ดีเอสไอเสนอจดทะเบียนโสเภณีถูกต้อง สาวๆ เหยือล่อซื้อแฉถูกละเมิด-ผลกระทบมากมาย

0


เมื่อวันที่ 1 มิถุนายน 2561 ที่หอศิลปวัฒนธรรมแห่งกรุงเทพมหานคร มูลนิธิเอ็มพาวเวอร์ได้จัดเสวนาเรื่อง “จับเข่าคุย ล่อซื้อ 10 ปี แก้ไขค้ามนุษย์หรือยัง” เนื่องในสัปดาห์ต่อต้านการค้ามนุษย์ โดยผู้ร่วมเสวนาประกอบด้วยน.ส.ทันตา เลาวิลาวัณยกุลและน.ส.ไหม จันทร์ตา ผู้แทนมูลนิธิเอ็มพาวเวอร์ พ.ต.ท.กฤตธัช อ่วมสน รองผู้อำนวยการกองคดีต่อต้านการค้ามนุษย์ และนางอังคณา นีละไพจิตร กรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติ(กสม.)

น.ส.ทันตากล่าวว่า ในปี 2543 สหประชาชาติประกาศต่อต้านการค้ามนุษย์ทุกรูปแบบ และปี 2546 สหรัฐฯ เริ่มมีการตรวจสอบให้คะแนนประเทศต่างๆ ในการแก้ไขปัญหาค้ามนุษย์ หากประเทศใดอยู่ในเทียร์ 3 ติดต่อกัน 3 ครั้งต้องถูกคว่ำบาตร ซึ่งแรกทีเดียวไทยอยู่ในเทียร์ 2 และรัฐได้ตั้งองค์กรต่างๆ ขึ้นมามากมายขึ้นมาแก้ปัญหาแต่คะแนนกลับลดลง จนกระทั่งปี 2553 คะแนนตกลงไปที่เทียร์ 2 ลบ และตกลงเรื่อยๆ ขณะที่งบประมาณเพิ่มขึ้นจาก 9 ล้านบาทเป็นเกือบ 3 พันล้านบาท แต่พนักงานบริการยังต้องตกอยู่ในสถานการณ์ล่อซื้อเหมือนเดิม ทั้งๆ ที่นโยบายควรปกป้องผู้หญิงแต่ปรากฏว่าผู้ที่ถูกจับมากที่สุดกลับเป็นผู้หญิง เหมือนกับโยนเกลือเข้าไปยังแผลสดแล้วบอกว่าเป็นการช่วยเหลือ

“การล่อซื้อเป็นวิธีการที่ไม่ถูกต้อง รวมทั้งผิดป.วิอาญาด้วย เป็นการละเมิดศักดิ์ศรีความเป็นมนุษย์ของพนักงานบริการ ประเทศไทยมีพนักงานบริการราว 3 แสน แต่ล่อซื้อ 300 คนในทุกๆ ปี ซึ่งใน 1 ปีมีพนักงานบริการถูกจับไม่น้อยกว่า 3 หมื่นคน เราอยากขอให้องค์กรที่ทำเรื่องค้ามนุษย์เปลี่ยนวิธีทำงาน และอยากให้ประกาศนโยบายไม่ให้มีการล่อซื้อ หากยังทำอยู่ขอให้เอาผิด และการพัฒนาในอาชีพของพนักงานบริการเท่านั้นถึงจะแก้ปัญหาการค้ามนุษย์ได้”น.ส.ทันตา กล่าว

น.ส.ไหม กล่าวในนามตัวแทนพนักงานบริการว่า เพื่อนๆ พนักงานบริการฝากเรื่องมาเล่า โดยเหตุการณ์บุกทลายนั้นมีทั้งที่เป็นข่าวและไม่เป็นข่าว ซึ่งในปีที่ผ่านมามีการบุกทลายไม่ต่ำกว่า 50 ครั้ง ซึ่งการล่อซื้อเป็นการกระทำที่ส่งผลกระทบต่อชีวิตของพนักงานบริการและละเมิดศักดิ์ศรีความเป็นมนุษย์อย่างมาก ซึ่งวิธีที่นิยมในการล่อซื้อพนักงานบริการ ส่วนมากผู้มาล่อซื้อมักจะเข้าไปเป็นลูกค้าและมักถามว่ามีเด็กหรือไม่ โดยใช้วิธีเลือกผู้หญิงไปนั่งคุยด้วยท่าทีสุภาพ จ่ายทิปดี ซื้อดื่มให้ และกลับมาหาบ่อยๆ สร้างความไว้ใจและสร้างความรู้สึกดีจนทำให้เราไม่รู้ตัวซึ่งเป็นการหลอกล่อจูงใจให้เรากระทำความผิดด้วย จนกระทั่งวันที่ขึ้นห้องและถูกจับ เราถึงรู้ว่าถูกล่อซื้อ แต่หลังผู้หญิงถูกจับก็จะถูกลืม หรือไม่มีใครตามเรื่องอีกว่าเป็นอย่างไร คดีถึงไหน และองค์กรที่ล่อซื้อก็ไม่ได้เคยรับผิดชอบกับผลกระทบที่ตามมา

น.ส.ไหมกล่าวว่า มีผู้หญิงที่ได้รับผลกระทบจากการบุกจับและล่อซื้อโดยเมื่อปี 2559 และเหตุการณ์วิตอเรียซีเคร็ทในปีนี้จำนวน 234 คน โดยบางส่วนถูกส่งไปอยู่สถานสงเคราะห์เกร็ดตระการ โดยบางส่วนถูกกันไว้เป็นพยาน และถูกคัดออกเป็นกลุ่มๆ โดยผู้ที่ได้รับผลกระทบมากที่สุดถูกนำตัวไปกักที่สำนักงานตรวจคนเข้าเมือง ซึ่งหากไม่มีใครตามไปดูก็จะไม่ทราบเลยว่าเป็นอยู่กันอย่างไร

น.ส.ไหมกล่าวว่า มีเพื่อนหลายคนที่ได้รับผลกระทบเล่าให้ฟัง โดยกรณีแรกชื่อหวาน(นามสมมุติ) ซึ่งเป็นพนักงานบริการอาบอบนวดนาตาลีและเป็นคนต่างด้าว โดยเธอเล่าว่า หลังถูกจับกุมทำให้ไม่ได้กลับไปหาลูกเหมือนทุกครั้ง จนผ่านไปหลายสัปดาห์ลูกก็ยังไม่เห็นหน้าแม่และลูกถามหาเธอทุกวัน สุดท้ายหวานและลูกไม่ได้เจอหน้ากันนาน 48 วัน ทั้งๆ ที่เธอให้ความร่วมมือเป็นพยานในคดี แต่กลับถูกแสตมป์หนังสือเดินทางห้ามเข้าประเทศไทยเป็นเวลา 100 ปีโดยที่ลูกสาวยังอยู่กับญาติในประเทศไทย

น.ส.ไหมกล่าวว่า กรณีน้องแตนเป็นพนักงานบริการอาบอบนวนนาตาลีซึ่งเป็นคนต่างด้าวที่ได้รับผลกระทบจากการล่อซื้อ โดยเธอออกมาหางานทำเพื่อหาเงินเลี้ยงดูพ่อแม่โดยไม่รู้ว่าตนเองอายุไม่ถึง 18 ปี ซึ่งทำงานในสถานบริการไม่ได้ รู้แค่ว่าเป็นงานที่ทำได้และส่งเงินกลับบ้าน จนวันหนึ่งแตนถูกจับเป็นเหยื่อค้ามนุษย์และถูกส่งไปอยู่บ้านเกร็ดตระการนานกว่า 8 เดือน แตนรู้สึกอึดอัดมากและไม่สามารถติดต่อใครได้เลย และหลังจากที่แตนได้สืบพยานล่วงหน้า เจ้าหน้าที่ได้ให้แม่มารับแตนกลับบ้านโดยได้รับค่าเสียหายเพียง 3,000 บาทเท่านั้น

น.ส.ไหมกล่าว่า กรณีต้นหอม เป็นพนักงานบริการอาบอบนวดวิคตอเรียซีเคร็ท ที่ถูกล่อซื้อและจับกุม โดยเธอทำงานเพื่อหาเงินผ่าตัดพ่อ หลังถูกจับตำรวจไม่เชื่อว่าเธออายุเกิน 18 ปี และเจ้าหน้าที่บังคับให้เธอไปตรวจมวลกระดูก ซึ่งผลการตรวจระบุได้เพียบอายุ 11-20 ปี แต่ไม่สามารถระบุชัดได้ สุดท้ายต้นหอมถูกส่งไปอยู่บ้านเกร็ดตระการซึ่งตอนนั้นพ่อของเธอป่วยหนักและรอการผ่าตัดด่วน ซึ่งเขาอยากคุยกับลูกสาวมาก แต่ไม่สามารถติดต่อได้ สุดท้ายพ่อต้นหอมเสียชีวิต ขณะที่แม่ต้นหอมกินไม่ได้นอนไม่หลับ จนกระทั่งจัดงานศพเสร็จ ต้นหอมก็ยังไม่ได้รับรู้ข่าวจากทางบ้าน ต่อมาต้นหอมถูกพาไปตรวจมวลกระดูกรอบ 2 ซึ่งผลการตรวจออกมาว่าเธออายุเกิน 18 ตรงนี้จึงเกิดตั้งคำถามว่า การกระทำของเจ้าหน้าที่ การล่อซื้อ และการบุกทลายจับพนักงานบริการแบนนี้เป็นวิธีช่วยเหลือเหยื่อและครอบครัวจริงหรือไม่

“เจตนารมณ์ของกฎหมาย ควรจับผู้ที่กระทำผิดจริงๆ แต่ทุกครั้งกลับจับแต่คนที่ดูแลครอบครัว ไม่เคยจับคนที่ทำผิดได้จริงๆ นี่คือสิ่งที่เพื่อนๆ พนักงานบริการฝากมากบอก” น.ส.ไหม กล่าว

พ.ต.ท.กฤตธัช อ่วมสน รองผู้อำนวยการกองคดีการค้ามนุษย์ กรมสอบสวนคดีพิเศษ กล่าวว่า กฎหมายค้าประเวณีค่อนข้างหมื่นเหม่การละเมิดสิทธิ์ แต่ทำอย่างไร เมื่อกฎหมายออกมาแล้ว ซึ่งน่าเห็นใจเจ้าหน้าที่องค์กรรัฐ หากไม่ทำตามกฎหมายก็ไม่ได้ โดยเรื่องสถานบริการนั้น มีกฏหมายฉบับหนึ่งเหมือนกับเปิดโอกาสให้เขากระทำผิด คือพรบ.สถานบริการ เพราะไม่มีใครเข้าไปอาบน้ำเฉยๆ แต่ไปใช้บริการอื่นด้วย จริงๆ เบื้องหลังค้ามนุษย์เน้นเด็กอายุไม่เกิน 18 ปี ซึ่งส่วนใหญ่เป็นต่างชาติ โดยมีทั้งที่สมัครใจและถูกหลอก เท่าที่เจอหลายคนตกอยู่ในสภาพหนี้สินมากมายและหลักฐานต่างๆ เช่น พาสปอร์ตก็ไม่มี ถ้ามีเอเย่นต์จะมีหนี้มาด้วยคนละ 2-3 แสนบาท จึงตกอยู่ในภาวะจำยอมที่ต้องขายตัว แต่ละครั้งถูกหักค่าตัว เช่น ได้ค่าตัวครั้งละ 3,200 เด็กได้แค่ 1,600 พอหักค่านั้นค่านี่เหลือแค่ 500-600 บาท แถมต้องเสียค่าตรวจโรคเอง ค่าแต่งหน้าทาปากอีก ต้องขึ้นห้องวันละ 5-6 รอบ กลายเป็นการสร้างความร่ำรวยให้เจ้าของบริการ น่าสงสารที่เขาถูกละเมิดสิทธิอย่างหนัก

“ต้องยอมรับการละเมิดสิทธิในหน่วยงานรัฐยังมีอยู่ เพราะเราทำงานกันหลายหน่วยงาน บางหน่วยงานก็ไปเรียกเก็บผลประโยชน์เพราะรู้ว่ามีเด็กอายุต่ำกว่า 18 ปีทำงานอยู่ เป็นปัญหาที่ต้องช่วยกันแก้ไข ผมไปเจอเคสเด็กลาวถูกคนลาวหลอกให้มาขายไก่ย่างอายุ 17 ปี แต่กลับถูกบังคับขายบริการร้านคาราโอเกะ ได้ค่ารอบทีละ 100 บาท ต้องยอมรับว่ามีการปล่อยปละละเลยจากเจ้าหน้าที่รัฐด้วย ซึ่งรัฐบาลต้องแก้ไข ขอเสนอให้จดทะเบียนโสเภณีให้ถูกต้อง” พ.ต.ท.กฤตธัช กล่าว

นางอังคณากล่าวว่า ต้องชื่นชมรัฐบาลที่ทำให้สถานการณ์การค้ามนุษย์ดีขึ้น แต่ในส่วนของพนักงานบริการควรได้รับการแก้ไขเพราะผู้หญิงหลายคนมีอาชีพปกติในยากกลางวัน แต่มีภาระมาก เงินเดือนไม่พอ จำเป็นต้องหาอาชีพเสริมโดยการทำงานบริการโดยไม่เกี่ยวกับเพศสัมพันธ์หรือบริการทางเพศ แต่ปัญหาคือ เมื่อมีคนเข้ามาเที่ยวทำความรู้จักคุ้นเคยจนสนิทกันและมีเพศสัมพันธ์และบุกเข้าไปทลาย ทำให้ผู้หญิงเหล่านี้อับอายเพราะสื่อมวลชนเข้าไป หน่วยงานรัฐบอกว่าพยายามใช้ผ้าคลุมโม่งซึ่งผลการวิจัยออกมาว่า ผู้ถูกคลุมมีความรู้สึกว่าตัวเองเป็นคนร้ายและน่ารังเกียจ และคิดว่าต้องหลบหนีออกจากสังคม ดังนั้นการคลุมโม่งจึงไม่ช่วยเลย ดังนั้นเราควรแก้ปัญหาที่รากเหง้ามากกว่า เช่น ด้านการศึกษา การส่งเสริมมีงานทำ

ทั้งนี้มูลนิธิเอ็มพาวเวอร์และเครือข่ายพนักงานบริการทั่วประเทศได้มีข้อเรียกร้องต่อรัฐบาลและเอ็นจีโอต่างชาติใน 3 ข้อคือ 1.ให้รัฐเข้มงวดในข้อตกลงที่ได้รับข้อเสนอจากองค์กรนานาชาติโดยเฉพาะ CEDAW หรือคณะกรรมการว่าด้วยการขจัดการเลือกปฎิบัติต่อสตรีในทุกรูปแบบ ที่ระบุให้รัฐบาลไทยหยุดการล่อซื้อและบุกทลายทันทีและให้ยกเลิกความผิดการค้าประเวณีโดยให้ใช้กฎหมายแรงงานเข้ามาให้การคุ้มครองพนักงานบริการ

2.ให้รัฐและองค์กรเอ็นจีโอนานาชาติที่ต่อต้านการค้ามนุษย์ หยุดทำการล่อซื้อและให้ถือว่า การล่อซื้อเป็นความผิดตามกฎหมายเพราะเป็นการร่วมกระทำความผิดและเป็นการสร้างหลักฐานที่ไม่สุจริต 3.ให้รัฐให้ความคุ้มครองคนอาชีพบริการตามเจตนารมณ์ของกฎหมายอันไม่ถือว่าผู้ค้าประเวณีเป็นผู้ผิดกฎหมาย แต่เป็นผู้ด้อยโอกาสทางสังคมจึงต้องให้ความคุ้มครองและช่วยเหลือ

Share.

Comments are closed.