ่น ระดับชาติ และระดับนานาชาติ ตามความหลากหลายทางชีวภาพ พันธุ์สัตว์ป่าและพันธุ์นกหายาก

​ประเทศไทยเข้าเป็นภาคีในลำดับที่ 110 ในพันธะกรณีมีผลบังคับใช้ในวันที่ 13 กันยายน พ.ศ. 2541 และตามมติคณะรัฐมนตรี 1 สิงหาคม พ.ศ. 2543 มีเนื้อที่รวม 22.88 ล้านไร่ ได้รับการขึ้นทะเบียนในระดับนานาชาติทั้งหมด 69 แห่ง ระดับชาติ 49 แห่ง ระดับท้องถิ่น 19,295 แห่ง ในรายงานของสำนักนโยบายและแผนสิ่งแวดล้อมแห่งชาติ พื้นที่ลุ่มน้ำอิงมีกว๊านพะเยาอยู่ในบัญชีพื้นที่ชุ่มน้ำระดับนานาชาติ และหนองเล็งทรายอยู่ในระดับชาติ

​ในขณะที่มุมมองของการพัฒนาภายใต้นโยบายของรัฐ กำลังสวนทางการอนุรักษ์ของประชาชน พ่อเฒ่าชาวประมงและชาวบ้านริมฝั่งแม่น้ำ ยังคงเฝ้ามองสายน้ำอย่างเป็นห่วงเป็นใยมีความหวังและมีส่วนร่วมในการปกป้องสายน้ำกับความอุดมสมบูรณ์ที่หลงเหลืออยู่ วิถีของคนท้องถิ่นที่พึ่งพาทรัพยากรธรรมชาติให้อยู่ชั่วลูกชั่วหลาน แม้พวกเขาจะไม่ได้ถืออำนาจรัฐอยู่ในมือ แต่มีหน้าที่ของปวงชนชาวไทย สิทธิของบุคคล-ชุมชน ในการอนุรักษ์ ฟื้นฟู หรือส่งเสริมภูมิปัญญา ศิลปะวัฒนธรรม ขนบธรรมเนียม และจารีตประเพณี อันดีงามของท้องถิ่นและของชาติ รวมถึง จัดการบำรุงรักษา และใช้ประโยชน์จากทรัพยากรธรรมชาติ สิ่งแวดล้อม และความหลากหลายทางชีวภาพอย่างสมบูรณ์และยั่งยืน ตามรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย
——-

สมเกียรติ เขื่อนเชียงสา
สมาคมแม่น้ำเพื่อชีวิต
เครือข่ายอนุรักษ์ทรัพยากรธรรมชาติและวัฒนธรรมลุ่มน้ำโขง-ล้านนา

Share.

Comments are closed.