กองทัพพม่าข่มขู่องค์กรช่วยเหลือด้านมนุษยธรรมคะฉิ่น ห้ามช่วยเหลือเหยื่อสงคราม ฝ่าฝืนจะถูกดำเนินคดีตามกฎหมาย

0


มีรายงานออกมาว่า กระทรวงฝ่ายกิจการชายแดน ภายใต้กองทัพพม่าได้ส่งจดหมายข่มขู่องค์กร Kachin Baptist Convention (KBC) ซึ่งเป็นองค์กรช่วยเหลือด้านมนุษยธรรมแก่ผู้ลี้ภัยจากสงครามในรัฐคะฉิ่น โดยในจดหมายระบุว่า หากทางองค์กร KBC ยังช่วยเหลือเหยื่อสงครามต่อไป ทางกองทัพพม่าจะดำเนินการเอาผิดตามกฎหมาย ซึ่งอาจทำให้สมาชิกของกลุ่มต้องถูกจำคุกเป็นเวลา 2- 3 ปี โดยจดหมายดังกล่าวถูกส่งให้กับองค์กร KBC ตั้งแต่เมื่อวันที่ 21 พฤษภาคมที่ผ่านมา แต่เพิ่งถูกนำมาเปิดเผยเมื่อเร็วๆ นี้

ในจดหมายยังระบุว่า สมาชิกของกองค์กร KBC ไม่ควรเดินทางไปยังพื้นที่ควบคุมของกองทัพเอกราชคะฉิ่น KIA ซึ่งเป็นอีกกลุ่มติดอาวุธชาติพันธุ์ที่ยังจับปืนสู้กับกองทัพพม่า หลังจากที่องค์กร KBC ได้เดินทางไปในพื้นที่ซึ่งเป็นจุดชายแดน ในเมืองวายหม่อ เพื่อแจกจ่ายอาหารให้กับผู้ลี้ภัยสงคราม เมื่อช่วงต้นเดือน พฤษภาคมที่ผ่านมา โดยทางกองทัพพม่ายังอ้างว่า หากทางสมาชิกของ KBC ฝ่าฝืนก็จะถูกดำเนินคดีจำคุกเป็น 2 – 3 ปี เพราะผิดกฎหมายข้อที่ 17(1) เพราะมีความเชื่อมโยงกับกลุ่มผิดกฎหมาย ทั้งนี้ องค์กร KBC นั้นเป็นองค์กรหลักที่ให้ความช่วยเหลือแก่ผู้ลี้ภัยและผู้พลัดถิ่นภายในชาวคะฉิ่น ในรัฐคะฉิ่น ทางเหนือสุดของประเทศ

ด้านบาทหลวงคาลัม แซมสัน เลขาธิการขององค์กร KBC เปิดเผยว่า ทาง KBC ได้ให้ความช่วยเหลือแก่ผู้ลี้ภัยคะฉิ่นมาเป็นเวลา 7 ปีแล้ว โดยเฉพาะผู้ลี้ภัยตามแนวชายแดนพม่า – จีน โดยยังย้ำว่า ทางกลุ่มช่วยเหลือผู้ลี้ภัย ไม่ได้ช่วยเหลือทางคะฉิ่น KIA “ในส่วนของเรา เราเชื่อว่าเราไม่ได้ละเมิดกฎหมาย เราเป็นประชาชนที่ช่วยเหลือผู้ลี้ภัย และเราจะทำให้ดีที่สุดเท่าที่เราจะสามารถทำได้” บาทหลวงคาลัม แซมสัน ได้กล่าวเพิ่มเติมว่า ทางกลุ่มไม่ได้กลัวต่อคำข่มขู่ของกองทัพพม่าเพราะงานของ KBC เป็นงานช่วยเหลือด้านมนุษยธรรมเท่านั้น นอกจากนี้ยังเชื่อว่า จดหมายข่มขู่ดังกล่าวเป็นแผนยุทธศาสตร์ทางทหารของกองทัพพม่า

ขณะที่มีตัวเลขผู้ลี้ภัยคะฉิ่นราว 150,000 คน ที่ต้องถูกบังคับให้ทิ้งบ้านเกิดของตัวเอง จากผลพวงของสงครามระหว่างกองทัพพม่าและคะฉิ่น KIA ที่แตกหักกันเมื่อปี 2554 โดยคนเหล่านี้อาศัยอยู่ทั้งในเขตที่ควบคุมโดยรัฐบาลพม่าและทหารคะฉิ่น KIA ทางด้าน KBC เผยข้อมูลเพิ่มเติมว่า ในช่วงหน้าฝนนี้ สิ่งที่ผู้ลี้ภัยคะฉิ่นเป็นจำนวนมากต้องการความช่วยเหลือคือ การเข้าถึงการรักษาพยาบาล ที่พักและรวมถึงเด็กๆ ที่ต้องการไปโรงเรียน

บาทหลวงคาลัม แซมสัน ยังกล่าวเพิ่มเติมว่า ทางกลุ่มของเขาไม่อาจที่จะแบ่งแยกเส้นขอบชายแดนได้ โดยเป้าหมายที่รู้ก็คือต้องไปให้ความช่วยเหลือให้ถึงผู้ลี้ภัย ไม่ว่าคนกลุ่มนั้นจะอยู่ตรงไหน หรือแม้แต่ในเขตของกลุ่มติดอาวุธชาติพันธุ์ก็ตาม โดยนับตั้งแต่กองทัพพม่าออกจดหมายข่มขู่ดังกล่าว ความช่วยเหลือบางส่วนก็ถูกกีดกัน แต่ทางกลุ่มก็จะหาทางอื่นๆเพื่อหาทางช่วยเหลือผู้ลี้ภัยต่อไป บาทหลวงคาลัม แซมสัน ยังเปิดเผยข้อมูลอีกว่า เมื่อต้นเดือนนี้ ทางการจีนได้มอบเงินจำนวน 40 ล้านจั้ตเพื่อช่วยเหลือเหยื่อสงครามในรัฐคะฉิ่น ดังนั้นทางกลุ่มจะขออนุญาตทางการจีนเพื่อข้ามผ่านชายแดนของจีนไปช่วยเหลือผู้ลี้ภัยหากไม่สามารถเดินทางผ่านในพม่าได้ ทั้งนี้ มีรายงานอีกด้วยว่า กองทัพพม่านั้นได้กีดกันความช่วยเหลือจากยูเอ็นไปยังผู้ลี้ภัยชาวคะฉิ่นที่อาศัยอยู่ในเขตของทหารคะฉิ่น KIA แต่กลับอนุญาตให้หน่วยงานบรรเทาทุกข์เข้าไปช่วยเหลือผู้ลี้ภัยที่อยู่ในเขตของรัฐบาลพม่าได้

อีกด้านหนึ่ง เมื่อวานนี้ (13 มิ.ย.) 25 องค์กรเอ็นจีโอใน 10 ประเทศอาเซียนได้ออกแถลงการณ์ร่วมเรียกร้องให้รัฐบาลพม่ายุติทำสงครามในรัฐคะฉิ่น รวมทั้งเรียกร้องให้รับรองความปลอดภัยและความมั่นคงแก่เหยื่อสงคราม นอกจากนี้ยังเรียกร้องให้รัฐบาล NLD อนุญาตให้ความช่วยเหลือด้านมนุษยธรรมเข้าถึงผู้ลี้ภัยโดยทันทีอย่างไม่มีเงื่อนไข โดยระบุอีกว่า รัฐบาลของนางซูจีนั้นจะต้องสร้างความเชื่อมั่นให้กับกลุ่มชาติพันธุ์และยอมรับคนเหล่านี้ในการมีสิทธิ์เสียงตัดสินใจด้วยตัวเอง นอกจากนี้ทั้ง 25 องค์กรยังแนะให้อาเซียนเข้ามามีบทบาทในการหยุดสงครามในประเทศพม่า จากข้อมูลของยูเอ็นพบว่า เดือนเมษายนที่ผ่านมาเพียงเดือนเดียว มีผู้ลี้ภัยกลุ่มใหม่ชาวคะฉิ่นเพิ่มขึ้นถึง 7,400 คน

ที่มา Irrawaddy/Myanmar Times

แปลและเรียบเรียงโดย สำนักข่าวชายขอบ

Share.

Comments are closed.