ศาลไทยรับเรื่องคดีกว้านซื้อ-ยึดครองที่ดินในกัมพูชา สั่งบ.น้ำตาลมิตรผลไกล่เกลี่ยชาวบ้าน

0

ภาพจาก farmlandgrab.org

เมื่อวันที่ 5 กันยายน 2561 เวปไซต์ www.inclusivedevelopment.net ได้นำเสนอข่าวศาลไทยรับฟ้องคดีสำคัญ โดยโจทก์เป็นตัวแทนของกลุ่มเกษตรกรชาวกัมพูชากว่า 700 ครอบครัว ซึ่งกล่าวหาว่าบริษัทผู้ผลิตน้ำตาลรายใหญ่สุดของเอเชีย กว้านซื้อที่ดินของตน และทำลายอาชีพของพวกตน โดยผู้พิพากษาขอให้ทั้งโจทก์และจำเลยคือบริษัทน้ำตาลมิตรผล จำกัด บริษัทน้ำตาลรายใหญ่ของไทย หาทางเจรจาเพื่อไกล่เกลี่ยยอมความในวันที่ 6 กันยายน หากไกล่เกลี่ยไม่สำเร็จผล จะนำไปสู่การไต่สวนขั้นต่อไป

คดีนี้เกิดจากการฟ้องต่อศาลเมื่อเดือนมีนาคมปีนี้ ซึ่งกล่าวหาว่า บริษัทน้ำตาลมิตรผล จำกัดได้บังคับกว้านซื้อที่ดินเป็นเหตุให้หลายครอบครัวในชนบทภาคตะวันตกเฉียงเหนือของกัมพูชาต้องอพยพไปอยู่ที่อื่น เหตุเกิดขึ้นระหว่างปี 2551-2552 โดยนำที่ดินเหล่านี้ไปใช้ปลูกอ้อยเพื่อการผลิตด้านอุตสาหกรรม แต่สุดท้ายโครงการเกษตรโครงการนี้ล้มเหลวไป โดยรวมแล้ว บริษัทอังกอร์ ชูการ์ ซึ่งเป็นบริษัทลูกของบริษัทน้ำตาลมิตรผล จำกัด ได้บังคับซื้อที่ดินและป่าชุมชนไปเป็นจำนวน 58,937 ไร่ จาก 26 หมู่บ้าน ส่งผลให้ชาวบ้านมีสภาพยากจนอย่างยิ่งในปัจจุบัน ถือเป็นคดีการฟ้องแบบกลุ่มคดีแรกในศาลไทย ซึ่งมีโจทก์เป็นชาวต่างชาติ ที่ได้รับผลกระทบจากการปฏิบัติมิชอบของบริษัทไทยในต่างประเทศ

บริษัทน้ำตาลมิตรผล จำกัดจัดส่งน้ำตาลให้กับผู้ผลิตสินค้าแบรนด์ดังระดับโลกหลายแบรนด์ รวมทั้งเนสท์เล่, โคคา-โคล่า, เป๊ปซี่ และมาร์ ทั้งสี่บริษัทต่างเป็นสมาชิกของ Bonsucro ซึ่งเป็นหน่วยงานกำหนดมาตรฐานด้านความยั่งยืนของอุตสาหกรรมน้ำตาล ในขณะที่บริษัทน้ำตาลมิตรผล จำกัด โคคา-โคล่าและเป๊ปซี่ ต่างประกาศนโยบายไม่ยอมให้มีการบังคับกว้านซื้อที่ดินในห่วงโซ่อุปาทานของตน

เกี่ยวกับการฟ้องคดีครั้งนี้ บริษัทเนสท์เล่ได้กล่าวในแถลงการณ์ว่า “กังวลกับข้อกล่าวหาและอยู่ระหว่างติดตามสถานการณ์ต่อไป” ส่วนบริษัทมาร์บอกว่าให้ความสำคัญกับสถานการณ์นี้ “อย่างจริงจัง” เป็นข้อความจากในอีเมล์ที่ส่งให้กับ Inclusive Development International หน่วยงานสิทธิมนุษยชนที่ให้ความช่วยเหลือโจทก์ในการฟ้องคดีนี้ แม้จะแสดงพันธสัญญาต่อต้านการกว้านซื้อที่ดิน แต่ที่ผ่านมาบริษัทโคคา-โคล่าเพิกเฉยต่อจดหมายสี่ฉบับจากหน่วยงาน ซึ่งกระตุ้นให้นำนโยบายด้านสิทธิที่ดินมาใช้ในกรณีของบริษัทน้ำตาลมิตรผล จำกัด ซึ่งถือเป็นหนึ่งในบริษัทยักษ์ใหญ่ระดับโลกที่จัดส่งวัตถุดิบให้กับตน

ทั้งนี้ระหว่างการเตรียมพร้อมเพื่อเจรจาไกล่เกลี่ย ฝ่ายโจทก์เรียกร้องให้ผู้ซื้อวัตถุดิบจากบริษัทน้ำตาลมิตรผล จำกัด กดดันบริษัทเพื่อให้แสดงความรับผิดชอบในการเยียวยาความเสียหาย และการละเมิดสิทธิมนุษยชนที่ก่อขึ้น เป็นไปตามเจตนารมณ์ของกรอบกฎหมายระหว่างประเทศ รวมทั้งหลักการชี้นำแห่งสหประชาชาติว่าด้วยธุรกิจและสิทธิมนุษยชน (UN Guiding Principles on Business and Human Rights) และแนวปฏิบัติ OECD สำหรับบรรษัทข้ามชาติ (OECD Guidelines on Multinational Enterprises)

“เมื่อหนึ่งทศวรรษที่แล้ว บริษัทน้ำตาลมิตรผล จำกัด ทำลายบ้านเรือนและบังคับซื้อที่ดินทำกินไปจากพวกเรา” โจทก์คนหนึ่งในคดีนี้กล่าว โดยขอไม่ระบุชื่อของตนเองเนื่องจากข้อกังวลด้านความปลอดภัย “หลังจากที่เสียงของพวกเราถูกเพิกเฉยมาหลายปี ในวันนี้เราสามารถนั่งโต๊ะอยู่ตรงข้ามกับตัวแทนของบริษัทน้ำตาลมิตรผล จำกัด เพื่อให้พวกเขาได้ยินข้อเรียกร้อง เราขอกระตุ้นให้บริษัทเนสท์เล่, โคคา-โคล่า, เป๊ปซี่ และ มาร์ ดำเนินการทุกอย่างที่ทำได้ เพื่อประกันให้บริษัทน้ำตาลมิตรผล จำกัดให้ความสำคัญกับกระบวนการนี้อย่างจริงจัง”

ในปี 2558 คณะกรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติ (กสม.) มีความเห็นว่า บริษัทน้ำตาลมิตรผล จำกัด มี “ความรับผิดชอบโดยตรง” ต่อความเสียหายที่เกิดขึ้นในกัมพูชา และเสนอให้มีการจ่ายเงินเยียวยาชดเชยผู้เสียหาย ในเดือนพฤษภาคม 2560 คณะรัฐมนตรีที่นำโดยนายกรัฐมนตรีประยุทธ์ จันทร์โอชา ประกาศยอมรับข้อค้นพบนี้อย่างเป็นทางการ

“บริษัทน้ำตาลมิตรผล จำกัด ได้แสวงหากำไรจากหยาดน้ำตาของชุมชน จากความทุกข์ยากของพวกเรา” ชาวบ้านอีกคนหนึ่งที่ต้องอพยพกล่าว และขอไม่ระบุชื่อของตนเอง “ทางบริษัทต้องให้ค่าชดเชยต่ออาชีพของเราที่ถูกทำลายไป”

“บริษัทเนสท์เล่ โคคา-โคล่า, เป๊ปซี่ และมาร์เสี่ยงที่จะเสียชื่อเสียงจากคดีนี้” เดวิด เพรด (David Pred) ผู้อำนวยการบริหาร Inclusive Development International กล่าว “ผู้เสียหายชาวกัมพูชาเฝ้ารอความยุติธรรมมาแล้วหนึ่งทศวรรษ หากบริษัทน้ำตาลมิตรผล จำกัดไม่ให้ความยุติธรรมกับพวกเขาผ่านช่องทางการไกล่เกลี่ยคดี บริษัทผู้รับซื้อวัตถุดิบควรยกเลิกสัญญาจัดซื้อ เพราะหากไม่ทำเช่นนั้นแม้เหตุการณ์เกิดมาหลายปี ย่อมทำให้พันธสัญญาของพวกเขาที่จะจัดซื้อวัตถุดิบอย่างมีความรับผิดชอบ กลายเป็นเรื่องไร้สาระไปอย่างสิ้นเชิง” เขากล่าวเสริม

ทนายความของโจทก์ซึ่งเป็นนักกฎหมายด้านสิ่งแวดล้อม และมีประสบการณ์ฟ้องคดีแบบกลุ่มมาอย่างยาวนานของไทย ได้แก่ สมชาย อามีน นายกสมาคมนักกฎหมายคุ้มครองสิทธิและสิ่งแวดล้อม เป็นทนายความในการฟ้องคดีแบบกลุ่มเจ็ดจากแปดคดีที่อยู่ระหว่างการพิจารณาของศาลไทย ส่วนส.รัตนมณี พลกล้า ผู้ประสานงานมูลนิธิศูนย์ข้อมูลชุมชน ว่าความให้กับชุมชนในเกือบร้อยคดีที่มีความเสียหายด้านสิ่งแวดล้อม

Inclusive Development International และ Equitable Cambodia หน่วยงานสิทธิมนุษยชนได้ให้ความสนับสนุนช่วยเหลือครอบครัวเหล่านี้ในการฟ้องคดี รวมทั้งการฟ้องคดีอีกหนึ่งคดีต่อ Bonsucro

สำหรับรายละเอียดเกี่ยวกับคดีนี้ โปรดดู
https://www.inclusivedevelopment.net/wp-content/uploads/2018/03/Mitr-Phol-Class-Action-Case-Brief.pdf
วีดิโอเกี่ยวกับการบังคับไล่รื้อ โปรดดู

แปลจาก https://www.inclusivedevelopment.net/thai-court-accepts-cambodian-land-grabbing-case-orders-mediation/

Share.

Comments are closed.