ชาวเมืองทวายหวังพึ่งประธานาธิบดีใหม่ของพม่า สั่งระงับเหมืองถ่านหินของบริษัทไทย ชี้ส่งผลกระทบสิ่งแวดล้อม สุขภาพคนท้องถิ่น

0


กลุ่มเยาวชนตากาปอว์ (Tarkapaw youth group) และคณะกรรมการอนุรักษ์สิ่งแวดล้อมที่ยั่งยืนชุมชนบานชอง (Banchaung community’s sustainable environmental conservation committee)ได้ออกมาเปิดเผยว่า มีชาวบ้านท้องถิ่นกว่า 500 คน ได้ออกมารวมตัวกันเรียกร้องให้นายวินมิ้น ประธานาธิบดีคนใหม่ของพม่าสั่งระงับการทำเหมืองถ่านหินบานชองในเมืองทวาย เขตตะนาวศรี ซึ่งดำเนินโครงการโดยบริษัทสัญชาติไทย เนื่องจากกำลังส่งผลให้เกิดมลพิษทางอากาศ และกระทบต่อแม่น้ำในหมู่บ้านที่อยู่ใกล้เคียง โดยชาวบ้านยังมีแผนที่จะส่งหนังสือไปยังรัฐมนตรีกระทรวงต่าง ๆ รวมถึงหน่วยงานอื่น ๆ ที่มีส่วนเกี่ยวข้อง เพื่อกดดันให้มีการสั่งระงับการทำเหมืองถ่านหินดังกล่าวอย่างถาวร

เหมืองถ่านหินบานชองดำเนินการโดยบริษัทไทยซึ่งประกอบด้วย Thailand’s Energy Earth PCL บริษัท East Star Co. บริษัท Thai Asset Mining Co. และบริษัท Myanmar’s May Flower Co. แม้ในขณะนี้การทำเหมืองในพื้นที่จะมีการระงับไว้ชั่วคราว แต่มีรายงานว่า ถ่านหินที่หลงเหลืออยู่ในเหมืองยังคงเผาไหม้และทำให้เกิดควันดำลอยปกคลุมในพื้นที่และปนเปื้อนแหล่ง “ชาวบ้านมีสุขภาพที่แย่ลง เราต้องการให้เหมืองแห่งนี้หยุดไปตลอดกาล” นายอูซอ ติ่นอู จากกลุ่มคณะกรรมการอนุรักษ์สิ่งแวดล้อมที่ยั่งยืนชุมชนบานชอง กล่าว

โครงการถ่านหินนี้ส่งผลกระทบต่อชาวบ้านราว 16,000 คน ใน 22 หมู่บ้าน และชาวบ้านยังกล่าวหาว่า บริษัทไทยได้รุกล้ำเข้าไปในพื้นที่เพาะปลูกของชาวบ้าน แต่เรื่องนี้ยังไม่ได้มีการยืนยันที่ชัดเจน มีรายงานว่า ชาวบ้านในเมืองทวายได้ยื่นหนังสือไปยังคณะกรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติของไทยเมื่อเดือนมิถุนายนของปีที่แล้ว และได้ส่งหนังสืออีกจำนวน 37 ฉบับ ไปยังรัฐบาลพม่า ก่อนหน้าที่จะมีการสั่งระงับการทำเหมืองถ่านหินเอาไว้ชั่วคราว

ทั้งนี้ เหมืองถ่านหินบานชองตั้งอยู่ทางตอนเหนือของแม่น้ำบาน ซึ่งเป็นสาขาของแม่น้ำตะนาวศรี การทำเหมืองถ่านหินในพื้นที่ก่อให้เกิดการปนเปื้อนต่อแม่น้ำ ที่ชาวบ้านใช้อุปโภคและบริโภค อีกทั้งยังส่งผลกระทบต่ออากาศ นอกจากนี้ยังส่งผลกระทบต่อวิถีชีวิตดั้งเดิมของคนในพื้นที่ซึ่งส่วนใหญ่เป็นชาวกะเหรี่ยง เช่นชาวบ้านในพื้นที่ทำอาชีพเกษตรกรรมและประมง แต่เมื่อมลพิษจากเหมืองถ่านหินทำลายพืชผล ย่อมกระทบต่อวิถีชีวิตของคนในพื้นที่ด้วย นอกจากนี้ ยังมีการนำทหารติดอาวุธเข้ามาคุ้มกันโครงการด้วย ทำให้ชาวบ้านรู้สึกไม่ปลอดภัยและหวั่นจะเกิดความขัดแย้งอีก เนื่องจากในพื้นที่นี้เป็นพื้นที่เพิ่งฟื้นจากสงครามเมื่อไม่กี่ปีที่ผ่านมา และเป็นพื้นที่ซึ่งอยู่ทั้งภายใต้การปกครองของทหารกะเหรี่ยง KNU และรัฐบาลพม่า

การประกอบกิจการเหมืองแร่ของบริษัทไทยนั้นได้รับสัมปทานไปจนถึงปี พ.ศ. 2579 โดยได้เริ่มดำเนินการมาตั้งแต่เมื่อปี พ.ศ. 2555 หลังจากมีการลงนามหยุดยิงระหว่าง KNU และรัฐบาลพม่าในยุคเต็งเส่ง การดำเนินการของโครงการนี้ไม่เคยเปิดโอกาสให้ประชาชนในพื้นที่เข้ามามีส่วนร่วม อีกทั้งไม่เคยติดตามผลกระทบว่าจะส่งผลกระทบอย่างไรต่อสภาพแวดล้อมและคนในพื้นที่

ที่มา Myanmar Times
แปลและเรียบเรียงโดย สำนักข่าวชายขอบ

Share.

Comments are closed.