ชาวบ้านกัมพูชาฟ้องบริษัทน้ำตาลยักษ์ไทย-บุกยึดพื้นที่หลังรับสัมปทานแต่ไร้การเยียวยา

0

ภาพจาก www.inclusivedevelopment.net

เมื่อวันที่ 2 เมษายน 2561 ผู้สื่อข่าวได้รับการเปิดเผยจากกลุ่มนักสิทธิมนุษยชน นักฏหมาย และนักอนุรักษ์สิ่งแวดล้อมทั้งในประเทศไทยและกัมพูชา ที่รวมตัวกันเคลื่อนไหวและจับตาประเด็นผลกระทบข้ามพรมแดนว่า เมื่อวันที่ 28 มีนาคมที่ผ่านมา เวลา 9.00.น. ที่ศาลแพ่งกรุงเทพใต้ ทนายความมูลนิธิศูนย์ข้อมูลชุมชน และชาวบ้าน 2 คน ซึ่งเป็นตัวแทนชาวบ้านประมาณ 600 ครัวเรือน จาก 5 หมู่บ้าน ในอำเภอสำโรง จังหวัดโอดอร์ เมียนเจย์ (Oddar Meanchey) ประเทศกัมพูชา ได้เข้ายื่นฟ้องคดีแบบกลุ่มต่อบริษัทไทยที่ลงทุนข้ามพรมแดนในประเทศเพื่อนบ้านเป็นครั้งแรกของประเทศ เพื่อเรียกร้องค่าเสียหายให้ชาวบ้านจากกัมพูชาที่ได้รับผลกระทบจากการแย่งยึดที่ดิน ขับไล่ชาวบ้านจากที่ดิน เผาทำลายบ้านเรือน ภายใต้โครงการสัมปทานที่ดินทางเศรษฐกิจ

ทั้งนี้กรณีดังกล่าว สืบเนื่องจากชาวบ้านได้ขอความช่วยเหลือจากองค์กรเอกชนในประเทศกัมพูชา และ องค์กร Inclusive Development International (IDI) เพื่อให้ช่วยดำเนินการทางกฎหมายแก่บริษัทที่กระทำละเมิด จึงได้มีการขอความช่วยเหลือทางกฎหมายจากมูลนิธิศูนย์ข้อมูลชุมชนและสมาคมนักกฎหมายคุ้มครองสิทธิและสิ่งแวดล้อม เพื่อให้ดำเนินการฟ้องคดีแบบกลุ่มต่อบริษัทไทยที่ลงทุนข้ามพรมแดน

โดยคำฟ้องที่ยื่นต่อศาลกล่าวว่า สืบเนื่องมาจากตัวแทนจากกลุ่มมิตรผลได้ดำเนินการก่อตั้งบริษัทขึ้นมา 3 บริษัท เพื่อเข้าดำเนินการขอสัมปทานที่ดินในประเทศกัมพูชา บริเวณ หมู่บ้านบอส (Bos) หมู่บ้านโอบัดมวน (O ‘Bat Moan) หมู่บ้านตะมาน (Taman) หมู่บ้านตะเพียนเวง (Trapain Veng) และหมู่บ้านคะตุม (Ktum) ซึ่งต่อมาได้รวมเป็นบริษัทเดียว คือ บริษัท อังกอร์ซูการ์ จำกัด (Angkor Sugar Co., Ltd.) แล้วได้ดำเนินการเข้ายึดที่ดินบริษัท 5 หมู่บ้านดังกล่าวจากชาวบ้านในพื้นที่ ซึ่งการเข้ายึดที่ดินมีผลทำให้ ชาวบ้านได้รับบาดเจ็บ ไม่มีที่ทำกิน เสียบ้านเรือน เผชิญปัญหาความยากจน ต้องอพยพมาขายแรงงานในประเทศไทย แม้ว่า บริษัทที่ละเมิดสิทธิที่ดินทำกินได้ถอนตัวออกไปจากพื้นที่แล้ว แต่ชาวบ้านยังไม่ได้รับการเยียวยาจากบริษัทแต่อย่างใด

ข่าวแจ้งว่า คณะกรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติ(กสม.) ของไทยได้รับเรื่องร้องเรียน ตามคำร้องที่ 259/2556 และมีรายงานผลการตรวจสอบออกมาแล้ว เมื่อวันที่ 12 ตุลาคม 2558 เสนอให้มีการเยียวยาความเสียหายแก่ชาวบ้านผู้ถูกกระทำละเมิด และต่อมา ได้มีมติคณะรัฐมนตรีตามข้อสรุปของกสม. เมื่อวันที่ 16 พฤษภาคม 2559 และ 2 พฤษภาคม 2560 ที่ให้จัดตั้งกลไกหรือกำหนดภารกิจการกำกับดูแลการลงทุนในต่างประเทศของนักลงทุนไทย เพื่อให้เกิดการเคารพต่อหลักการพื้นฐานด้านสิทธิมนุษยชน โดยนำหลักการชี้แนะแห่งสหประชาชาติด้านธุรกิจและสิทธิมนุษยชน (การปฏิบัติตามกรอบ การคุ้มครอง เคารพ เยียวยา) แต่ยังไม่ปรากฏความคืบหน้า ทางชาวบ้านผู้ถูกกระทำละเมิดจึงได้นำคดีมาฟ้องต่อศาลในประเทศไทย

นางสาว ส.รัตนมณี พลกล้า ผู้ประสานงานมูลนิธิศูนย์ข้อมูลชุมชน กล่าวว่า “การยื่นฟ้องคดีนี้เป็นครั้งแรกที่จะได้ใช้กลไกทางกระบวนการยุติธรรมของไทยในทางแพ่ง เพื่อเยียวยาความเสียหายอันเกิดจากการลงทุนข้ามพรมแดน และเพื่อให้เห็นถึงแนวทางในกระบวนการยุติธรรมที่จะนำมาใช้เพื่อให้เกิดการเคารพและคุ้มครองการลงทุนข้ามพรมแดน เพื่อให้บริษัทไทยเกิดความระมัดระวังในการลงทุน และปฏิบัติตามหลักการพื้นฐานด้านสิทธิมนุษยชน โดยนำหลักการชี้แนะแห่งสหประชาชาติด้านธุรกิจและสิทธิมนุษยชน โดยเคร่งครัด โดยเฉพาะการเคารพต่อสิทธิมนุษยชนและการเยียวยา เพื่อเป็นการรักษาภาพลักษณ์ที่ดีของประเทศไทยต่อประชาคมโลกและประชาชนในประเทศเพื่อนบ้าน”

นายสมชาย อามีน นายกสมาคมนักกฎหมายคุ้มครองสิทธิและสิ่งแวดล้อม กล่าวว่า “ทางสมาคมได้ดำเนินการการฟ้องคดีสิ่งแวดล้อมแบบกลุ่มครั้งแรกในประเทศไทย และศาลรับฟ้องแล้ว แต่การยื่นฟ้องคดีของชาวบ้านจาก 5 หมู่บ้าน อำเภอสำโรง จังหวัด โอดอร์ เมียนเจย์ คดีนี้ จะเป็นครั้งแรกที่มีการฟ้องคดีแบบกลุ่มต่อบริษัทข้ามชาติไทยที่ลงทุนและสร้างผลกระทบด้านสิทธิมนุษยชนในต่างประเทศ”

ทั้งนี้ปัจจุบัน มีนักลงทุนทั้งภาครัฐเเละเอกชนจากประเทศไทยที่ไปลงทุนข้ามพรมแดนในประเทศเพื่อนบ้านจำนวนมาก จึงอาจเกิดผลกระทบทั้งด้านสิ่งแวดล้อม สิทธิมนุษยชน และสิทธิชุมชนจากการลงทุนได้

โดยศาลกำหนดนัดไต่สวนคำร้องการฟ้องคดีแบบกลุ่มในวันที่ 11 มิถุนายน 2561 เวลา 9.00 น.

Share.

Comments are closed.