ชาวเลราไวย์กว่า 200 คนบุกศาลากลางภูเก็ตยื่นหนังสือขอความเป็นธรรม-ตำรวจจับกุมชาวบ้านคดีที่ดินบารอนหลังเงียบหายไป 2 ปี แกนนำแปลกใจไม่มีความคืบหน้าจับกุมกลุ่มชายฉกรรจ์กว่า 100 คนที่ทำร้ายชาวเล แต่ชาวบ้านกลับถูกดำเนินคดี

0
ชาวเลชุมชนราไวย์ ระหว่างระยื่นหนังสือขอความเป็นธรรม ณ หน้าศาลากลาง จ.ภูเก็ต

เมื่อวันที่ 2 เมษายน 2562 น.ส.บังอร แซ่ชั่ว ชาวเลชุมชนราไวย์ จังหวัดภูเก็ต ได้เดินทางไปยังสถานีตำรวจภูธรฉลองเพื่อมอบตัว ภายหลังจากเมื่อวันที่ 1 เมษายนที่ผ่านมา ได้มีเจ้าหน้าที่ตำรวจเดินทางเข้าไปยังชุมชนราไวย์เพื่อจับกุมชาวบ้านจำนวน 5 รายในข้อหาร่วมกันบุกรุกอสังหาริมทรัพย์ของผู้อื่น โดยมีนายสนิท แซ่ชั่ว ผู้ประสานงานชุมชนชาวเลราไวย์ พร้อมด้วยชาวบ้านไปร่วมให้กำลังใจ

นายสนิทเปิดเผยว่า ชาวบ้านที่ถูกออกหมายจับครั้งนี้มีด้วยกัน 5 คน ซึ่งประกอบด้วย 1.น.ส.วีรวรรณ หาดทรายทอง 2.น.ส.บุญใจ พลรบ 3.น.ส. บังอร แซ่ชั่ว 4.น.ส.ดา หลักเกาะ 5.น.ส. จันทร บางจาก โดย 2 คนแรกถูกจับกุมตั้งแต่เมื่อวันที่ 1เมษายน ซึ่งชาวบ้านกว่า 100 คนได้เดินทางไปยังสถานีตำรวจเพื่อขอความเป็นธรรมเพราะไม่เข้าใจว่าทำไมถึงมีการจับกุมในครั้งนี้เพราะเรื่องเกิดตั้งแต่ปี 2559 และไม่เข้าใจว่าทำไมถึงต้องเป็น 5 คนนี้ ทั้งนี้ระหว่างที่ตำรวจลงพื้นที่นั้น น.ส.บังอรไม่อยู่บ้านจึงได้มามอบตัวในวันนี้ ส่วนอีก 2 คนหลังที่อยู่ในหมายจับนั้น ยังไม่แน่ใจว่าเป็นใคร ทั้งนี้น.ส.วีรวรรณและ น.ส.บุญใจ ได้รับประกันตัวโดยใช้ตำแหน่งสมาชิกเทศบาลและผู้ใหญ่บ้านค้ำประกัน

ชาวเลชุมชนราไวย์ ระหว่างระยื่นหนังสือขอความเป็นธรรม ณ หน้าศาลากลาง จ.ภูเก็ต

“เมื่อเดือนมกราคม 2559 ได้มีชายฉกรรจ์ไม่น้อยกว่า 100 คน รุมตีชาวบ้านที่ออกมาขัดขวางไม่ให้นำหินมากั้นเส้นทางสาธารณะที่จะเดินไปยังพื้นที่ประกอบพิธีกรรมของพวกเราจนชาวบ้านบาดเจ็บหลายราย แต่จนบัดนี้เรากลับไม่ทราบความคืบหน้าใดๆ พอถามทางตำรวจว่าได้จับกุมคนที่ทำร้ายชาวบ้านปางตายหรือยัง นายตำรวจชั้นผู้ใหญ่ก็ชี้แจงว่าเขาเพิ่งย้ายมาอยู่ แต่น่าแปลกใจคือชาวบ้านกลับถูกจับกุม แต่กลุ่มชายฉกรรจ์กลับหาตัวไม่เจอ ทั้งๆที่มีภาพถ่ายมากมาย” นายสนิท กล่าว

นายสนิทกล่าวว่า ในหมายจับที่ออกจากศาลนั้นลงวันที่ตั้งแต่เดือนพฤษภาคม 2559 ดังนั้นจึงไม่เข้าใจเหมือนกันว่าทำไมถึงมีการดำเนินการช่วงนี้ และอีกประเด็นหนึ่งที่อยากขอความเป็นธรรมคือกรมเจ้าท่าได้มีคำสั่งให้รื้อถอนเขื่อนกันคลื่นบริเวณชายหาดราไวย์มานานแล้ว แต่จนบัดนี้ก็ยังไม่มีการดำเนินการใดๆ ทั้งๆที่หากรื้อเขื่อนดังกล่าวจะทำให้ชายหาดกว้างขึ้นและชาวบ้านได้ใช้เป็นเส้นทางสาธารณะเดินเรียบหาดไปยังพื้นที่ประกอบพิธีกรรมได้

นางวีรวรรณ หาดทรายทอง 1 ในผู้ถูกจับกุม

ในวันเดียวกันชาวเลชุมชนราไวย์ประมาณ 200 คน ได้เดินทางไปยังศาลากลางจังหวัดภูเก็ตเพื่อยื่นหนังสือของความเป็นธรรมต่อผู้ว่าราชการจังหวัดภูเก็ต โดยในหนังสือระบุว่า เหตุการณ์วันที่ 1 เมษายนที่ผ่านมา ได้มีเจ้าหน้าที่ตำรวจนำหมายจับไปควบคุมตัวชาวเลในชุมชนราไวย์ที่เป็นผู้หญิงจำนวน 2 คน ซึ่งจากการตรวจสอบพบว่าเป็นการออกหมายจับที่สืบเนื่องมาจากการที่ชาวเลราไวย์ได้ออกมาต่อต้านการปิดกั้นทางสาธารณะโดยบริษัทเอกชนเมื่อ พ.ศ.2559 โดยชาวเลได้ถูกกลุ่มชายฉกรรจ์กว่า 100 คนที่เอกชนจ้างมาได้ทำร้ายชาวบ้านบาดเจ็บหลายราย และชาวเลได้แจ้งความไว้ที่ สภ.ฉลอง แต่กลับไมได้รับทราบความคืบหน้าของผลการดำเนินการของเจ้าหน้าที่ตำรวจแต่อย่างใดในทางกลับกันชาวเลราไวย์ถูกออกหมายจับ

ในหนังสือร้องขอความเป็นธรรมยังระบุด้วยว่า อยากให้ทางจังหวัดดำเนินการแก้ไขปัญหาเร่งด่วนดังนี้ 1.ให้เจ้าหน้าที่ที่เกี่ยวข้องโดยเฉพาะ สภ.ฉลอง ออกมาชี้แจงกรณีดังกล่าวในทันทีว่ามีการออกหมายจับชาวเลกี่รายและได้ดำเนินคดีกับกลุ่มชายฉกรรจ์ที่ทำร้ายชาวบ้านไปแล้วกี่ราย 2.ให้ผู้ว่าฯสั่งการรื้อเขื่อนกันคลื่นหน้าชายหาดราไวย์โดยเร่งด่วน เนื่องจากกรมเจ้าท่าได้มีการตรวจสอบข้อเท็จจริงมาแล้วกว่า 3 ปีและพบว่าการก่อสร้างเขื่อนกันคลื่นแห่งนี้ไม่ได้ขออนุญาต และหากมีการรื้อเขื่อนก็จะสามารถระบุได้ชัดเจนว่าแนวชายหาดสาธารณะถูกเอกชนอ้างสิทธิครอบครองไปเท่าไหร่ และบริเวณดังกล่าวเป็นพื้นที่เกิดข้อพิพาททำให้ชาวเลถูกจับกุม 3.ขอให้ช่วยเหลือด้านคดีกับชาวเลที่ถูกจับกุมเนื่องจากการปกป้องที่ดินสาธารณะ

“ที่ผ่านมาชาวเลราไวย์ได้ต่อสู้คดีมายาวนานกว่า 10 ปี จนสามารถพิสูจน์ในชั้นศาลได้ว่าที่ดินบริเวณหน้าหาดราไวย์เป็นที่ดินสาธารณะ เป็นชายหาดที่ประชาชนใช้ประโยชน์ร่วมกัน ในเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นนี้ ชาวเลหวังเป็นอย่างยิ่งว่า ท่านผู้ว่าฯจะรีบดำเนินการเพื่อให้ที่ดินกลับมาเป็นของรัฐ และให้ความเป็นธรรมแก่ผู้ที่ปกป้องที่ดินสาธารณะ” ในหนังสือดังกล่าว ระบุ

ขอบคุณภาพจาก spiderman และ Wichot Kraithep

Share.

Comments are closed.