“ใต้ตีน” นักท่องเที่ยว กับสุสานชาวเลที่หายไป

0

 

พอลงจากเรือก้าวขึ้นหาดทรายขาว พ่อเฒ่าก็เดินจ้ำอ้าวมุ่งตรงไปยังต้นไม้ใหญ่พร้อมกับชี้ไปยังโขดหินใหญ่ “ตรงนั้นนั่นแหละที่เป็นหลุมฝังศพยาย”

 

ถ้าไม่ฟังคำบอกเล่ามาก่อนก็ไม่รู้ใครรู้ว่าหาดทรายขาวจั๊วะซึ่งถูกปรับให้เป็นลานวอลเล่ย์บอลและมีนักท่องเที่ยวต่างชาติเดินกันขวักไขว่บนเกาะเฮเคยเป็นสุสานฝังศพของชาวเล

 

พ่อเฒ่าสุเต็ม ชาวอูรักลาโว้ยวัย ปัจจุบันอาศัยอยู่ในชุมชนหาดราไวย์ จังหวัดภูเก็ต แต่ตอนเป็นเด็กแกอาศัยอยู่บนเกาะเฮเพราะครอบครัวทำสวนมะพร้าวอยู่บนนี้

 

ถ้ามองจากหาดราไวย์ จ.ภูเก็ต ไปในทะเลจะเห็นเกาะเรียงรายอยู่ 3 เกาะคือเกาะบอน เกาะเฮและเกาะโหลน ซึ่งในอดีตบริเวณนี้คือชุมชนใหญ่ของชาวเลซึ่งเชื่อมร้อยอยู่กับชุมชนชาวเลบนฝั่งหาดราไวย์

 

“เราหนีขึ้นไปอยู่บนเขาตอนที่ญี่ปุ่นมาทิ้งระเบิด พอสงครามสงบเรากลับมาอยู่เหมือนเดิม แต่เกิดโรคระบาดคนตายกันเยอะ เราเลยย้ายไปอยู่ราไวย์ แต่ก็ยังไปๆมาๆกันอยู่”ผู้เฒ่ายังจดจำบรรยากาศในวัยเยาว์ที่ผ่านมาค่อนศตวรรษได้แม่นยำ เพราะเป็นช่วงแห่งความสุขที่ชาวเลได้อยู่กันอิสระ

 

ต่อมาผู้เฒ่าสุเต็มได้ขายสวนมะพร้าวไปในราคาไม่กี่พันบาทเพื่อย้ายไปอยู่เกาะบอน แต่ก็ยังกลับมาไหว้หลุมฝังศพบรรพบุรุษบนเกาะเฮทุกปี

เมื่อถึงยุคที่กระแสท่องเที่ยวทะลักสู่ไข่มุกแห่งอันดามัน ที่ดินซึ่งเคยเป็นอาณาจักรของชาวเล ทั้งบนเกาะบอน เกาะเฮและทั่วทะเลตะวันตกถูกเปลี่ยนมือไปอยู่กับเจ้าของรีสอร์ทและทุนจากภายนอก บ้างด้วยเหล้าเพียงไม่กี่ขวด บ้างด้วยเงินไม่กี่พันบาท อาศัยความซื่อและรู้ไม่เท่าทันของชาวเลเป็นเครื่องมือ แม้แต่สุสานฝังศพซึ่งควรจะเป็นที่ดินสาธารณะก็ยังถูกอภิสิทธิชนยึดครอง

 

“ตอนหลังเขาห้ามพวกเราขึ้นเกาะมาไหว้บรรพบุรุษ เขาบอกว่าที่ดินเป็นของเขา เรามารู้ทีหลังว่าเขาเอารถมาไถ แล้วเอากระดูกไปกองฝังอยู่ในหลุมเดียวกัน”ผู้เฒ่าได้แต่น้ำตาตกในแต่ก็ทำอะไรไม่ได้มากไปกว่ากล้ำกลืนความเจ็บช้ำน้ำใจ

 

“แถวนี้มีหลุมฝังศพไม่น้อยกว่า 50 หลุม แต่เดี๋ยวนี้เขาไถไปหมด เห็นแล้วก็ใจหาย มันบอกไม่ถูก บางทีก็แอบมาไหว้แม่เฒ่า”

 

ทุกวันนี้อย่าว่าแต่ที่อยู่อาศัยและที่ทำกินเลย แม้แต่ที่ซุกหัวนอนและที่ฝังศพของชาวเลยังถูกบุกรุกแทบไม่เหลือ ผืนดินทั้งชายทะเลและบนเกาะที่เคยเป็นของชาวเลถูกยึดครองแทบไม่เหลือ

 

วิกฤตปัญหาที่ดินรุนแรงขึ้นตามลำดับ โดยเฉพาะคนจนและคนชายขอบทั้งหลายที่แทบประคับประคองตัวไว้ไม่อยู่ ขณะที่คนรวยเพียงแค่หยิบมือกลับครอบครองที่ดินนับแสนไร่

 

ถ้าหากประชาธิปไตยยังไม่สามารถกินได้ และคนเล็กคนน้อยอย่างผู้เฒ่าสุเต็มและชนชาวเลยังเข้าไม่ถึงที่ดินซึ่งเป็นปัจจัยสำคัญในการดำเนินชีวิต จะมีประโยชน์อันใดกับการหย่อนบัตรเลือกตั้ง


—————-

หมายเหตุ-ในวันที่ 17-18 พฤศจิกายน 2561เครือข่ายภาคประชาชนได้ร่วมกันจัดมหกรรม “ที่ดินคือชีวิต ฝ่าวิกฤติที่ดินไทย”ขึ้นที่มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ท่าพระจันทร์ โดยมีกิจกรรมมากมาย ทั้งเวทีเสวนา คอนเสิร์ต การออกร้าน ดูรายละเอียดได้ที่ https://www.facebook.com/events/166212827666503/

 

Share.

Comments are closed.