เครือข่ายภาคประชาชน 250 องค์กรทั่วโลกร่วมค้านอุตสาหกรรม “เขื่อน” ชี้ไม่ใช่พลังงานสะอาดแต่ทำลายสิ่งแวดล้อม-วิถีชีวิตและวัฒนธรรม

0

เมื่อวันที่ 13 พฤษภาคม ที่กรุงปารีส มีการออกแถลงการณ์ในวาระที่มีการประชุมของอุตสาหกรรมเขื่อนซึ่งลงนามโดย 250 องค์กรภาคประชาชนทั่วโลก รวมทั้งเครือข่ายประชาชนไทย 8 จังหวัดลุ่มน้ำโขง โดยเนื้อหาบางส่วนระบุว่าในการเผชิญหน้ากับวิกฤตด้านสภาพภูมิอากาศ เราจำเป็นต้องแสวงหาทางออกที่สร้างสรรค์ ซึ่งคุ้มครองทั้งธรรมชาติและเคารพสิทธิมนุษยชน ในการรับมือกับปัญหาท้าทายเหล่านี้ เราไม่สามารถทำตัวเป็นเพียงผู้รับชมอย่างเงียบ ๆ โดยปล่อยให้นักค้ากำไรในนามของบรรษัท นักการเงิน และพันธมิตรของพวกเขา ออกมาโฆษณาชวนเชื่อทางออกที่ผิด ๆ ในการแก้ปัญหาการเปลี่ยนแปลงด้านสภาพภูมิอากาศ และการทำให้เกิดการพัฒนาที่ยั่งยืนได้ ตัวอย่างที่ชัดเจนอย่างหนึ่งในเรื่องนี้คือ การพยายามสร้างภาพของเขื่อนผลิตไฟฟ้าขนาดใหญ่ ว่าเป็นแหล่งพลังงานที่ “สะอาดและเขียว” ดังจะเห็นได้จากการประชุมสมัชชาไฟฟ้าพลังน้ำโลก 2562 ซึ่งจัดขึ้นที่ปารีส โดยกลุ่มล็อบบี้ของสมาคมไฟฟ้าพลังน้ำสากล (International Hydropower Association – IHA) และด้วยความร่วมมือกับองค์การยูเนสโก ซึ่งตั้งชื่อการประชุมครั้งนี้ว่า “การดำเนินงานเพื่อให้บรรลุความตกลงปารีสว่าด้วยการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ และเป้าหมายการพัฒนาที่ยั่งยืน”

“การสร้างภาพที่สวยสดงดงามของโครงการเขื่อนไฟฟ้า โดยมีจุดประสงค์เพียงเพื่อให้ได้เงินสนับสนุนผ่านกลไกต่าง ๆ รวมทั้ง ตราสารหนี้สีเขียว (Green Bond) และ กองทุนภูมิอากาศสีเขียว (Green Climate Fund) โดยเพิกเฉยต่อหายนะในระยะยาวด้านสังคมและสิ่งแวดล้อม ความเสียหายด้านเศรษฐกิจ และการส่งเสริมโครงการที่เต็มไปด้วยการทุจริต ซึ่งเป็นสิ่งที่ตรงข้ามกับการพัฒนาที่ยั่งยืนอย่างแท้จริง”แถลงการณ์ระบุ

ในแถลงการณ์ระบุว่า โครงการไฟฟ้าพลังน้ำขนาดใหญ่ รวมทั้งเขื่อนขั้นบันไดขนาดเล็ก มักส่งผลกระทบร้ายแรงต่อชุมชนที่มีความอ่อนไหวอย่างมาก รวมทั้งชนพื้นเมือง เขื่อนไฟฟ้าพลังน้ำรวมทั้งอ่างเก็บน้ำและสายส่งไฟฟ้า เป็นโครงการที่ส่งผลให้ประชาชนประมาณ 40 ถึง 80 ล้านคนต้องอพยพโยกย้าย โดยไม่ได้รับค่าชดเชยหรือการฟื้นฟูอย่างเป็นธรรม ผลกระทบด้านสังคมและสิ่งแวดล้อมของโครงการไฟฟ้าพลังน้ำยังมีมากมายยิ่งกว่าผลกระทบในระยะสั้น ผนังคอนกรีตยักษ์ของเขื่อนผลิตไฟฟ้า ส่งผลกระทบอย่างรุนแรงต่อระบบนิเวศน้ำจืด การไหลของน้ำและตะกอน เป็นอุปสรรคต่อพันธุ์ปลาอพยพ ส่งผลกระทบต่อคุณภาพน้ำ ทำลายแหล่งอาศัยที่มีลักษณะโดดเด่น และทำลายความหลากหลายทางพันธุกรรม ซึ่งล้วนแต่ส่งผลกระทบร้ายแรงต่อสิทธิของประชาชนในท้องถิ่น ซึ่งต้องพึ่งพาแม่น้ำที่อุดมสมบูรณ์และไหลอย่างเสรี คาดการณ์ว่า โครงการไฟฟ้าพลังน้ำส่งผลกระทบต่อความเป็นอยู่ของประชาชนมากถึง 472 ล้านคน ซึ่งอาศัยอยู่ด้านท้ายน้ำของเขื่อน

ในแถลงการณ์ระบุว่า การสร้างเขื่อน โดยเฉพาะตามพื้นที่ห่างไกลอย่างในป่าอเมซอน ที่ราบสูงทิเบต คองโก และไซบีเรีย มักนำไปสู่การสร้างถนนเข้าไปในพื้นที่อันห่างไกลเหล่านี้ มีการอพยพเข้ามาของคนจำนวนมาก เร่งให้เกิดการแย่งชิงเพื่อครอบครองที่ดินอย่างผิดกฎหมาย การตัดไม้ พื้นที่ป่าที่ลดลง และการทำเหมืองแร่ ซึ่งล้วนแต่ส่งผลให้เกิดความรุนแรงมากยิ่งขึ้น การสังหารนักปกป้องสิทธิมนุษยชนและสิ่งแวดล้อมเมื่อเร็ว ๆ นี้ ทั้งกรณีของเบอร์ตา กาซีเรซแห่งฮอนดูรัส และดิลมา เฟอร์เรรีอาแห่งบราซิล สะท้อนให้เห็นความรุนแรงอย่างสุดโต่งในพื้นที่ชนบท ซึ่งมักเป็นผลโดยตรงจากบรรดาผู้สนับสนุนเขื่อน หรือเชื่อมโยงกับความขัดแย้งในเชิงสังคม-สิ่งแวดล้อม อันเป็นผลมาจากโครงการไฟฟ้าพลังน้ำ ความรุนแรงที่เพิ่มขึ้นมากมายในเขตเมือง และการลดลงของดัชนีชี้วัดทางสังคม มักเกิดขึ้นในเขตเมืองต่าง ๆ อย่างเช่น อัลทามิราแห่งบราซิล ซึ่งได้รับผลกระทบอย่างรุนแรงจากการสร้างเขื่อนยักษ์เบโลมองจ์ โดยเฉพาะอย่างยิ่งในพื้นที่ป่าฝนเขตร้อน อ่างเก็บน้ำเพื่อผลิตไฟฟ้าเป็นแหล่งกำเนิดสำคัญของก๊าซเรือนกระจก มีการปล่อยก๊าซมีเทนที่เกิดจากมนุษย์จำนวนมาก ซึ่งส่งผลกระทบมากยิ่งกว่าคาร์บอนไดอ็อกไซด์ ในแง่การทำให้เกิดปัญหาโลกร้อน ในบางกรณี โครงการไฟฟ้าพลังน้ำเป็นแหล่งกำเนิดก๊าซเรือนกระจก มากกว่าโรงไฟฟ้าถ่านหิน เมื่อเปรียบเทียบกันในปริมาณการผลิตไฟฟ้าที่เท่ากัน

“เขื่อนทำลายป่าไม้ ซึ่งทำหน้าที่เป็นแหล่งเก็บกักคาร์บอนใหญ่สุดของโลก และมีบทบาทสำคัญในการต่อต้านการเปลี่ยนแปลงด้านสภาพภูมิอากาศ การศึกษาเมื่อเร็ว ๆ นี้พบว่า นอกจากส่งผลกระทบต่อระบบอุทกวิทยาแล้ว เขื่อนยังสร้างความเสียหายต่อต้นไม้และพืชพรรณอื่น ๆ รวมทั้งพืชพรรณที่อยู่ไกลจากที่ตั้งเขื่อน เขื่อนยังปูทางนำไปสู่อุตสาหกรรมขุดหาแร่ธาตุ รวมทั้งการทำเหมือง การตัดไม้ และการทำเกษตร ซึ่งยิ่งคุกคามต่อพื้นที่ป่ามากขึ้น โครงการไฟฟ้าพลังน้ำขนาดใหญ่ มักทำลายแหล่งมรดกทางวัฒนธรรมและประวัติศาสตร์ ตัวอย่างล่าสุดสองประการได้แก่ เขื่อนอิลลิซูบนแม่น้ำไทกริสในตุรกี ซึ่งส่งผลให้เกิดน้ำท่วมเมืองฮาซันคีฟซึ่งเป็นเมืองประวัติศาสตร์ที่มีอายุถึง 10,000 ปี และการทำลายน้ำตก “ซีรี เคดาส” บนแม่น้ำเตเลสปีเรส ในเขตป่าอเมซอนของบราซิล ซึ่งเป็นพื้นที่ศักดิ์สิทธิ์และมีคุณค่าทางจิตวิญญาณอย่างสำคัญต่อชนพื้นเมืองเผ่ามุนดูรูกุ อาปิอาก้า และคายาบี”ในแถลงการณ์ระบุ

ในแถลงการณ์ระบุว่าในหลายกรณี โครงการไฟฟ้าพลังน้ำขนาดใหญ่ กำลังส่งผลคุกคามหรือส่งผลกระทบแล้วต่อแหล่งมรดกโลกของยูเนสโก ดังกรณีเขื่อนกีเบ 3 ในเอธิโอเปีย ซึ่งส่งผลกระทบด้านท้ายน้ำอย่างรุนแรงในแม่น้ำโอโมและทะเลสาบทูร์คานาในเคนยา การทำลายสมบัติทางธรรมชาติของโลกสะท้อนให้เห็นจากข้อเท็จจริงที่ว่า อย่างน้อย 20% ของมรดกโลกทางธรรมชาติ ได้รับผลกระทบหรือถูกคุกคามจากเขื่อน หรือโครงการเกี่ยวกับแหล่งน้ำอื่น ๆ เป็นตัวเลขที่เพิ่มขึ้นในช่วงห้าปีที่ผ่านมา ที่เลวร้ายกว่านั้น โครงการเขื่อนยักษ์ยังเต็มไปด้วยปัญหาต้นทุนที่สูงเกินจริงในระยะยาว และความล่าช้าในการก่อสร้าง ส่งผลให้ประเทศที่ก่อสร้างจมปลักอยู่กับหนี้สาธารณะ ดังกรณีโครงการไฟฟ้าพลังน้ำโคคาโคดาซินแคลร์ของเอกวาดอร์ กลายเป็นอุปสรรคทำให้รัฐบาลไม่สามารถลงทุนในการเปลี่ยนผ่านไปสู่ยุทธศาสตร์พลังงานหมุนเวียนอย่างแท้จริง ในเวลาเดียวกัน นวัตกรรมทางเทคโนโลยีการผลิตไฟฟ้าจากแสงอาทิตย์และลม ลดทอนความสามารถในการแข่งขันของไฟฟ้าพลังน้ำในฐานะเป็นแหล่งพลังงานราคาถูก อันที่จริง ไฟฟ้าพลังน้ำได้กลายเป็นทางเลือกการผลิตไฟฟ้าที่ไม่ใช่พลังงานฟอสซิลที่มีความพึ่งพาได้น้อยสุด โดยเฉพาะเมื่อคำนึงถึงการเปลี่ยนแปลงด้านสภาพภูมิอากาศระดับโลก ส่งผลให้การติดตั้งโครงการไฟฟ้าพลังน้ำทั่วโลกลดลง 50% ในแต่ละปี ในช่วงห้าปีที่ผ่านมา

แถลงการณ์ระบุว่า โครงการเขื่อนไฟฟ้าพลังน้ำมักเกิดขึ้นจากกระบวนการที่ขาดการปรึกษาหารือ และการให้ความยินยอมอย่างเสรี ล่วงหน้า และเกิดจากความเข้าใจ กรณีที่มีการทำโครงการในพื้นที่ของชุมชนพื้นเมือง และชุมชนดั้งเดิมอื่น ๆ ซึ่งเป็นสิทธิที่ได้รับการคุ้มครองในอนุสัญญาองค์การแรงงานระหว่างประเทศ ฉบับที่ 169 และปฏิญญาสหประชาชาติว่าด้วยสิทธิของชนเผ่าพื้นเมือง (UNDRIP) การขาดเงื่อนไขเช่นนี้ในมาตรการประเมินความยั่งยืนของไฟฟ้าพลังน้ำ (HSAP) ของสมาคมไฟฟ้าพลังน้ำสากล และ “เครื่องมือประเมินความยั่งยืน” อื่น ๆ จึงถือเป็นข้อบกพร่องที่ร้ายแรง สำหรับบรรดาบรรษัทและสถาบันการเงินที่เกี่ยวข้องกับโครงการไฟฟ้าพลังน้ำ ในช่วงที่ใกล้การก่อสร้างแล้ว ปัญหาเรื้อรังอย่างหนึ่งคือการขาดการตรวจสอบอย่างรอบด้าน (due diligence) ในแง่การจัดการความเสี่ยงด้านสังคมและสิ่งแวดล้อม รวมทั้งการตรวจสอบข้อมูลเกี่ยวกับสถิติการละเมิดสิทธิมนุษยชน อันเป็นผลมาจากการไม่ขอความยินยอมอย่างเสรี ล่วงหน้า และเกิดจากความเข้าใจจากชุมชนที่ได้รับผลกระทบ

แถลงการณ์ระบุว่า องค์กรภาคประชาสังคมเรียกร้องสมาชิกสมาคมไฟฟ้าพลังน้ำสากล รัฐบาล และสถาบันการเงินระหว่างประเทศให้ดำเนินงานตามมาตรการที่เร่งด่วนดังนี้ 1.เปลี่ยนจุดเน้นการลงทุนและการสนับสนุนด้านการเงิน จากการมุ่งสร้างโครงการไฟฟ้าพลังน้ำเพิ่มเติม ไปเป็นการสนับสนุนประสิทธิภาพด้านพลังงานและทางเลือกพลังงานหมุนเวียนที่ยั่งยืนอย่างแท้จริง (แสงอาทิตย์ ลม และชีวมวล และอาจรวมถึง โครงการไฟฟ้าพลังน้ำขนาดเล็ก) โดยควรให้ความสำคัญเป็นพิเศษกับโอกาสที่เกิดขึ้นจากนวัตกรรมด้านเทคโนโลยี การกระจายการผลิตไฟฟ้า และการส่งเสริมการเข้าถึงสายส่งไฟฟ้าของชุมชนที่อยู่ห่างไกลและยังไม่มีไฟฟ้าใช้ 2.ยกเลิกการให้แรงจูงใจทางการเงินกับการพัฒนาโครงการไฟฟ้าพลังน้ำเพิ่มเติม ภายใต้กลไกการเปลี่ยนแปลงด้านสภาพภูมิอากาศ รวมทั้งกองทุนภูมิอากาศสีเขียว และการมีส่วนร่วมที่ประเทศกำหนดขึ้น (Nationally Determine Contribution: NDC) และในโครงการที่สนับสนุนการดำเนินงานตามเป้าหมายการพัฒนาที่ยั่งยืนแห่งสหประชาชาติ (โดยอาจยกเว้นโครงการไฟฟ้าพลังน้ำขนาดเล็ก)

3.สนับสนุนทุนให้มีผู้ตรวจสอบอิสระ ทำการประเมินโครงการเขื่อนอื้อฉาวที่มีอยู่ และโครงการเขื่อนขั้นบันไดในระดับลุ่มน้ำ เพื่อสำรวจผลกระทบด้านสังคมและสิ่งแวดล้อม จำแนกแนวทางเพื่อบรรเทาผลกระทบ และประกันให้มีการชดเชยอย่างเป็นธรรมสำหรับชุมชนที่ได้รับผลกระทบ ทั้งนี้โดยมีการปรึกษาหารือโดยตรงกับชุมชน กรณีที่พบว่ามาตรการเหล่านี้แพงเกินไปหรือไม่อาจปฏิบัติได้ ให้เลือกแนวทางปลดระวางโครงการเขื่อนเหล่านั้นเสีย 4.ประกันว่าโครงการไฟฟ้าพลังน้ำ เดินเครื่องสอดคล้องกับแนวปฏิบัติที่เป็นส่วนหนึ่งของแผนระดับลุ่มน้ำ อย่างเช่น แผนการจัดการทรัพยากรน้ำอย่างเป็นองค์รวม และแผนการจัดการพื้นที่อนุรักษ์ เพื่อคุ้มครองกระบวนการด้านนิเวศวิทยาที่สำคัญ และสิทธิของชุมชนในท้องถิ่น โดยมีพื้นฐานมาจากแนวคิดและเครื่องมือการจัดการอย่างมีส่วนร่วมและยืดหยุ่น 5.ประกันว่า นโยบายและโครงการพลังงานหมุนเวียนจะนำแนวปฏิบัติที่เข้มแข็งมาใช้ เพื่อสร้างหลักประกันด้านสิทธิมนุษยชนและคุ้มครองสิ่งแวดล้อม รวมทั้งอนุสัญญาองค์การแรงงานระหว่างประเทศ ฉบับที่ 169 และหลักการชี้นำแห่งสหประชาชาติว่าด้วยธุรกิจและสิทธิมนุษยชน ไม่ควรมีการอนุมัติโครงการพลังงานที่อาจส่งผลกระทบต่อดินแดนและความเป็นอยู่ของชนพื้นเมืองและชุมชนดั้งเดิมอื่น ๆ โดยยังไม่ได้รับความยินยอมอย่างเสรี ล่วงหน้า และเกิดจากความเข้าใจจากชุมชนเหล่านั้น และหากยังไม่สามารถจัดทำยุทธศาสตร์การออกแบบเพื่อการบริหารจัดการร่วมอย่างมีส่วนร่วมได้

อ่านแถลงการณ์ฉบับเต็มได้ที่ https://drive.google.com/open?id=1E71t-G-cXoC_5XV2vBVOul86x1SsHnwV
////////////////////////////

Share.

Comments are closed.