ชี้เขื่อนกั้นแม่น้ำเต็ง-สาขาใหญ่สาละวิน เป็นเหตุให้ชาวไทใหญ่อพยพอื้อ-หนีทหารพม่าเข้าไทย กลุ่มสิทธิมนุษยชน-สิ่งแวดล้อมแนะชะลอสร้างแห่งใหม่-กระตุ้น “นอร์เวย์”ถอนการสนับสนุน

0
เมื่อวันที่ 21 ธันวาคม มูลนิธิเพื่อสิทธิมนุษยชนไทใหญ่ (SHRF)และ องค์กรสิ่งแวดล้อมไทใหญ่ (Shan Sapawa) ได้เผยแพร่รายงานผลการศึกษาเรื่อง “แทบสิ้นซาก-ปฏิบัติการย่ำยีแม่น้ำเต็งในรัฐฉาน” โดยระบุว่าได้มีปฏิบัติการที่ทารุณโหดร้ายและการบังคับประชาชนให้ออกจากพื้นที่ ซึ่งเกิดจากการขยายกำลังทหารของกองทัพพม่าซึ่งมีส่วนสนับสนุนให้เกิดการสร้างเขื่อนในแม่น้ำเต็งตอนใต้ของรัฐฉาน และเสนอให้ยกเลิกเขื่อนเชียงตองเหนือโดยทันที เนื่องจากเป็นโครงการที่ส่งผลกระทบร้ายแรง และยิ่งทำให้สงครามกลางเมืองที่เกิดขึ้นมาหลายทศวรรษเลวร้ายลงอีก

ในรายงานระบุว่าแม่น้ำเต็งเป็นหนึ่งในลำน้ำสาขาที่สำคัญของแม่น้ำสาละวินในรัฐฉานก่อนที่จะไหลมาสู่ชายแดนไทยด้านจังหวัดแม่ฮ่องสอนและไหลลงทะเลที่อ่าวเมาะตะมะ ซึ่งแม่น้ำสายนี้มีความสำคัญเป็นพิเศษทั้งในทางประวัติศาสตร์และวัฒนธรรมสำหรับประชาชนรัฐฉาน โดยไหลผ่านหลายเมืองที่ปกครองโดยเจ้าฟ้าไทใหญ่ ทั้งเมืองกึ๋ง เมืองลายค่า เมืองนาย และเมืองหมอกใหม่ ตามริมฝั่งน้ำเป็นที่ตั้งของเจดีย์โบราณของรัฐฉาน ตำนานแห่งความรักของรัฐฉาน เรื่องราวของขุนสามลอและนางอูเป่มเกิดขึ้นที่ริมฝั่งแม่น้ำแห่งนี้ เชียงตองซึ่งตั้งอยู่ด้านตะวันออกของเมืองนายช่วงกึ่งกลางของแม่น้ำมีชื่อเสียงเนื่องจากเป็นบ้านเกิดของขุนสามลอ ทั้งยังเป็นที่ตั้งของน้ำตกขนาดใหญ่ที่งดงาม

รายงานระบุว่าแม่น้ำสายนี้ถือเป็นเส้นเลือดใหญ่ที่หล่อเลี้ยงฝ่ายต่อต้านในรัฐฉานมาหลายทศวรรษ เชื่อมโยงภูมิภาคต่าง ๆ ตามชายแดนไทยจนถึงตอนกลางของรัฐฉาน สภาเพื่อการกอบกู้รัฐฉาน (Restoration Council of Shan State) / กองทัพรัฐฉาน (Shan State Army) (RCSS/SSA) ได้รวมตัวกันใหม่และตั้งฐานทัพริมฝั่งแม่น้ำเต็งช่วงต้นปี 2539 หลังจากกองทัพเมืองไต (Mong Tai Army) ของขุนส่าประกาศยอมแพ้ 

ทั้งนี้ชุมชนตามริมฝั่งแม่น้ำเต็งถือเป็นเป้าหมายหลักของปฏิบัติการกวาดล้างให้สิ้นซากของกองทัพพม่า เพื่อบดขยี้และทำลายกองทัพฝ่ายต่อต้านในรัฐฉานที่ก่อรูปขึ้นใหม่ช่วงปี 2539-2548 ชาวบ้านกว่า 300,000 คนจาก 11 อำเภอ ในภาคกลางและภาคใต้ของรัฐฉาน ถูกบังคับให้ออกจากพื้นที่ชนบท ต้องไปอาศัยอยู่ตามเขตที่ใกล้กับเมืองและถนนใหญ่ อีกหลายร้อยคนถูกทรมาน สังหาร และข่มขืน เฉพาะในเขตเชียงตอง ทหารพม่าได้ข่มขืนผู้หญิงและเด็กผู้หญิง 70 คน บางคนอายุเพียง 5 ขวบ โดยการลดจำนวนประชากรในตอนกลางของรัฐฉานซึ่งเป็นเขตชนบท เกิดขึ้นเพื่อเปิดให้มีการขยายตัวของกองทัพพม่าในพื้นที่นี้ รวมทั้งการจัดตั้งศูนย์ปฏิบัติการกองทัพภาคที่ 14 ที่น้ำจ๋าง ทั้งยังเป็นการเปิดทางให้มีการสร้างเขื่อน

รายงานยังระบุด้วยว่า โครงการเขื่อนไฟฟ้าพลังน้ำขนาดใหญ่แห่งแรกซึ่งเกิดขึ้นในพื้นที่ที่อพยพคนออก ได้แก่เขื่อนที่สร้างในแม่น้ำเต็งที่เขตเมืองเชียงตอง โดยประชาชนในพื้นที่ส่วนใหญ่หลบหนีเข้าสู่ประเทศไทยตั้งแต่หลังปี 2539 ยังคงมีชาวบ้านดั้งเดิมเหลืออยู่เพียง 10 จาก 50 หมู่บ้าน และที่ผ่านมามีการสร้างฐานทัพพม่าขึ้นมา 3 แห่ง รวมทั้งศูนย์ฝึกอบรมทหารขนาดใหญ่ในพื้นที่ ในระหว่างการก่อสร้างเขื่อนเชียงตองที่มีกำลังผลิต 54 เมกะวัตต์ระหว่างปี 2548-2552 ได้เกิดเหตุทหารพม่าข่มขืนและสังหารผู้หญิงชาวบ้าน 3 ครั้ง

โครงการเขื่อนไฟฟ้าพลังน้ำเชียงตองสร้างขึ้นด้านบนของน้ำตกซึ่งมีชื่อเสียง ส่งผลให้น้ำตกนี้แห้งลงในช่วงฤดูร้อน สัตว์น้ำที่เคยมีอยู่ชุกชุมและเป็นปัจจัยหล่อเลี้ยงชีวิตชาวบ้านหลายพันคน ทั้งด้านเหนือและท้ายน้ำของเขื่อน มีปริมาณลดลงอย่างมาก โดยพันธุ์ปลาขนาดใหญ่ถึงกับสูญพันธุ์ไป ต้นทุนจากการสร้างเขื่อนดูเหมือนจะมากกว่าประโยชน์ที่คาดว่าจะได้รับ เนื่องจากในปัจจุบันมีการเดินเครื่องเขื่อนโดยปั่นกังหันไฟฟ้าเพียงหนึ่งจากสามเครื่อง ส่งผลให้สามารถผลิตพลังงานได้เพียงเล็กน้อยเมื่อเทียบกับกำลังผลิตติดตั้ง

ในรายงานระบุว่า เขื่อนเชียงตองเหนือที่เริ่มสร้างเมื่อปี 2552 ทำให้เกิดอ่างเก็บน้ำขนาดใหญ่ประมาณ 40 กิโลเมตรด้านเหนือของโครงการเขื่อนเชียงตองแห่งแรกนี้ และเป็นเหตุให้เกิดผลกระทบมากมาย ชาวบ้านหลายพันคนในเมืองเชียงตองและเมืองลางเคอ ซึ่งต้องพึ่งพาแม่น้ำเพื่อเกษตรกรรมและประมง กลัวว่าจะเกิดภาวะขาดแคลนน้ำอย่างรุนแรง โดยเฉพาะเมื่อคำนึงถึงการเปลี่ยนแปลงสภาวะภูมิอากาศที่เกิดขึ้นอย่างชัดเจน ภายหลังเหตุเขื่อนแตกที่ลาวและภาคกลางของพม่าที่ผ่านมาเมื่อเร็ว ๆ นี้ ทำให้ชาวบ้านกลัวว่าเขื่อนแห่งนี้จะแตกเช่นกัน

“ทั้งสองโครงการเขื่อนในแม่น้ำเต็ง ละเมิดหลักการว่าด้วยการพัฒนาอย่างรับผิดชอบทุกประการ เป็นโครงการที่ได้รับการผลักดันจากกองกำลังทหารที่เข้ามายึดครองพื้นที่ เข้ามาสร้างความทารุณโหดร้ายและผลักดันให้ชาวบ้านออกจากพื้นที่ เขื่อนใหม่แห่งนี้มีแนวโน้มจะส่งผลทำลายอย่างร้ายแรงต่อระบบนิเวศวิทยาที่บอบบางของหนึ่งในแม่น้ำสำคัญในรัฐฉาน กองทัพพม่ายังคงปฏิบัติการโจมตีกองทัพ RCSS/SSA แม้จะมีการลงนามความตกลงหยุดยิง เราจึงกระตุ้นรัฐบาลพม่าให้ยกเลิกโครงการเขื่อนเชียงตองเหนือทันที จนกว่าจะมีการคลี่คลายความขัดแย้งผ่านกระบวนการทางการเมืองและมีการปฏิรูประบบสหพันธรัฐอย่างแท้จริง จนกว่าชุมชนในพื้นที่จะมีอำนาจตัดสินใจเกี่ยวกับทรัพยากรธรรมชาติของตนเอง เราไม่ควรพิจารณาให้มีโครงการพัฒนาขนาดใหญ่ในพื้นที่นี้” รายงานระบุ

ในรายงานยังระบุด้วยว่า ต้องการกระตุ้นประเทศผู้บริจาค โดยเฉพาะประเทศนอร์เวย์ซึ่งให้ความสนับสนุนด้านเทคนิคต่อเขื่อนเชียงตองเหนือให้ยุติการสนับสนุนและลงทุนสร้างเขื่อนขนาดใหญ่ในพื้นที่ที่มีความขัดแย้งในพม่าเพราะการสนับสนุนโครงการเขื่อนของรัฐที่ประชาชนต่อต้านมีแต่จะเร่งให้เกิดสงครามความขัดแย้งและทำลายความพยายามด้านสันติภาพโดยตรง (อ่านรายละเอียดรายงานชิ้นนี้ได้ที่ http://transbordernews.in.th/home/?p=19798 )

Share.

Comments are closed.