อีกมุมมองคนรักช้าง ในวันช้างไทย ควรรักเขาแบบไหน

0

เรื่องโดย จารยา บุญมาก

ก่อนวันที่ 13 มีนาคม 2561 สำนักข่าวโทรทัศน์แห่งหนึ่งเผยแพร่คลิปถึงกิจกรรมการแสดงโปโลช้าง ที่มีการนำช้างเร่ร่อนมาฝึกให้ร่วมทีมแข่งโปโล โดยทำหน้าที่แบกรับนักแข่งให้นั่งคู่กับควานช้าง ในข่าวระบุว่า ทางผู้จัดได้เตรียมช้างกว่า 20 เชือกและระดมทีมสัตว์แพทย์เพื่อดูแลช้าง รวมทั้งจัดสภาพแวดล้อมเพื่อให้ช้างมีคุณภาพชีวิตที่ดี มีความสุขจากการลงแข่งขันโปโล และกิจกรรมนี้เกิดขึ้นมาหลายปีแล้ว

ขณะที่หนังสือพิมพ์ฉบับหนึ่งรายงานว่านับตั้งแต่การจัดกิจกรรมโปโลครั้งแรกจนถึงปี 2560 มีรายได้สะสมประมาณ 50 ล้านบาท รายได้ดังกล่าวผู้จัดนำไปใช้สนับสนุนโครงการต่างๆ เพื่อชีวิตที่ดีขึ้นของช้างป่าและช้างบ้านในประเทศไทย ส่วนรายได้จากการจัดงานในปี 2561 นี้ จะนำไปสนับสนุนหลายโครงการ หนึ่งในนั้นคือ ปรับปรุงคุณภาพชีวิตของช้างและควาญช้างในจังหวัดสุรินทร์

นั่นเป็นเพียงส่วนหนึ่งของกิจกรรที่มีช้างไทยเข้าร่วม ซึ่งเกิดขึ้นในเวลาไม่ถึง 1 เดือนก่อนวันช้างไทย ในวันที่ 13 มีนาคมของทุกปี ซึ่งน่าสนใจว่าแล้วในช่วงของเหตุการณ์ปกติ ไม่มีกิจกรรมแข่งโปโลช้างหรือกีฬาประเภทอื่น ช้างกว่า 30 เชือกที่ว่า ใช้ชีวิตอยู่อย่างไร ? แล้วการแก้ปัญหาโดยนำช้างเข้าสู่กระบวนการแข่งขันกีฬาในเมืองนั้นเหมาะสมเพียงใด ที่สำคัญเป็นแก้ปัญหาอย่างยั่งยืนหรือไม่

นายสัตวแพทย์ สามารถ ประสิทธิ์ผล ประธานมูลนิธิบ้าน ช.ช้างชรา (Elephants world ) จ.กาญจนบุรี พูดถึงปัญหาช้างเร่ร่อนจากประสบการณ์ว่า ในความหมายของคนไทยช้างเร่ร่อนอาจหมายถึงช้างที่เดินถนนในเมืองแล้วมีคนขายอาหารเพื่อให้นักท่องเที่ยวได้ซื้ออาหาร อ้อย กล้วย ป้อนช้าง ซึ่งปัญหาช้างเดินเร่ขายอาหารเป็นปัญหาซับซ้อนและแบ่งได้ 2 กลุ่ม คือกลุ่มแรกเป็นเจ้าของช้าง ซึ่งทำหน้าที่เป็นควานช้างพาช้างเดินเอง แต่เป็นแค่งานอดิเรกช่วงฝึกช้างเพื่อทำงานเท่านั้น ส่วนกลุ่ม 2 ไม่ใช่ควานช้าง แต่เป็น “ผู้เช่า” ซึ่งเป็นกลุ่มใหญ่ที่ทำมานานจ่ายค่าเช่าช้างเด็กรุ่นอายุ 4-5 ปีเดินเร่ขายอาหาร โดยคนที่ยอมควักกระเป๋าจ่ายมีทั้งกลุ่มคนที่สงสารช้าง และกลุ่มคนที่รักสนุกอยากใกล้ชิดช้าง และถ่ายรูป เท่านั้น แต่ไม่มีใครอยากเรียนรู้พฤติกรรมช้างอย่างลึกซึ้ง

นายสัตวแพทย์ฝากประเด็นไว้อย่างน่าสนใจว่า เรื่องจำนวนช้างที่ออกมาเดินเร่ขายของนั้น เท่าที่ทราบไม่มีข้อมูลจากหน่วยงานใดให้รายละเอียด แต่จากประสบการณ์ที่ได้รับเรื่องร้องเรียนจากบุคคลภายนอกเกี่ยวกับช้างและควานเดินขายอาหาร ส่วนมากเมื่อไปถึงพบว่า ช้างที่เดินเร่ขายมักเป็นช้างอายุน้อยและผู้ขายอาหารเป็นแค่ “ผู้เช่าช้าง” ที่เช่าเป็นรายเดือน ๆละ 10,000-15,000 บาท โดยส่วนมากจะเลือกช้างเด็กหรือวัยรุ่นเพราะเป็นที่สนใจของคนและมักเป็นช้างที่มีที่อยู่ถาวร มีไมโครชิพ มีทะเบียนอยู่แล้ว ซึ่งมูลนิธิฯเองไม่สามารถรับหรือให้การช่วยเหลือช้างประเภทดังกล่าวได้ เว้นแต่พบการทารุณ หรือใช้งานหนักไม่เหมาะกับสภาพร่างกายของช้าง

นายสัตวแพทย์สามารถได้ยกตัวอย่างกรณีช้างเชือกหนึ่งที่ชื่อว่า “หน่อโพ” ซึ่งกำลังท้องแก่ ทางมูลนิธิฯ ได้รับแจ้งว่า เขาถูกใช้งานระหว่างตั้งครรภ์ ทางมูลนิธิฯ จึงรับมาเลี้ยงดู แต่กรณีรับแจ้งแล้วทางมูลนิธิฯตรวจสอบข้อมูลพบว่าช้างที่เดินถนนเป็นช้างสุขภาพดีจึงไม่มีสิทธิ์ไปดำเนินการ เว้นแต่ช้างได้รับบาดเจ็บระหว่างทำงานแล้วต้องการความช่วยเหลือเร่งด่วน ส่วนข้อที่ว่าจะไถ่ชีวิตมาหรือไม่ ต้องพิจารณารายละเอียดแวดล้อมอื่นด้วย

“โดยส่วนตัวผมเชื่อว่าถ้าเจ้าของดูแลเองคงไม่ใช้งานหนักแน่ๆ เพราะเขามักมีความผูกพันกับสัตว์เลี้ยง ที่สำคัญในการครอบครองช้าง เลี้ยงช้าง แน่นอนว่าเจ้าของต้องมีอาหารไว้ มีพื้นที่เลี้ยงช้างไว้ส่วนหนึ่งอยู่แล้ว การใช้งานช้างคงหลีกเลี่ยงไม่ได้ แต่เราต้องดูความเหมาะสมด้วย บางทีเขาป่วย เหนื่อย เขาได้พักบ้าง การปล่อยช้างเช่านั้นยังเป็นธุรกิจที่ทำกันเป็นขบวนการ หากคนไทยจะหยุดพฤติกรรมนี้ ก็ต้องยกเลิกการให้การช่วยเหลือช้างเดินขายอาหาร แล้วหันไปช่วยช้างโดยตรงในศูนย์เลี้ยงช้างใกล้ๆ หรือศูนย์ชุมชนที่ตนให้ความไว้ใจ เพราะหากจ่ายเงินต่อช้างที่เดินถนนในเมืองมากๆ ก็เท่ากับว่าต่อยอดธุรกิจ”

ประเทศไทยเป็นที่รู้จักของทั่วโลกเพราะส่วนหนึ่งมีการท่องเที่ยวนิยมช้าง ไม่ว่าจะเป็นการนั่งหลังช้าง การแสดงช้าง ฯลฯ ในขณะที่วงการอุตสาหกรรมป่าไม้ก็ยังมีการใช้งานช้างมากมาย อย่างเลี่ยงไม่ได้ แต่ทั้งหมดนี้เกิดขึ้นมา ล้วนมีปัจจัยของคนเที่ยวเข้ามาเกี่ยวข้อง ตราบใดที่คนไทยยังเที่ยวช้างแบบกดขี่ ธุรกิจพวกนี้ย่อมยังดำเนินไป

นายสัตวแพทย์สามารถ จึงเริ่มมองเห็นความสำคัญของการเที่ยวกับช้างในรูปแบบอนุรักษ์ ซึ่งนั่นจะเป็นทางออกเดียวของการหยุดธุรกิจที่ทำลายคุณภาพชีวิตช้าง ซึ่งในประเทศไทยมีศูนย์และมูลนิธิฯหลายแห่งทำงานเกี่ยวกับการคุ้มครองดูแลช้างเลี้ยง และหนึ่งในนั้นคือ มูลนิธิบ้านช.ช้างชรา ซึ่งก่อตั้งขึ้นมาเมื่อปี 2551 ด้วยการเริ่มดูแลช้างชรา ช้างปลดระวาง ช้างป่วย และพิการ 3 เชือก จนถึงปัจจุบันขยายงานไปสู่การไถ่ชีวิตช้างที่ทำงานหนักทั้งในภาคอุตสาหกรรมไม้และภาคท่องเที่ยวโดยมีช้างในอุปการะ 29 เชือก ซึ่งเปิดรับนักท่องเที่ยวเชิงอาสาสมัครทั่วโลกให้เข้ามาฝึกประสบการณ์การเลี้ยงช้างทั้งในด้านบริการช้างและจัดเผยแพร่ความรู้เกี่ยวกับช้าง สภาพแวดล้อมของช้างทั้งด้านพฤติธรรม อาหาร ฯลฯ อย่างครบวงจร ภายใต้เงื่อนไข “รักช้างต้องเข้าใจและไม่ทำร้ายช้าง”

ประธานมูลนิธิฯ ระบุว่า การท่องเที่ยวประเภทนี้สร้างความบันเทิงกับความรู้ คนเข้ามาใช้บริการจึงมักเป็นกลุ่มเฉพาะซึ่ง 80-90 % เป็นชาวต่างชาติ ทางมูลนิธิฯ จึงได้จัดกิจกรรมจิตอาสา “ปันรักปลูกพืชอาหารให้ช้าง” โดยดำเนินการไปแล้ว 2 ครั้ง ๆ เพื่อต้อนรับวันช้างไทยและเปิดโอกาสให้คนไทยและต่างชาติที่ต้องการทำประโยชน์ให้ช้าง ได้ใกล้ชิดช้างและมองช้างด้วยทัศนคติที่ดี ไม่ใช่วัตถุสร้างความบันเทิงที่ต้องบังคับ

“คนไทยเขาบริจาคกันเยอะนะ แต่เขาไม่มาเรียนรู้ช้าง ซึ่งส่วนนี้แหละสำคัญที่สุด เพราะหากรู้จักช้างมากขึ้น ก็จะสามารถหยุดพฤติกรรมการท่องเที่ยวแบบทารุณช้าง หรือฝืนพฤติกรรมสัตว์ได้ ปัญหาช้างบาดเจ็บจากธุรกิจและการฝึกที่หนักจะหมดไป เข้ามาที่นี่ได้รู้ว่าช้างกินอะไร เล่นโคลนทำไม ช้างอารมณ์ดีเป็นอย่างไร ไม่จำเป็นต้องชมช้างเล่นกีฬา ”

ท่ามกลางแดดร้อนระอุนั้น อาสาสมัครเกือบ 20 กว่าชีวิต อลหม่านกับการปลูกกล้วยราว 200 ต้น อีกทั้งต้องยืนตากควันโขมงรับความร้อนจากไฟที่สุมฟืนนานนับชั่วโมง ขณะที่ช้าง 29 เชือกสนุกกับการกินอาหารและเดินอย่างร่าเริง

“ให้นึกเสียว่าเขาแก่ เขาป่วย เขาจะต้องทำงานไปทำไมเหรอ ในเมื่อเขาไม่ไหว เรารักช้างแบบหมา แบบแมวนะ เลี้ยงเขาไปเถอะ เขาไม่ใช่สัตว์ที่เราต้องมานั่งเอาเปรียบ จริงๆ เราไม่ได้ต่อต้าน จะใช้งานช้างบ้างก็ได้ แต่การใช้ช้างในความบันเทิง ผมว่าเราบันเทิงกับธรรมชาติของเขาดีกว่า บันเทิงกับนิสัยจริงๆของเขา” โยโกะ หรือ อุษณีย์ โอเมอร์คัมป์ บอกถึงเหตุผลในเชิงตั้งคำถามกลับว่า “ช้างผิดอะไร ทำไมต้องเป็นช้างที่ทำงานเพื่อคนและสร้างความบันเทิงไม่รู้จบ

โยโกะ เป็นแม่ลูก 2 เขากลับมาที่มูลนิธิฯอีกครั้งพร้อมลูกชาย ลูกสะใภ้ และเพื่อนใหม่ของช้างซึ่งเป็นเพื่อนเก่าที่รู้จักกันผ่านชีวิตการงานและการเป็นจิตอาสาในกิจกรรม ปันรักปลูกพืชอาหารให้ช้าง

โยโกะไม่เคยไปใช้บริการปางช้างแบบนั่งหลัง เพราะครั้งหนึ่งเคยไปกับญาติแล้วเห็นทางปางให้ช้างทำกิจกรรมซ้ำๆ คือ ให้ช้างรับนักท่องเที่ยวซ้ำๆ จากนั้นดูการแสดงช้างในโชว์เดิมๆ เธอเห็นแล้วไม่มีความสุขและสงสารมาก จึงตั้งใจไว้ว่าใครจะขี่ช้างอย่างไร เธอเองจะไม่ไปยุ่ง และสอนลูกเช่นนั้นเรื่อยมาและพาครอบครัวมาทำบุญทั้งบริจาคเงินและเป็นอาสาสมัครปลูกพืชช่วยช้าง ด้วยหวังว่า การทำกิจกรรมเช่นนี้จะเป็นส่วนหนึ่งในการส่งต่อข้อมูลให้หลายคนมองเห็นการท่องเที่ยวช้างที่เปลี่ยนแปลงไปจากเดิม

“เราเคารพฐานะสัตว์คู่บ้านคู่เมือง จึงนับถือช้างเสมือนกับญาติผู้ใหญ่ ชอบช้างมาตั้งแต่เป็นสาวๆ เขาเป็นสัตว์ใหญ่ ตอนแรกไม่กล้าเข้าใกล้เพราะกลัว ที่ผ่านมาทำได้แค่รอดูช้างป่า แต่เจอแค่ 1 ครั้ง ทั้งที่ไปรอดูบ่อยมาก ส่วนช้างบ้าน เห็นแค่ครั้งเดียวไม่ไปอีกเลย รับไม่ได้กับการใช้เขาเพื่อความบันเทิง เราเคยเห็นช้างตกร่องในเมืองที่อำเภอลำลูกกา จังหวัดปทุมธานี ระหว่างที่เดินขายอาหารให้คนเมืองป้อน เรากระวนกระวายมาก ยืนร้องไห้ โทรหาเจ้าหน้าที่เทศบาล ตำรวจก็ต้องระดมคนมาช่วยแล้วจ้างรถแบ็คโฮมาดึงขึ้น ตอนนั้นเรารู้เลยว่า ช้างไม่ควรไปเร่ร่อนในเมืองแล้ว อยากให้ความรู้สึกนี้ส่งต่อลูก ” โยโกะเล่าขณะที่ลักขณา โภชนา หรือเจี๊ยบ อดีตสื่อมวลชน กับเพื่อนอีก 2 คน ในวงการทำหนังสือด้วยกันบอกว่า การได้เข้ามาสัมผัสชีวิตช้างเลี้ยงในสนามหญ้ากว้างๆ นี้ ทำให้เธอมองช้างจากสัตว์น่ากลัวเป็นสัตว์น่ารัก และเชื่อมั่นว่าไม่มีหน่วยงานใดจะออกนโยบายช่วยเหลือช้างได้จริงจัง หากนักท่องเที่ยวไม่เปลี่ยนมุมมอง จึงอยากรณรงค์ให้คนรักช้าง เลิกนั่งหลังช้างและป้อนอาหารช้างเร่ร่อนในเมือง“เราเที่ยวแบบศึกษาข้อมูลจะดีกว่า เที่ยวด้วยได้ความรู้ด้วย ช้างมีชีวิต เราไม่ควรสนองกิเลสตัวเองด้วยการไปสนับสนุนธุรกิจแสดงช้าง และหากเราเลิกเที่ยวสถานที่แบบนั้น หันมาเที่ยวเชิงศึกษาพฤติกรรมสัตว์ ความโหดร้ายในการฝึกช้างจะลดลงได้”ขณะที่ซาเมล สเติร์ม ( Samel Sterm) นักท่องเที่ยวจากเยอรมัน ต้องจ่ายเงินจำนวนไม่น้อยเพื่อพาสามีและลูกอีก 2 คน บินมาอยู่ในประเทศไทย ลาว และเนปาล เพื่อศึกษาความเป็นอยู่ของช้างตามศูนย์ต่างๆ เพราะความสนใจส่วนตัว เธออยากรู้จักสัตว์ใหญ่ประเภทนี้มากขึ้น เพราะตลอดช่วงชีวิตไม่เคยมองว่าช้างเป็นสัตว์ให้ความบันเทิง แต่เธอมองช้างเหมือนหมี เสือ และม้า พฤติกรรมหนึ่งที่เธอชอบเป็นพิเศษ คือ การสปาโคลน ซึ่งช้างจะลงไปคลุกโคลนเพื่อดับความร้อน และป้องกันแมลง เธอมองว่านั่นเป็นการปรับตัวตามธรรมชาติ

“การเล่นโคลนทำให้ตระหนักได้ว่า ช้างที่เนื้อตัวสะอาดพร้อมรับแขกขึ้นไปนั่งบนหลังนั้น ต้องอยู่อย่างฝืนธรรมชาติ ฉันเลยลองมาเลอะกับช้างดูบ้าง เดี๋ยวเราค่อยไปล้างตัวที่แม่น้ำ”ซาเมล กล่าวอย่างประทับใจ ก่อนจะลงอาบน้ำให้ช้างแน่นอนว่าคนไทยที่รักช้างไม่จำเป็นต้องไปอยู่เป็นเดือน เป็นปี เพื่อเป็นอาสาสมัครช้างเหมือนเหล่าอาสาที่เข้าไปรู้จักช้างไทย ผ่านมูลนิธิฯ หากแต่ทำสิ่งเล็กๆ ที่เริ่มจากการไม่สนับสนุนธุรกิจช้างเพื่อความบันเทิงและเรียนรู้ธรรมชาติของเขา เพียงเท่านี้น่ายินดียิ่งแล้วในฐานะที่ช้างเป็นสัตว์ที่มีบุญคุณต่อประเทศชาติจนเป็นสัตว์คู่บ้านคู่เมือง

Share.

Comments are closed.