บริษัทจีนฮุบที่ดินกว่า 150,000 ไร่ ในรัฐคะฉิ่นทำสวนกล้วย ชาวบ้านเดือดร้อนหนักไม่มีที่ทำกิน พบกลุ่มชาติพันธุ์ติดอาวุธรู้เห็นเป็นใจ

0

นอกจากชาวคะฉิ่นต้องเผชิญกับสงครามระหว่างทหารพม่าและทหาคคะฉิ่น KIA อีกด้านหนึ่งกำลังเผชิญภัยคุกคามจากสวนกล้วยของจีนที่ขณะนี้กำลังแผ่ขยายในรัฐคะฉิ่น ทางเหนือสุดของพม่า พบมีการทำสวนกล้วยเป็นพื้นที่กว่า 151,800 ไร่ โดยที่ดินบางส่วนเป็นที่ดินของชาวบ้านที่ถูกกลุ่มติดอาวุธชาติพันธุ์คะฉิ่นยึดเอาไปให้บริษัทจีนทำสวนกล้วย ในขณะที่ชาวบ้านเมื่อไม่มีที่ดินทำกิน กลับต้องกลายเป็นแรงงานลูกจ้างของบริษัทจีนทำสวนกล้วยบนที่ดินของตน ได้ค่าแรงเพียงน้อยนิดและถูกเอาเปรียบจากนายจ้างคนจีน เหล่านี้เป็นปัญหาใหญ่ของประชาชนที่อยู่ตรงชายแดนใกล้กับจีนกำลังเผชิญ

มีรายงานว่า ในพื้นที่สนามรบระหว่างกลุ่มติดอาวุธชาติพันธุ์คะฉิ่นกับกองทัพพม่าถูกเปลี่ยนให้เป็นสวนกล้วยไกลสุดลูกหูลูกตา โดยเฉพาะในเขตพื้นที่ควบคุมของกลุ่มชาติพันธุ์ติดอาวุธคะฉิ่นอย่างกลุ่ม The New Democratic Army – Kachin (NDAK) ซึ่งมีกองทัพของรัฐบาลหนุนหลัง และควบคุมพื้นที่บางส่วนในเมืองวายหม่อและเมืองชีพวย นางดอว์มอ ลี เซล วัย 39 ปี ชาวลีซู ที่อาศัยอยู่ในหมู่บ้านลอซา เขตเมืองวายหม่อ เปิดเผยว่า ชาวบ้านกำลังเสียที่ดินทำกินของตนเพิ่มขึ้นเรื่อยๆ จากการขยายพื้นที่ทำสวนกล้วยของบริษัทจีน และนั่นกำลังส่งผลกระทบต่อรายได้ของประชาชนในพื้นที่นี้

“เมื่อไหร่ก็ตามที่ฉันได้รับว่าจ้างไปทำงานที่สวนกล้วยนั่น ฉันมักคิดกับตัวเองว่า นั่นเป็นที่ดินของเรา มันคงจะดีไม่น้อยหากเราได้ที่ดินของเรากลับคืนมา เราจะได้ทำงานบนที่ดินของเรา”นางดอว์มอ ลี เซล หมู่บ้านของเธออยู่ในเขตปกครองพิเศษและอยู่ภายใต้การปกครองของกลุ่มติดอาวุธอย่าง NDAK ตั้งอยู่ระหว่างเมืองวายหม่อและเมืองชีพวย ซึ่งหมู่บ้านนี้ก่อตั้งขึ้นมาเมื่อปี 2545 มีบ้านเรือน 40 หลังคาเรือน ประชากรราว 150 คน โดยแรกเริ่มก่อตั้งหมู่บ้านนี้ ชาวบ้านเคยมีที่ดินจำนวน 379 ไร่ จากทั้งสิ่้น 1,846 ไร่ไว้ทำกิน แต่ภายหลังเมื่อปี 2551 ทางผู้นำของกลุ่ม NDAK ได้เชิญให้บริษัทจีนเข้ามาปลูกมันสำปะหลังบนที่ดิน 632 ไร่ ซึ่งเป็นที่ดินที่ชาวบ้านไม่ได้ใช้ทำกิน และยังมีการแจกจ่ายเมล็ดมันสำปะหลังฟรีให้ชาวบ้านปลูกโดยรับปากว่าจะมีการรับซื้อในอนาคต

อย่างไรก็ตามเมื่อเวลาผ่านไปกลับพบไม่มีการรับซื้อมันสำปะหลังจากชาวบ้านตามที่รับปากไว้ ทางผู้นำของ NDAK จึงได้มีคำสั่งให้ชาวบ้านที่ปลูกมันสำปะหลังหันมาทำสวนกล้วยแทน โดยยังมีการมอบที่ดินที่ชาวบ้านไม่ใช้ทำกินให้กับบริษัทจีนทำสวนกล้วยอีกด้วย และผู้นำของ NDAK ยังข่มขู่จะจับชาวบ้านที่ไม่ยอมยกที่ดินให้บริษัทจีน ทำให้ตั้งแต่เมื่อปี 2553 เป็นต้นมา สวนกล้วยของจีนได้ขยายออกไปเรื่อยๆในเมืองวายหม่อและครอบครองพื้นที่เกือบทั้งหมดของเมือง มีรายงาน ที่ดินรกร้างไม่มีคนทำกินในเมืองวายหม่อกำลังขาดแคลน เนื่องจากถูกนำไปทำสวนกล้วยจนหมด ชาวบ้านที่ไปทำงานยังสวนกล้วยยังได้รับค่าจ้างเพียง 50,000 จั้ต(1,190 บาท) ต่อพื้นที่ 1 เอเคอร์ หรือ 2.5 ไร่ โดยทางบริษัทจีนมักอ้างกับชาวบ้านว่า เงินค่าจ้างดังกล่าวจ่ายเป็นค่าที่ใช้ประโยชน์จากที่ดินของชาวบ้าน “พวกเขามักอ้างว่า เงินค่าจ้างเป็นค่าชดเชยที่ใช้ประโยชน์จากที่ดิน แต่ที่จริงแล้วมันคือค่าจ้าง เพราะเมื่อไหร่ที่เก็บเกี่ยวผลผลิตเสร็จ พวกเขาก็เอามันไป” นางดอว์อาชิ ชาวบ้านอีกรายกล่าว

มีรายงานว่า ในพื้นที่เมืองวายหม่อแห่งเดียวมีการทำสวนกล้วยบนเนื้อที่กว่า 68,310 ไร่ และในพื้นที่รัฐคะฉิ่นทั้งหมดอยู่ที่ 151,800 ไร่ จากการศึกษาของกลุ่มภาคสังคมชาวลีซอ เผยเมื่อปีที่แล้วว่า บริษัทจีนได้ใช้ยาฆ่าแมลงและยาฆ่าวัชพืชในสวนกล้วยเหล่านี้ และสารเคมีเหล่านี้ถูกทิ้งอย่างไม่ระมัดระวังทำให้ปนเปื้อนแม่น้ำในพื้นที่ เป็นเหตุให้วัวของชาวบ้านเสียชีวิตและยังทำให้ดินได้รับความเสียหายหนัก นอกจากนี้ชาวบ้านยังได้รับผลกระทบจากกลิ่นของสารเคมีเหล่านี้มาเป็นเวลาหลายปีแล้ว แต่ชาวบ้านในพื้นที่ก็ไม่สามารถย้ายไปอยู่ที่อื่นได้ ชาวบ้านยังเปิดเผยว่า สารเคมีที่แทรกซึมเข้าสู่ดิน ยังส่งผลกระทบไปยังแหล่งน้ำของชาวบ้านที่ส่วนใหญ่ใช้น้ำจากบ่อน้ำ โดยหน้าฝนของทุกปีจะพบชาวบ้านท่้องเสียจากการดื่มน้ำที่ปนเปื้อนสารเคมีจากสวนกล้วยของบริษัทจีน ขณะที่บริษัทที่เข้ามาทำสวนกล้วยได้ปฏิเสธไม่ได้ใช้สารเคมีและไม่ได้ส่งผลกระทบด้านสุขภาพต่อชาวบ้านที่อาศัยอยู๋ในพื้นที่แต่อย่างใด

ทางด้านนายH La Aung รัฐมนตรีด้านทรัพยากรธรรมชาติและอนุรักษ์สิ่งแวดล้อมในรัฐคะฉิ่นเผยว่า บริษัทจีนที่มาทำสวนกล้วยในรัฐคะฉิ่นเกือบทั้งหมดเป็นบริษัทผิดกฎหมายไม่มีเอกสารอนุญาต แต่การเอาผิดทำได้ยากเนื่องจากบริษัทเหล่านี้ได้รับการปกป้องคุ้มครองจากกองกำลังทหาร และพื้นที่ทำสวนกล้วยส่วนใหญ่อยู่ในพื้นที่สู้รบ ดังนั้นการดำเนินการเอาผิดจึงเป็นเรื่องยาก เขากล่าว ด้านนายอูนอลี ส.ส.จากรัฐคะฉิ่นเผยว่า สวนกล้วยในเมืองวายหม่อยังทำให้เกิิดวิกฤติความขัดแย้งระหว่างบริษัทของจีนและคนกลุ่มชาติพันธุ์ในพื้นที่ เนื่องจากชาวบ้านต่างเป็นกังวลว่า เมื่อสงครามสงบลง พวกเขาอาจไม่มีที่ไป เนื่องจากที่ดินของพวกเขาถูกนำไปทำสวนกล้วยหมดแล้ว ขณะที่ผู้ลี้ภัยคะฉิ่นจำนวนหนึ่งยอมที่จะเอาที่ดินของตนเองให้บริษัทจีนเช่าไปทำสวนกล้วยเพื่อแลกกับค่าอาหาร เนื่องจากสงครามทำให้ผู้ลี้ภัยเหล่านี้ไม่สามารถหาเลี้ยงปากท้องและต้องอาศัยอยู่ในค่ายผู้ลี้ภัย ตกงานและไม่มีรายได้ ด้านนายH La Aung แนะว่า รัฐบาลท้องถิ่นไม่สามารถแก้ปัญหานี้เพียงลำพัง จำเป็นที่กองทัพพม่าและกลุ่มติดอาวุธในพื้นที่จำเป็นต้องร่วมมือเข้ามาแก้ไข

ที่มา Myanmar Times
แปลและเรียบเรียงโดย สำนักข่าวชายขอบ

Share.

Comments are closed.