เศร้าแต่ไม่ซึม : รัก 4 ปีแด่ “บิลลี่” ชายผู้หายสาบสูญ

0

โดย จารยา บุญมาก

เมษายนปี 2018 ในอินเทอร์เน็ตปรากฎภาพคู่รัก, ภาพครอบครัว หลายคู่ หลายกลุ่มฉลองวันหยุดของประเทศ ดูแล้วชวนอบอุ่นใจไม่น้อย นั่นคือ ความสุขของคนในสังคมไทยส่วนหนึ่งที่สื่อสารออกมาให้รู้ว่า “ครอบครัว” คือสถาบันหนึ่งที่สำคัญต่อคนไทย และถึงแม้จะผ่านพ้นเทศกาล วันหยุดยาวไปนานแสนนาน หลายครอบครัวก็ยังมีความสุขกับการใช้ชีวิต และใช้วันหยุดด้วยกันเสมอเมื่อมีโอกาส

แต่บางครอบครัว บางชาติพันธุ์ ความสุขเกิดจากการได้ทำเพื่อพวกพ้องที่ไม่ใช่แค่สถาบันครอบครัวเท่านั้น หมายถึงชนเผ่า เครือญาติ และมวลชน ซึ่งถูกเอาเปรียบจากชนชั้นอำนาจและชนชั้นปกครอง หลาย กลุ่ม ดังเช่น “ชาติพันธุ์ปกาเกอะญอ” แห่งป่าแก่งกระจาน อำเภอแก่งกระจาน จังหวัดเพชรบุรี ที่ก่อนหน้านี้หลายปีพวกเขาต้องต่อสู้เพื่อสิทธิที่อยู่อาศัยเนิ่นนานหลังเกิดเหตุการณ์เผาบ้านกะเหรี่ยง เพื่อย้ายถิ่นฐาน และนั่นทำให้วันหยุดปกติของครอบครัว “บิลลี่ : พอละจี รักจงเจริญ “ชาวปกาเกอะญอ ที่เป็นหัวหอก ของการต่อสู้สิทธิที่อยู่อาศัยต้องใช้เวลาส่วนมากในการทำกิจกรรมเพื่อสังคม

“เขาสอนให้เรารักคนอื่นรักทุกคนและมีน้ำใจรวมทั้งมีกำลังใจในการต่อสู้เพื่อความถูกต้อง “พิณนภา พฤกษาพรรณ ภรรยา “บิลลี่” พูดถึงหลักการคิดและใช้ชีวิตที่สามีได้ทิ้งไว้ให้เธอกับครอบครัวแม้ตัวเขาจะหายสาบสูญเป็นเวลา 4 ปีแล้ว

“เขาไม่ได้ทิ้งอะไรให้ดูต่างหน้า และไม่ได้ฝากของขวัญอะไรไว้ให้ลูกหรอกค่ะ ก็เขาคงไม่รู้ว่าวันนึงเค้าจะไม่อยู่กับเรา” เธอตอบกลับฉับไว เมื่อถูกถามถึงสิ่งของหรือเครื่องแทนใจที่สามารถชดเชยความรักความคิดถึงแด่ผู้เป็นสามี หรือสิ่งที่เป็นสัญลักษณ์อันบ่งบอกถึงตัวตนของ “บิลลี”

ย้อนกลับไปเมื่อปี 2014 ภายหลังวันหยุดยาวไม่กี่วัน สามีของพิณนภาหายไปอย่างไร้ร่องรอย หลายหน่วยงานพยายามตามหา และเธอเองใช้เวลาเรียกร้องความยุติธรรม รวมทั้งดำเนินการตามรูปแบบคดีคนสูญหายต่อเนื่อง แต่แล้วเธอกลับค้นพบว่า สามีผู้เป็นที่รักอยู่เพียงในใจและการแสดงออกซึ่งความรักของเธอก็คือการเดินสายถ่ายทอดประสบการณ์และกระบวนการต่อสู้ทางสิทธิมนุษยชนที่พลเมืองไทยคนหนึ่งพึงมี

“ตั้งแต่พี่เขาหายไป เวลาในการทำงานหาเงินของเราน้อยลง พอลูกๆ โตขึ้น เราก็ต้องสอนให้ลูกทำงานทำนาทำไร่และทำทุกอย่างเพื่อความอยู่รอด ส่วนเราแม้ทำงานหาเงินได้น้อยแต่ก็ภูมิใจที่ ได้ไปเจอใครหลายคนและหลายหน่วยงานเพื่อเรียนรู้กระบวนการทำงาน และมีกำลังใจให้ตัวเองกับครอบครัวมากขึ้น” พิณนภา บอกถึงความพยายามในการประคับประคองครอบครัวในวันไร้เงาสามี

สิ่งหนึ่งที่คุณแม่เลี้ยงเดี่ยว เรียนรู้จากการรักผู้ชายสิงห์หายสาบสูญไปนาน แสนนาน คือ การให้กำลังใจตัวเองในทุกวัน ทุกสถานการณ์ แม้จะรู้ว่า “ความยุติธรรมหายาก”

“ครบรอบ 4 ปีในการเรียกร้องความยุติธรรมหลังจากบิลลี่หายแล้ว รู้สึกว่า แม้ว่าเรื่องอะไรก็แล้วแต่ ไม่มีความยุติธรรมให้กับคนจนเลยแม้แต่นิด แต่กับคนรวยแม้ฆ่ากินเสือดำในป่าสงวนก็ไม่ผิด ถูกต้องทุกอย่าง”

เธอตอกย้ำ คล้ายกับปลงและเศร้าในความเหลื่อมล้ำ แต่ยืนยันว่าไม่หยุดที่จะส่งใจให้สามีไม่ว่า เขาจะมีชีวิตอยู่หรือไม่ก็ตาม การตามหาความยุติธรรมในสังคมเป็นเรื่องที่เธอยังคงปฏิบัติต่อเนื่อง แต่นั่นไม่สำคัญเท่า ตอนนี้เธอสานต่อเจตนารมณ์และปณิธานของสามีที่เคยมีเนื่องจากตอนนี้ นอกจากทำมาหากินและประกอบอาชีพทำไร่ทำนาเพื่อเลี้ยงดูครอบครัวแล้ว เธอยังคงเสียสละเวลาไปเป็นอาสาสมัครสาธารณสุขหมู่บ้าน(อสม.) ให้กับตำบลป่าเด็ง อำเภอแก่งกระจาน จังหวัดเพชรบุรี ภารกิจล่าสุดในวันหยุดสงกรานต์ของเธอคือการเฝ้าระวังเหตุการณ์ 7 วันอันตราย

เธอย้ำว่าเป็นกิจกรรมที่สำคัญเนื่องจากตัวเธอเองภาวนา ไม่ให้ใครหรือครอบครัวใดต้องประสบอุบัติเหตุและสูญเสียสมาชิกในครอบครัวไป

เพราะเธอเองรับรู้ว่าการมีครอบครัวไม่สมบูรณ์แบบ การขาดสมาชิกคนใดคนหนึ่งไปนั้นต้องแบกรับกับความทุกข์ทางใจและแบกรับปัญหาเศรษฐกิจครอบครัวมากเพียงใด แต่ด้วยตระหนักดีว่า ความเศร้าย่อมเกิดขึ้นในมนุษย์ทุกคนแต่เพราะรู้ว่าความเศร้าไม่อาจเยียวยาทุกอย่างให้ขึ้นได้ เธอจึงเก็บไว้เพียงในใจและเลือกแสดงออกเพียงความเข้มแข็งที่คนทุกคนพึงมีในยามที่ชีวิตเผชิญกับความทุกข์ยาก เธอจึงเป็นแม่เลี้ยงเดี่ยวที่เข้มแข็งในทุกสภาพปัญหา

“จริงๆแล้วตอนนี้ก็ปลูกข้าว ปลูกพืชส่วนพืชไร่หลายอย่าง แต่มันไม่ได้สำเร็จและได้ผลดี เพราะว่ามีวัวเพื่อนบ้านและมีช้างป่าเขามากินพืชที่เราปลูกเรื่อย ๆ ก็ต้องอยู่อย่างนี้ แต่ไม่อยากจะคิดมากเพราะเราเคยพูดและถามหาความถูกต้อง พยายามหาทางออกให้กับชุมชนและตัวเองหลายครั้งแล้ว เมื่อไม่สำเร็จก็ต้องใช้ชีวิตด้วยวิธีอื่นก็ต้องอยู่กับปัญหาอย่างนี้ให้ได้”

เพราะรู้ว่ารายได้น้อย ในฐานะแม่จึงจำเป็นต้องสอนลูกให้อยู่อย่างพอเพียงและอยู่อย่างเข้มแข็งเหมือนพ่อผู้ให้กำเนิด ซึ่งวันนี้ยังคงเป็นชายที่สูญหายและไม่มีทางที่จะได้อยู่กันพร้อมหน้าพร้อมตา แต่เธอไม่เคยหยุดที่จะสอนลูกให้ระลึกถึงพ่อด้วยการตามรอยพ่อ และอวยพรพ่อเสมอมีโอกาสที่เหมาะสม

“เด็กๆบอกว่า ถ้าพ่อยังมีชีวิตอยู่ขอให้ได้เจอพ่อกลับมาอยู่กับพวกหนูไวๆ แต่ถ้าพ่อไม่มีชีวิตแล้วขอให้พ่อได้ขึ้นสวรรค์อยู่ในภพภูมิที่ดี”

พิณนภาบอกว่า คุณสมบัติหนึ่งของสามีเธอที่ยังตกทอดถึงลูก คือการใช้เงินอย่างประหยัด และอดทนในทุกสถานการณ์

“ตอนนี้เราไม่ได้มีเงินให้ลูกไปโรงเรียนทุกวัน ช่วงปิดเทอมเราแทบไม่ได้ให้เงินลูกใช้เลย แต่ในวันปกติเวลาไปโรงเรียนจะจ่ายเงินให้ลูกประมาณวันละ 5 บาทถึง 10 บาท ลูกสาวคนโตกับคนรอง ด้วยความที่โตขึ้นและมีความเป็นผู้ใหญ่ พวกเขาไม่เคยขอเงินแล้ว ถ้าเรามีเราจะจ่ายให้ลูกบ้าง ซื้อของ ซื้อขนมให้บ้าง แต่คนเล็ก 4 คนยังขอเงินใช้ประจำ เราต้องบอกลูกเสมอว่าครอบครัวจน และต้องย้ำว่าได้เงินไปโรงเรียนหรือได้เงินไปใช้แล้วจะต้องแบ่งมาหยอดกระปุกออมสินไว้บ้าง ตอนนี้เราพยายามไม่คิดอะไรมากเพราะลูกคนโตกำลังเรียนชั้นมัธยม ย้ายไปอยู่หอพักที่จังหวัดราชบุรี เราเป็นแม่ก็ต้องหาเงินไว้ให้มากที่สุดเพื่อสำรองไว้ให้ลูกช่วงเปิดเทอม ให้มีพอสำหรับส่งลูกเรียน แต่ยอมรับว่ามันยากมากเพราะเราต้องออกไปทำกิจกรรมเพื่อสังคมบ่อย ทำให้ทำงานประจำไม่ได้”

แต่เธอยังเต็มใจทำด้วยหวังว่า กุศลที่ทำจะส่งเสริมให้สังคมดีขึ้น และส่งถึงสามีที่อยู่ในใจเธอเสมอ

ปีนี้เป็นอีกปีที่ พิณนภาร่วมมือกับหลายหน่วยงานเพื่อจัดกิจกรรมครบรอบ 4 ปีการหายไปของบิลลี่ในเรื่อง “จากปู่คออี้ ถึงบิลลี่ การเข้าถึงความยุติธรรมของชาวกระเหรี่ยงแก่งกระจาน” ที่จะจัดขึ้นในวันที่ 17 เมษายน 2018 เวลา9.30-16.00 น. ณ ตำบลป่าเด็ง ซึ่งพิณนภากับลูกจะพร้อมใจกันทำบุญเพื่อบิลลี่ และภาคีเครือข่ายหลายหน่วยงานจะร่วมส่งต่อความรักความหวังดี รวมทั้งร่วมแลกเปลี่ยนเรื่องราวหลายอย่างที่เกี่ยวข้องกับสิทธิมนุษยชน

กิจกรรมที่เกิดขึ้นเหล่านี้คือสิ่งที่ “พิณนภา” แสดงออกถึงความรักและความคิดถึงต่อสามีของเธอ แม้ในวันที่บ้านไร้เงาชายผู้เป็นที่รัก

Share.

Comments are closed.