ส่งออกไฟเพิ่มแต่คนลาวอีกนับแสนครัวยังมืด-หนี้สินพุ่งเหตุส่วนแบ่งจากการขายไฟฟ้ายังต่ำ

0

สำนักข่าววีโอเอ (8 พฤษภาคม 2562) รายงานว่า รายได้ของรัฐบาลลาวจากส่วนแบ่งในการขายพลังงานไฟฟ้ายังอยู่ในระดับต่ำ เพราะว่ายังอยู่ในระยะที่ผู้ลงทุนของโครงการเขื่อนต่าง ๆ จะต้องนำรายได้ส่วนใหญ่ไปชำระหนี้สินเงินกู้

นายคำมะนี อินทิลาด รัฐมนตรีว่าการกระทรวงพลังงานและบ่อแร่ แถลงยอมรับว่า รัฐบาลลาวมีรายได้จากส่วนแบ่งในการขายพลังงานไฟฟ้าของโครงการเขื่อนต่าง ๆ ในระดับที่ต่ำ เพราะว่าในปัจจุบันนี้เป็นระยะที่บรรดาผู้ลงทุนในโครงการเขื่อนไฟฟ้าต่างที่ก่อสร้างเสร็จแล้วและได้ผลผลิตพลังงานไฟฟ้าส่งขายทั้งภายในและต่างประเทศนั้น จะต้องนำรายรับส่วนใหญ่ไปชำระหนี้เงินกู้จากธนาคารต่างฟในต่างประเทศเป็นหลัก

ภายใต้สถานการณ์ดังกล่าวจึงทำให้โครงการเขื่อนไฟฟ้าต่าง ๆ ยังมีผลกำไรน้อยไปใช้ผ่อนชำระนี้เงินกู้และผลตอบแทนของผู้ลงทุนในโครงการเป็นส่วนใหญ่ ขณะที่รัฐบาลลาวได้รับส่วนแบ่งจากค่าสัมปทานและภาษีรายได้เป็นด้านหลัก ส่วนรายได้ที่เป็นส่วนแบ่งจากผลกำไรนั้นก็จะได้รับเพิ่ม่ขึ้นเรื่อย ตั้งแต่ปี 2029 เป็นต้นไป และจะเพิ่มขึ้นอึก เมื่อโครงการต่าง ๆ ได้โอนมาเป็นของรัฐบาล

“พวกเรายังอยู่ในระยะการสะสางหนี้สินกับสถาบันการเงินต่าง ๆ ที่ให้เงินกู้ด่วน ต้นทุนและดอกเบี้ย ดังนั้นจึงทำให้รายรับของรัฐบาลโดยตรงนั้นยังไม่สูง อย่างไรก็ตามเขื่อนห้วยเฮาะ ที่กำลังจะหมดสัมปทานและส่งมอบให้เป็นของรัฐบาล 100 เปอร์เซ็นต์ในช่วงปี 2029 นี้ และหลังจากนั้นก็จะเริ่มมีหลายเขื่อนอีกตามมา ในเวลานั้นพวกเราจะมายได้อย่างมหาศาลเข้ามาแต่ละโครงการ”

นายสุลินทอน เลืองคำสิง ผู้เชี่ยวชาญของธนาคารพัฒนาเอเชีย(ADB) ประจำสปป.ลาว ยืนยันว่า การผลิตพลังงานไฟฟ้าของลาวในปี 2018 ได้ขยายตัวเพิ่มสูงขึ้นในอัตราเฉลี่ยร้อยละ 7.5 เมื่อเทียบกับปี 2017 ซึ่งทำให้การส่งออกพลังงานไฟฟ้าของลาวยังมีอัตราเพิ่มสูงขึ้น โดยเฉพาะการส่งพลังงานไฟฟ้าไปขายให้กับประเทศไทยปรับตัวสูงขึ้นถึงร้อยละ 23 แต่เนื่องจากผลกระทบจากกรณีเขื่อนเซเปียน เซน้ำน้อยแตกเมื่อวันที่ 23 กรกฎาคม 2562 ทำให้รัฐบาลลาวต้องดำเนินการตรวจสอบทุกโครงการย่อมส่งผลกระทบต่อการผลิตพลังงานไฟฟ้าของลาวในปี 2019 อย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้

ทั้งนี้ภายในปี 2021 ลาวจะมีแหล่งผลิตพลังงานไฟฟ้าถึง 100 โครงการ กำลังการติดตั้งรวมกว่า 13000 เมกกะวัตต์ ที่สามารถผลิตกระแสไฟฟ้าได้ 67000 ล้านกิโลวัติ/ชั่วโมง/ปี โดยแบ่งเป็นแหล่งผลิตพลังงานที่มีอยู่แล้ว 61 โครงการ มีกำลังการตั้งตั้ง 7200 เมกะวัตต์ และกำลังก่อสร้าง 39 โครงการ  กำลังการติดตั้งรวม 5900 เมกะวัตต์ ซึ่งส่วนใหญ่เป็นโครงการที่มีกำหนดแล้วเสร็จในปี 2020-2021 คิดเป็นร้อยละ 85 เป็นการส่งพลังงานไปขายยังต่างประเทศ โดยเฉพาะประเทศไทยที่ตกลงรับซื้อไฟฟ้าจากลาวในปริมาณ 9000 เมกะวัตต์ นับตั้งแต่ปี 2019-2044 นั้น

ในปี 2018 ที่ผ่านมา การไฟฟ้าฝ่ายผลิตแห่งประเทศไทย(EGAT)    ได้นำเข้าพลังงานไฟฟ้าจากลาวในมูลค่ารวม 48,238 บาทบาท หรือ 1,462 ล้านเหรียญสหรัฐ เมื่อเปรียบเทียบกับปี 2017 คิดเป็น 23 เปอร์เซ็นต์ ขณะที่สปป.ลาวได้นำเข้าไฟฟ้าจากประเทศไทย มูลค่ารวม 1,330 ล้านบาท เพื่อตอบสนองการใช้ในเขตที่ระบบสายส่งของการไฟฟ้าลาวยังเข้าไม่ถึง ปัจจุบันระบบสายส่งได้เข้าถึงประชาชนกว่า 1 ล้านครอบครัวแล้วหรือคิดเป็นร้อยละ 90 ของจำนวนครัวเรือนทั้งหมด ยังเหลือเพียง 122,800 กว่าครอบครัวที่ยังไม่มีไฟฟ้าจากระบบใช้ในเวลานี้

คาดว่าประเทศไทยจะนำเข้าพลังงานจากลาวในปริมาณคงที่ นับจากปี 2019 ไปจนถึงปี 2027 เพราะว่าไทยมีไฟฟ้าสำรองเกินความต้องการที่เป็นจริงถึง 12,000 เมกะวัตต์ คิดเป็นร้อยละ 39 ที่เกินระดับการใช้พลังงานไฟฟ้าทั้งหมดของประเทศในปัจจุบัน

ทั้งนี้การใช้พลังงานไฟฟ้าของลาวได้เพิ่มขึ้นเป็น 1,579 เมกะวัตต์ในปี 2017 ส่วนในปี 2018 การใช้ไฟฟ้าในลาวเพิ่มขึ้นเกินกว่า 2,100 เมกะวัตต์ ภายใต้สถานการณ์ดังกล่าวทำให้คาดการณ์ว่า การใช้พลังงานไฟฟ้าของลาวจะเพิ่มขึ้นเป็น 2862 เมกะวัตต์ในปี 2020 และเกินกว่า 7200 เมกะวัตต์ในปี 2030


ที่มา https://lao.voanews.com/a/laos-today-electricity-dividend/4908814.html?fbclid=IwAR3ICiaZ4s4Ni1MFiuVNkn28bQ619iEO_7ZZjDiemGt-JyV7U8V7YOBELTg

Share.

Comments are closed.