ชาวบ้านสงขลา-ปัตตานีปักหลักหน้าทำเนียบต่อเนื่อง หลายฝ่ายเห็นชี้พิรุธกระบวนการรับฟัง-ขัด รธน. 60 หวั่นผลกระทบข้ามจังหวัด แฉนายทุนกว้านซื้อที่ดิน-ออกโฉนดมิชอบ 417 ไร่ จี้รัฐบาลเผยความจริงเร่งดันโครงการมากกว่าเหตุผลด้านพลังงาน

0

เมื่อวันที่ 4 กุมภาพันธ์ 2561 ที่หน้าทำเนียบรัฐบาล ตัวแทนชาวบ้านในนามเครือข่ายคนสงขลา- ปัตตานีไม่เอาโรงไฟฟ้าถ่านหินได้ปักหลักชุมนุมต่อเนื่องเป็นวันที่หก เพื่อเรียกร้องให้รัฐบาลยุติโครงการโรงไฟฟ้าถ่านหินเทพาและท่าเทียบเรือสำหรับโรงไฟฟ้า อ.เทพา จ.สงขลา

สำหรับบ่ายวันนี้ชาวบ้านได้ตั้งวงเสวนาข้างถนนหัวข้อ “ทำไมเทพา ต้องมากรุงเทพฯ” โดยมีตัวแทนชาวบ้าน นักวิชาการ และนักฏหมาย ร่วมแลกเปลี่ยนความคิดเห็น ขณะที่ตำรวจได้ส่งเจ้าหน้าที่มาร่วมสังเกตการณ์อย่างใกล้ชิด

รศ.ดร.เรณู เวชรัชต์พิมล อาจารย์ประจำภาควิชาชีววิทยา คณะวิทยาศาสตร์ มหาวิทยาลัยศิลปากร กล่าวว่า ในรายงานผลกระทบสิ่งแวดล้อมและสุขภาพ(EHIA) ของโครงการโรงไฟฟ้าถ่านหินเทพา ไม่มีการประเมินทางเลือกด้านพลังงาน คือกำหนดเพียงอย่างเดียวว่าจะต้องนำพื้นที่กว่า 2,800 ไร่ มาสร้างโรงไฟฟ้าถ่านหิน ทั้งที่ชุมชนมีความเป็นมากว่า 800 ปี มีศาสนสถานทั้ง วัด มัสยิด กุโบร์ ซึ่งผลกระทบไม่ได้เกิดฌฉพาะในพื้นที่โครงการ แต่ยังกระจายสู่โดยรอบ เพราะการสร้างท่าเทียบเรือยาว 3-5 กิโลเมตร ยื่นไปในทะเล เป็นสิ่งที่ไม่เหมาะสมกับพื้นที่ ที่ยังมีความสมบูรณ์ของป่าชายเลน เป็นแหล่งรับสารอาหารจากน้ำที่ไหลหลากจากเทือกเขาสันกาลาคีรี ทำให้เกิดแพลงตอน และมีน้ำที่มีระดับความเค็มแตกต่างกัน จึงเหมาะสมต่อสัตว์น้ำวัยอ่อนที่จะเป็นแหล่งขยายพันธุ์ของสัตว์น้ำในทะเล แต่ในรายงานกลับระบุว่าเป็นพื้นที่เสื่อมโทรม มีโลหะหนัก มีสัตว์น้ำไม่กี่ชนิด ซึ่งขัดแย้งกับข้อเท็จจริงในพื้นที่ ดังนั้นหากปล่อยให้มีการขนส่งถ่านหินกว่า 23,000 ตันต่อวันมาที่เทพา หากเถ้าถ่านหินตกไปในทะเล ก็จะสะสมในทะเลจนเป็นเลนสีดำเหมือนกันที่เกิดขึ้นที่มาบตาพุด

นายกิตติภพ สุทธิสว่าง ผู้ประสานงานเครือข่ายจะนะรักษ์ถิ่น กล่าวว่า วิถีชีวิตอันมีคุณค่าของชาวบ้านหลากหลายอาชีพ เป็นสิ่งที่สั่งสมมานับพันปี กว่าจะปรับตัวกับภูมิประเทศและเรียนรู้ทักษะชีวิต แต่รัฐบาลกลับรีบเร่งโครงการโรงไฟฟ้าถ่านหิน ทั้งที่ชาวบ้านออกไปทอดแหได้ปลาราคากิโลกรัมละ 200-300 บาท ถ้าหาได้มากก็ขายได้นับหมื่นบาท เป็นอาชีพที่รัฐบาลไม่ต้องไปส่งเสริมหรือเข้าไปช่วยเหลือเหมือนการปลูกยางพารา ที่วันนี้ราคาเหลือเพียง 100 บาท ต่อ 3-4 กิโลกรัม แต่วันหนึ่งมีโครงการโรงไฟฟ้าถ่านหินขนาด 2,200 เมกกะวัตต์ จะมามาสร้างที่ชุมชน ชาวบ้านศึกษาพบว่ากำลังผลิตไฟฟ้าของประเทศไทยยังเกินความต้องการ เดินทางไปดูที่โรงไฟฟ้าถ่านหินแม่เมาที่ จ.ลำปาง ชุมชนที่นั่นอยู่แทบไม่ได้ ดังนั้นชาวบ้านที่อยู่กันอย่างเป็นสุขอยู่แล้วจึงไม่ต้องการโรงไฟฟ้าถ่านหิน แต่คนที่คิดผลักดันโครงการคิดอย่างเดียวว่าจะเอาถ่านหินที่ประมูลได้จากอินโดนีเซียมาเผาที่เทพา ดังนั้นเราจึงต้องขึ้นมาบอกผู้มีอำนาจ

“เทพาก็เป็นส่วนหนึ่งของประเทศไทย ถ้าไม่มีเทพาก็ไม่มีประเทศไทย ถ้าไม่มีแหล่งอาหาร ไม่มีแหล่งท่องเที่ยว แล้วเราจะส่งต่ออะไรให้ลูกหลาน ถ่านหินกองเท่าตึก 66 ชั้น ฟุ้งกระจายได้นับพันกิโลเมตร คนภาคใต้จะอยู่กันอย่างไร ดังนั้นตอนนี้คนใต้จึงเริ่มตั้งคำถามกับรัฐบาลแล้วว่าคิดยังไงต่อคนใต้” นายกิตติภพ กล่าว

นายดิเรก เหมนคร ตัวแทนเครือข่ายคนสงขลา-ปัตตานีไม่เอาโรงไฟฟ้าถ่านหิน กล่าวว่า อ.เทพาเป็นเมืองที่ติดต่อกับจังหวัดปัตตานี จึงมีวัฒนธรรมเชื่อมร้อยกับทั้งเมืองสงขลาและเมืองปัตตานีตั้งแต่สมัยอยุธยา ทำให้ได้รับอิทธิพลทางวัฒนธรรมจาก 2 หัวเมือง คือ พูดได้ทั้งภาษาถิ่นใต้และภาษามลายูถิ่น เป็นเมืองพหุวัณนธรรม มีวิถีชีวิตสันติ โดยอ่าวปัตตานีหรือที่เราเรียกว่า ตะโล๊ะปาตานี ในความเชื่อมของมุสลิมแล้ว เราเชื่อว่าเป็นพื้นที่ที่พระเจ้าสร้างมาอย่างปราณีต เป็นแหล่งกำเนิดลิเกฮูลู และโนราห์ มีแม่น้ำหลายสายไหลลงสู่อ่าว มีป่าโกงกางสมบูรณ์กว้างใหญ่นับหมื่นไร่ และมีชุมชนดั้งเดิมนับร้อยซ่อนตัวในพื้นที่ป่าชายเลน เป็นที่อยู่ของคนหลายแสนคน เกิดวิถีประมงพื้นบ้าน ถ้าดูจากแผนที่ทหารก็ระบุชัดว่าเป็นพื้นที่เพาะพันธุ์สัตว์น้ำ ดังนั้นเรื่องผลกระทบจึงไม่สามารถศึกษาเฉพาะพื้นที่เทพาเท่านั้น เพราะระบบนิเวศตั้งแต่ทะเลสาบสงขลาไปจนถึงอ่าวปัตตานีเป็นระบบนิเวศที่เชื่อมต่อกัน

นายปิยะโชติ อินทรนิวาส หัวหน้าศูนย์ข่าวภาคใต้ เครือผู้จัดการ กล่าวว่า โรงไฟฟ้าถ่านหินเทพาเป็นส่วนหนึ่งของแผนพัฒนาภาคใต้ ที่มีแผนสร้างโรงไฟฟ้าถ่านหินในหลายพื้นที่ เช่น กระบี่ ปานาระ สตูล หัวไทร ท่าศาลา ชุมพร และประจวบ โดยเป็นโครงการที่มีความเชื่อมโยงกัน เช่น โรงไฟฟ้าถ่านหินที่สงขลาและสตูลจะเชื่อมด้วยแลนด์บริดจ์ เชื่อมต่อท่าเรือปากบารามาถึง จ.สงขลา มีการสร้างทางรถไฟ ท่อก๊าซ ทั้งหมดคือโครงสร้างพื้นฐานของยุทธศาสตร์เซาเทิร์นซีบอร์ดหรือโครงการพัฒนาพื้นที่ชายฝั่งทะเลภาคใต้ ซึ่งปัจจุบันกลายเป็นส่วนหนึ่งของการพัฒนาสามเหลี่ยมเศรษฐกิจ ที่รัฐบาลมีแผนยุทธศาสตร์ร่วมมือกับมาเล อินโด ที่ทำให้ภาคใต้กลายเป็นศูนย์กลางพลังงานโลก ด้วยยุทธศาสตร์การเอาน้ำมันและสินค้าขนส่งข้ามโลก โดยนำน้ำมันดิบจากตะวันออกกลางมากลั่นในไทยแล้วส่งต่อไปสู่โลกฝั่งตะวันออก ดังนั้นสิ่งที่จะเกิดตามมา คือพื้นที่ภาคใต้จะถูกเปลี่ยนเป็นอุตสาหกรรมปิโตรเคมีขนาดใหญ่

ดร.อาภา หวังเกียรติ อาจารย์คณะวิศวกรรมสิ่งแวดล้อม มหาวิทยาลัยรังสิต กล่าวว่า อ่าวปัตตานีมีความเป็นระบบนิเวศเฉพาะ เพราะมีสายน้ำสำคัญ 4 สาย ที่นำพาความอุดมสมบูรณ์มาจากเทือกเขาสันกาลาคีรี ปัญหาเมื่อมีการตั้งโรงไฟฟ้าถ่านหินจึงย่อมมีผลกระทบต่อสายน้ำ ซึ่งในรายงาน EHIA ไม่สามารถศึกษาแบบแยกส่วนได้ ต้องดูภาพรวมของนิเวศที่เปลี่ยนไปได้ด้วย เพราะการบริการจากสายน้ำที่ลงสู่อ่าว ความเปลี่ยนแปลงทางนิเวศทั้งหมดกระทบต่อระบบเศรษฐกิจและสภาพสังคมของชุมชนอย่างไร ซึ่งไม่มีการระบุถึงในรายงานฉบับนี้

“ไม่ต่างจากป่าสักทองที่แก่งเสือเต้น อ่าวปัตตานีเป็นระบบนิเวศที่สุดยอด ที่หากเกิดผลกระทบก็จะเป็นการทำลายความพิเศษของนิเวศ จึงไม่สามารถใช้วิธีศึกษาผลกระทบแบบวงกลมรัศมีได้ เพราะระบบนิเวศมีความเฉพาะและเชื่อมโยง นอกจากนี้กระบวนการตัดสินใจโครงการตั้งแต่ต้นประชาชนไม่รู้และไม่มีส่วนร่วม รู้ก็ต่อเมื่อบริษัทที่ปรึกษาเข้ามาศึกษาแล้ว เวทีแสดงความคิดเห็นก็มีปัญหาที่เน้นเชิงปริมาณ เอาคนมาเข้าร่วมให้มากที่สุด แต่ไม่เน้นคุณภาพ หรือให้คนที่ได้รับผลกระทบโดยตรงได้มีส่วนร่วม” ดร.อาภา กล่าว

นางสาว ส.รัตนมณี พลกล้า ทนายความจากมูลนิธิศูนย์ข้อมูลชุมชน กล่าววว่า ต้องตั้งคำถามว่ากระบวนการแสดงความคิดเห็นของโครงการโรงไฟฟ้าถ่านหินเทพา ได้ดำเนินการตามมาตราฐานสากลหรือไม่ เพราะมีการกำหนดกลุ่มคนเข้าร่วมเวทีแสดงความคิดเห็นไว้แล้ว และพบว่ามีการกักกันชาวบ้านที่ได้รับผลกระทบไม่ให้ร่วมเวที ทั้งการให้เวลาแสดงความคิดเห็นไม่เพียงพอ หรือกีดกันไม่ให้เข้าร่วมเวที ชาวบ้านพยายามยื่นร้องเรียนต่อนายกรัฐทนตรีที่ จ.สงขลา ก็ถูกห้าม ซึ่งรัฐธรรมนูญปี 2560 ได้ระบุว่าประชาชนมีสิทธิที่จะปกป้องชุมชนและสิ่งแวดล้อม แต่กระบวนการรับฟังความคิดเห็นทั้งหมด ไม่มีกระบวนการที่เปิดโอกาสให้ตามสิทธิที่ระบุในรัฐธรรมนูญ เช่นเดียวกับกรณีโรงไฟฟ้าถ่านหินกระบี่

“โครงการเหล่านี้อยู่ในแผนพีดีพี(แผนพัฒนากำลังผลิตไฟฟ้า) โดยที่ประชาชนไม่รู้ไม่มีสิทธิหรือส่วนร่วมในการตัดสินใจ แสดงว่าที่ผ่านมาพี่น้องไม่เคยได้ร่วมตัดสินใจ อีเอชไอเอก็เป็นเพียงกระบวนการเพื่อให้ผ่านโครงการ ดังนั้นต้องมีการเปลี่ยนแปลงกระบวนการเหล่านี้ อย่ามองว่าการชุมนุมเป็นอุปสรรคในการพัฒนา แต่ต้องมองว่าเป็นกระบวนการให้ข้อมูลแก่รัฐ ซึ่งเคยมีคำพิพากษาศาลปกครองสูงสุดในคดีท่อก๊าซไทย-มาเลเซียว่า การชุมนุมเป็นช่องทางของประชาชนในการให้ข้อมูลแก่รัฐ รัฐจึงควรอำนวยความสะดวกในการชุมนุมแก่ประชาชน” กล่าว

นายบรรจง นะแส นายกสมาคมรักษ์ทะเลไทย กล่าวว่า กรณีโรงไฟฟ้าถ่านหินเทพา รัฐบาลควรลงไปตรวจสอบการผลักดันโครงการ เพราะในพื้นที่มีนายทุนลงไปกว้านซื้อที่ดินเพื่อรวบรวมที่ดินของชาวบ้าน โดยมีการวางมัดจำทำสัญญาจะซื้อจะขาย ที่ดินซึ่งส่วนใหญ่ของชาวบ้านไม่สามารถออกโฉนดได้ แต่เมื่อปี 2556 กลับถูกแปลงเป็นโฉนดไปแล้ว 417 ไร่ ต้องมีการลงไปตรวจสอบว่าใครมีผลประโยชน์เกี่ยวข้องกับโครงการโรงไฟฟ้าถ่านหินเทพา หรือคนในการไฟฟ้าฝ่ายผลิตจะมีผลประโยชน์ทับซ้อนในการซื้อขายที่ดิน รัฐบาลควรบอกความจริงกับประชาชนว่า โครงการนี้ไม่ได้ถูกผลักดันเพราะเหตุผลเรื่องพลังงานเท่านั้น

ทั้งนี้กลุ่มผู้ชุมนุมืนยันว่าจะปักหลักที่หน้าทำเนียบรัฐบาลต่อไป เนื่องจากการที่รัฐบาลออกมาประกาศเลื่อนโครงการโรงไฟฟ้าถ่านหินเทพา จ.สงขลา ออกไปอีก 3 ปีนั้น เป็นเพียงการชะลอไม่ใช่การยุติโครงการตามข้อเรียกร้องของประชาชน

////////////////////

Share.

Comments are closed.