ชาวคะฉิ่น 560 คนได้รับการช่วยเหลือแล้ว หลังหนีสงครามติดอยู่ในป่า 3 สัปดาห์ อีก 1,500 คนยังไม่ทราบชะตากรรม ด้าน KNU ออกแถลงการณ์ กองทัพพม่ายังเพิ่มกำลังทหารในอำเภอผาปูน โจมตีฝ่ายตั้ดมะด่อว์ไม่จริงใจสร้างสันติภาพ

0

ภาพโดย Father Naw Latt

ผู้พลัดถิ่นภายในกว่า 300 คน จากเมืองทาไน รัฐคะฉิ่น ที่หนีสงครามระหว่างกองทัพพม่าและทหารคะฉิ่น KIA และติดค้างอยู่ในป่าเป็นเวลากว่า 3 สัปดาห์ที่ได้รับการช่วยเหลือแล้ว โดยได้เดินทางออกมาจากป่าเมื่อวันที่ 8 พฤษภาคมที่ผ่านมา และเดินทางไปถึงหมู่บ้านดันบั่นแล้ว ขณะที่อีกส่วนหนึ่ง 260 คน ได้เดินทางออกจากป่าถึงลำห้วยทางตะวันออกเฉียงเหนือของเมืองทาไนแล้ว เมื่อวันที่ 9 พฤษภาคม ที่ผ่านมาด้วยเช่นกัน มีรายงานว่าชาวบ้านดังกล่าวกว่าครึ่งหนึ่งจะเดินทางไปอาศัยอยู่กับญาติที่เมืองมิตจีนา เมืองหลวงรัฐคะฉิ่น และที่เมืองน้ำตี ขณะที่อีกครึ่งหนึ่งจะเดินทางไปอยู่ที่โบสถ์ในตัวเมืองทาไน

“หลังเกิดสงคราม พวกเขาได้หนีกันเป็นกลุ่มใหญ่เข้าไปในป่า โดยมีคนที่ชำนาญทางในป่าเป็นผู้นำไปเมื่อวันที่ 11 เมษายน” หน่อเถ่า รองประธานกลุ่มคณะกรรมการคริสเตียน ซึ่งเป็นกลุ่มช่วยเหลือผู้หนีภัยสงครามในเมืิองทาไนเปิดเผย โดยชาวบ้านต้องติดค้างอยู่ในป่าและเดินเท้าเป็นเวลา 3 สัปดาห์

ภาพโดย Father Naw Latt

เอ็นแซงอ่องแลต ผู้นำของกลุ่มผู้พลัดถิ่นภายในเผยว่า ระหว่างที่อยู่ในป่า พวกเขาต้องหนีจากสัตว์ใหญ่อย่างช้าง และต้องกินน้ำจากบ่อโคลน เพราะไม่มีลำห้วยใดๆ ระหว่างทางที่อยู่ในป่า “ผมวิ่งพร้อมกับลูกอีก 4 คน ลูกของผมคนหนึ่งอายุแค่ 2 ขวบ ความอยากกระหายน้ำเป็นปัญหาที่เลวร้ายที่สุดที่พวกเราต้องเผชิญ”

“ในคืนที่ฝนตก เราต้องใช้พลาสติกคลุมหัวและนอนบนพื้น พวกเราน่าสมเพชมาก ผมอยากจะร้องไห้เมื่อคิดถึงช่วงเวลานั้น” เอ็นแซงอ่องแลต กล่าวเพิ่มเติม

ชาวบ้านกลุ่มนี้มาจากหมู่บ้านอ่องลอต หนีเข้าป่าเพราะมีกระสุนปืนใหญ่ตกอยู่ใกล้กับหมู่บ้านพวกเขา ในจำนวนคนที่หนีเข้าป่านี้มีทั้งหญิงท้อง คนแก่และเด็กอายุต่ำกว่า 5 ขวบรวมอยู่ด้วย ทั้งนี้จากจุดที่ผู้พลัดถิ่นภายในกลุ่มนี้อยู่เพื่อมายังเมืองทาไน สามารถเดินทางโดยทางน้ำเท่านั้น โดยก่อนหน้านี้ชาวบ้านได้ร้องขอให้ผู้นำทางศาสนาช่วยพาออกจากป่า แต่ไม่ได้รับอนุญาตจากทหารพม่าที่ที่ควบคุมในเขตพื้นที่ทางน้ำทั้งหมด และในวันที่ 14 เมษายน ทางผู้นำทางศาสนาของชาวคะฉิ่นได้ส่งจดหมายไปยังรัฐมนตรีด้านรัฐคะฉิ่นและรัฐบาลให้เร่งช่วยเหลือผู้พลัดถิ่นภายใน แต่ก็ไม่มีทาทีใดๆ จากทางการพม่าด้วยเช่นกัน อย่างไรก็ตาม ถึงแม้ผู้พลัดถิ่นภายในกลุ่มนี้จะสามารถออกมาจากป่าได้อย่างปลอดภัยแล้ว แต่ยังมีผู้ติดค้างอยู่ในป่าที่ไม่ทราบชะตากรรม อีกกว่า 1,500 คน

อีกด้านหนึ่งมีรายงานว่า กองทัพพม่าได้สั่งให้ผู้พลัดถิ่นภายในที่อาศัยอยู่ในค่ายพักพิงชั่วคราวที่เพิ่งสร้างขึ้นในเมืองผากั้น เดินทางกลับไปอยู่กับญาติแทน และไม่อนุญาตให้มีการสร้างค่ายผู้พลัดถิ่นแแห่งใหม่ขึ้นอีก ส่งผลให้ผู้ลี้หนีภัยสงครามชาวคะฉิ่นหลายร้อยคนไม่มีที่ไป “ฉันอยากจะอยู่ที่ค่ายผู้พลัดถิ่นแห่งนี้ แต่ทางทหารพม่าไม่อนุญาต ทหารพม่าสั่งให้พวกเราต้องไปอาศัยอยู่บ้านญาติที่อยู่ในหมู่บ้านใกล้เคียงเท่านั้น ฉันยอมรับไม่ได้ที่พวกเขาจะทำให้ดูเหมือนว่าไม่มีผู้พลัดถิ่นในรัฐคะฉิ่น” เคาท์บู ยังกล่าวเหมือนที่ชาวคะฉิ่นหลายคนคิดว่า ทหารพม่ากำลังหาทางป้องกันไม่ให้มีค่ายผู้พลัดถิ่นแห่งใหม่ขึ้น ซึ่งสอดคล้องกับผู้นำทางศาสนาได้ออกมาเปิดเผยก่อนหน้านี้ว่า ทหารพม่าไม่ต้องการให้มีการสร้างค่ายเพิ่มอีก เนื่องจากจะส่งผลกระทบต่อภาพลักษณ์ ขณะที่ผู้พลัดถิ่นเผยว่า หากทางกองทัพพม่าและรัฐบาล NLD สามารถรับประกันความปลอดภัยให้ได้ ชาวบ้านก็จะเดินทางกลับไปอยู่หมู่บ้านของตัวเอง แต่ขณะนี้ยังไม่มีความปลอดภัย เนื่องจากสงครามยังคงดำเนินต่อไป

นอกจากนี้ในรัฐฉาน ได้เกิดสู้รบกันระหว่างกองทัพรัฐฉานเหนือ SSPP/SSA และกองกำลังปะหล่อง TNLA ในเมืองน้ำตู้ทางเหนือรัฐฉาน ส่งผลให้มีผู้ลี้ภัยใหม่อีกกว่า 500 คน ทางด้านโฆษกของ SSPP/SSA เปิดเผยสาเหตุการปะทะกันครั้งนี้ เนื่องจากทางทหารปะหล่อง TNLA ต้องการยั่วยุก่อนและต้องการเข้ามายึดครองฐานที่มั่นของฝ่ายตน จึงต้องทำการตอบโต้ ทั้งนี้ กลุ่มติดอาวุธทั้งสองกลุ่มต่างก็เคยเป็นพันธมิตรที่ดีต่อกัน และเป็นสมาชิกของกลุ่มพันธมิตรทางเหนือ หรือที่รู้จักกันอีกชื่อคือกลุ่ม Federal Political Negotiation and Consultative Committee (FPNCC) นำโดยกองทัพว้า ซึ่งก่อตั้งขึ้นเมื่อปีที่แล้ว โดยเหตุการณ์นี้เกิดขึ้นเมื่อวันที่ 4 พ.ค.ที่ผ่านมา

ส่วนความเคลื่อนไหวในรัฐกะเหรี่ยง ล่าสุดทาง KNU ได้ออกแถลงการณ์เรียกร้องให้กองทัพพม่ายุติการส่งกำลังทหารเข้ามาในพื้นที่อำเภอผาปูน รัฐกะเหรี่ยง ในพื้นที่ของตน เพื่อวางแผนสร้างถนนในพื้นที่ ซึ่งเชื่อว่าถนนจะถูกสร้างขึ้นเพื่อให้ทางกองทัพพม่าใช้ในการทหาร มีรายงานว่า กองทัพพม่ายังคงส่งกำลังทหารและอาวุธเข้ามาประชิดในอำเภอผาปูนตั้งแต่เดือนมีนาคมที่ผ่านมา และยังไม่ยอมถอนกำลังทหารออกไป สร้างความกังวลให้กับทาง KNU ว่าจะก่อให้เกิดความขัดแย้งครั้งใหม่ในอนาคต และสั่นคลอนต่อกระบวนการสันติภาพและการลงนามสัญญาหยุดยิง รวมไปถึงความเชื่อใจระหว่างทั้งสองฝ่าย ทั้งนี้ประเด็นนี้ดังกล่าวทำให้ทั้งสองฝ่ายได้ปะทะกันเมื่อต้นเดือนมีนาคมที่ผ่านมา จนทำให้มีผู้หนีภัยสงครามกว่า 2,000 คน แม้จะเดินทางกลับภูมิลำเนาของตัวเองแล้ว หลังเหตุการณ์สงบ แต่เมื่อปลายเดือนเมษายนที่ผ่าน ชาวบ้านตัดสินใจหนีเข้าป่าอีกครั้งเพราะรู้สึกถึงความไม่ปลอดภัย หลังพบว่า กองทัพพม่าได้ส่งกำลังทหารเข้ามาอีกจำนวนมากมาประจำตามหมู่บ้าน ตามสวนและไร่นาของชาวบ้าน

“เราต้องการสันติภาพจริงๆ เราอยู่ในผืนแผ่นดินของเรา แต่เราก็ต้องทิ้งผืนแผ่นดินที่เราเกิดและหลบซ่อนตัวอยู่ในป่า ไม่มีใครอยากเป็นผู้พลัดถิ่นภายในหรอก ทำไมผู้คนต้องหนีด้วย ในขณะที่ผู้นำของพวกเขาเพิ่งลงนามสัญญาหยุดยิงแห่งชาติ” ส่ามู จากกลุ่มเครือข่ายสนับสนุนสันติภาพกะเหรี่ยงกล่าว

ที่มา Irrawaddy/DVB
แปลและเรียบเรียงโดย สำนักข่าวชายขอบ

Share.

Comments are closed.