ครูน้อยในไร่ส้ม และความฝันถึง “ถิ่นใหม่” ของหนุ่มไทใหญ่

0

โดย นวนันท์ ประทุม

ในวันที่ 7 กุมภาพันธ์ 2561 เป็นอีกวันหนึ่งที่ชายหนุ่มเฝ้านับวันรอ หวังว่าจะเก็บเงินพอให้ข้ามเขตแดนฝั่งไทยไปยังถิ่นฐานบ้านเกิดในรัฐฉาน แต่ในปีนี้ เขาได้แต่ส่งใจระลึกถึงการเฉลิมฉลองวันชาติของชาวไทใหญ่

“หม่อง ลุงจาย” หนุ่มวัย 23 ปี พลัดถิ่นเกิดมา 11 ปีแล้ว แต่เขายังผูกจิตวิญญาณไว้กับ ‘ความเป็นคนไต’ จากชื่อในเฟซบุ๊ค “Tai Freedom” สะท้อนเจตจำนงเสรีของคนพลัดถิ่น เมื่อมองย้อนมองหม่องในวัย 12 ปี ห้วงเวลานั้นมีเพียงการบวชเท่านั้น ที่ใช้เป็นข้ออ้างหนีการเกณฑ์ทหารของรัฐฉาน และหนีการฆ่าเผาหมู่บ้านจากทหารพม่า ทางรอดสุดท้ายของเขาคือการครองจีวรหนีตายจากเมืองพันเกาะ ข้ามแม่น้ำสาละวินมาฝั่งไทย

 

 

เขาอพยพมาที่เมืองฝาง ดินแดนที่พี่สาวหนีมาก่อนหน้า ต่อมาพ่อแม่จึงหนีตามมาทำงานในไร่ส้ม เขาอาศัยข้าวก้นบาตรจากหลวงพ่อ ได้เล่าเรียนหนังสือจากความเมตตาของหลวงพ่อและผู้ใหญ่ใจดี จึงทำให้ได้รับโอกาสทางการศึกษา กระทั่งปัจจุบันเขาเรียนระดับปวช. สาขาอิเล็กทรอนิกส์ วิทยาลัยการอาชีพฝาง หม่องเป็นคนแรกที่เรียนสูงที่สุดในบรรดาลูกหลานแรงงานไร่ส้ม เขาตั้งใจว่าจะส่งต่อความรู้สู่เพื่อนคนไทใหญ่ ชาวดาราอั้ง และชนชาติพันธุ์อื่นๆ ที่อพยพมาขายแรงงานในไร่ส้ม

ทุกวันนี้เขายังอยู่ในไร่ส้มแห่งหนึ่ง ที่มีอาณาเขตนับพันไร่ ในอำเภอฝาง จังหวัดเชียงใหม่ ซึ่งมีพี่น้องชาติพันธุ์ที่เป็นแรงงานอพยพอาศัยรวมกันกว่า 200 ครัวเรือน

เมื่อมีครอบครัวย่อมมีลูกหลานและการเติบโต หม่องเฝ้ามองการเติบโตของรุ่นน้อง ทำให้เขาวิตกว่าถ้าเด็กๆ เติบโตไปโดยไม่รู้หนังสือจะเป็นอย่างไร เมื่อสองปีที่แล้ว เขาจึงริเริ่มเปิดห้องเรียนสอนภาษาไทใหญ่และภาษาไทยให้กับเด็กๆ ต่อมาจึงมีนักเรียนรุ่นใหญ่ คือ ลุงป้า น้าอา เข้าเรียนด้วยทุกค่ำคืน

“ครูหม่อง” คือคำเรียกจากปากเหล่านักเรียนกว่า 40 ชีวิต ที่เฝ้ารอคอยช่วงเวลา 1 – 3 ทุ่ม เป็นช่วงที่ครูหม่องเปิดสอนวิชาภาษาไทใหญ่และภาษาไทยในไร่ส้ม นักเรียนมีหลากวัยและหลายชาติพันธุ์ แต่ทั้งหมดคือแรงงานอพยพในไร่ส้ม แม้ว่าคำเรียกว่า “ครู” สร้างความภูมิใจให้หม่อง แต่ลึกๆ เขารู้ว่าตัวเองเป็นเพียง ‘ครูเถื่อน’ ทั้งยังเป็น ‘คนเถื่อน’ ที่ถือบัตรพาสปอร์ต CI (Certificate Identity) หรือบัตรแรงงาน ทุก 2 เดือนต้องไปรายงานตัว เมื่อครบ 4 ปี ต้องทำบัตรใหม่ และท้ายสุดเมื่ออายุ 55 ปี ต้องออกจากประเทศไทย หากยังไม่ได้รับรองสัญชาติไทย

กิจกรรมการสอนหนังสือของ ‘ครูหม่อง’ ภายในห้องเรียนขนาดเล็กที่ก่ออิฐง่ายๆ มีกระดาน ปากกา โต๊ะ เก้าอี้ และเครื่องเสียง ที่ได้รับบริจาคจาก ‘คนใจดี’ ที่ได้รับรู้เรื่องราวจากเฟซบุ๊คส่วนตัวของหม่อง ในช่วงเวลา 1 – 3 ทุ่ม หม่องเริ่มสอนนักเรียนจากวิชาการอ่านและการเขียนภาษาไทใหญ่ แล้วจึงต่อการอ่านเขียนภาษาไทยกลาง โดยแบ่งนักเรียนเป็นนักเรียนระดับพื้นฐานและระดับฝึกทักษะสูงขึ้น ซึ่งจะมีช่วงวัยคละกัน บรรยากาศในห้องเรียนครึกครื้นที่เสียงนักเรียนอ่านตามอักษรบนกระดาน จนถึงช่วงเลิกเรียน นักเรียนหลากวัยจึงกลับเข้าห้องพัก บรรยากาศเงียบลงพร้อมกับความมืดมิด

แคมป์คนงานต่างด้าวในไร่ส้ม ไม่ต่างจากแดนสนธยา ห้องเรียนในไร่ส้มจึงเป็นการจุดเทียนเล่มเล็กๆ ส่องให้เห็นความหวังที่มากกว่าการจองจำตนเองไว้ในวิถีคนงานต่างด้าว แต่กว่าจะมาเป็นห้องเรียนที่มีอุปกรณ์การสอนเช่นวันนี้ หม่องเริ่มต้นจากการมองเห็นช่วงเวลาว่างและพื้นที่ว่างเปล่าไม่ได้ใช้ประโยชน์ข้างแคมป์คนงาน เขาจึงเริ่มเดินก้าวแรกข้ามเขตแดนคนงานด้วยหัวใจอาสา สอนความรู้เท่าที่เขารู้ แต่เบื้องลึกของเขาหวังว่าจะก้าวไปไกลกว่านั้น

ตลอดเส้นทางการเรียนของหม่องมักจะมีแรงเสียดทานจากพี่สาวและพ่อแม่ ที่อยากให้ไปทำงานในไร่ส้ม แต่สำหรับหม่องกลับไม่เคยคิดที่จะเป็นคนงานไร่ส้มเหมือนคนอื่น

เมื่อพ่อแม่ไม่ให้เรียนและไม่มีเงินส่งเสีย อีกทั้งเงินทุนที่ได้รับยังไม่เพียงพอ ทำให้หม่องต้องมองหางานที่จะส่งเสริมให้เขาได้ไปถึงฝัน หม่องจึงขอเป็นอาสาสมัครที่รับเงินเบี้ยเลี้ยงเพียงน้อยนิด แต่ก็พอให้เขามีความหวังที่จะเรียนต่อ หม่องเริ่มงานที่มูลนิธิ Fortune Community Health Group เป็นผู้ช่วยประสานงาน ทำให้มีที่อยู่ฟรี ทำให้มีที่ค้างคืนระหว่างโรงเรียนกับไร่ส้ม พื้นที่มูลนิธิคือศูนย์เรียนรู้ที่เปิดโอกาสให้เด็กๆ ชาติพันธุ์ได้มาอ่านหนังสือ เล่นเกมส่งเสริมการเรียนรู้ สำหรับหม่องยังเป็นสถานที่ที่เขาได้ประดิษฐ์ผลงานทางอิเล็กทรอนิกส์

พื้นที่มูลนิธิแห่งนี้ ได้รับความอนุเคราะห์จากครูประเสริฐ ปัญญาวงศ์ ซึ่งเป็นคนไทใหญ่อพยพรุ่นแรกที่มาบ้านเวียงหวาย ครูประเสริฐค่อยๆ สร้างฐานะ เป็นครูภูมิปัญญาท้องถิ่น เป็นคนไทใหญ่ที่ได้รับการยอมรับนับหน้าถือตาในหมู่บ้าน จึงสร้างแหล่งเรียนรู้ให้กับเด็กไร้สัญชาติ ที่นับวันจะไม่สนใจการเรียนแต่หันไปเสพยา หม่องมองว่าครูประเสริฐคือแบบอย่างการสร้างฝัน ที่สักวันเขาจะสามารถสร้างฝันในถิ่นใหม่ให้เป็นจริง

‘ถิ่นใหม่’ คือสถานที่หรือแห่งหนไหน แม้แต่ตัวหม่องเองยังมองไม่เห็นชัดนัก แต่หม่องมีความฝันและลงมือทำอยู่ทุกวัน ด้วยต้นทุนที่เขาได้รับการหยิบยื่นจากคนรอบข้าง ก็ยังนับว่าน้อยนิดกับการก้าวสู่เส้นทางความฝัน แต่เขาก็ไม่ย่อท้อ ยังแบ่งปันความรู้ หม่องเจียดเงินที่พอมีซื้อลูกบอล วอลเลย์บอล ตาข่าย มาสร้างสนามกีฬา จนกลายเป็นโรงเรียนขนาดย่อม โรงเรียนแห่งนี้คือที่เพาะความฝันของแรงงานต่างด้าวที่แม้ไม่รู้ว่าจะมีสิทธิหรือเส้นทางอื่นนอกจากขายแรงงาน ติดตามหม่องสู่โรงเรียนในไร่ส้ม ที่หม่องฝันว่าจะสร้าง ‘ครูน้อย’ คนใหม่ๆ อีกหลายคน

เสียงเพลงกระหึ่มพร้อมการสวนสนามพิธีเฉลิมฉลองวันชาติไทใหญ่บนดอยไตแลงดังผ่านโลกโซเชียล ทำให้ครูหนุ่มหัวใจเต้นตึกตักทุกครั้งที่ได้เห็นได้ยิน แม้ตัวเขาปรารภนาอยากคืนสู่อ้อมกอดของถิ่นฐานเก่า แต่มิอาจทำได้เพราะทหารพม่ายังคงเนืองแน่นในพื้นที่ วันนี้ของเขาจึงได้แค่ฝันถึง “ถิ่นใหม่” ที่ยังไม่มีจริง

———–

Share.

Comments are closed.