“สุรยุทธ์”หนุนการศึกษาไทยสิงขร เยียวยาแผลใจ”คนไทยพลัดถิ่น”

0
แม่เฒ่าไทยสิงขรวัย 95 ปีถึงกับร่ำไห้ที่ได้เจอลูกหลานซึ่งอพยพหนีการสู้รบในพม่าไปอยู่ฝั่งไทยเมื่อ 20-40 ปีก่อน (ภาพโดยปิยศักดิ์ อู่ทรัพย์)

ระหว่างวันที่ 2-3 มิถุนายน คณะคนไทยพลัดถิ่นชาวสิงขรที่ถือสัญชาติไทยเดินทางไปเยี่ยมเยียนญาติพี่น้องซึ่งเป็นคนไทยพลัดถิ่นที่หมู่บ้านสิงขร ต.สิงขร อ.ตะนาวศรี จ.มะริด ประเทศเมียนมา โดยมีสื่อมวลชน นักวิชาการและมูลนิธิชุมชนไทร่วมเก็บข้อมูล ซึ่งในจำนวนนี้มี ดร.เอื้อมพร โตภาณุรักษ์กุล เลขานุการศูนย์สิงขร-มะริดศึกษา มหาวิทยาลัยราชภัฎเพชรบุรี (มรภ.พบ.) และนายภควินท์ แสงคง ผู้ประสานงานเครือข่ายคนไทยพลัดถิ่น ร่วมคณะไปด้วย ทั้งนี้เจ้าอาวาสวัดสิงขร ผู้ใหญ่บ้านและตัวแทนชุมชนและคณะจากประเทศไทยได้ร่วมแลกเปลี่ยนความคิดเห็น

บรรยากาศในหมู่บ้านสิงขร (ภาพโดยปิยศักดิ์ อู่ทรัพย์)

ชาวบ้านไทยสิงขรเล่าว่า ปัจจุบันแม้สถานการณ์ในหมู่บ้านจะดีขึ้นเพราะไม่มีการสู้รบระหว่างทหารพม่าและกองกำลังกลุ่มชาติพันธุ์แล้ว แต่ชุมชนคนไทในสิงขรยังประสบปัญหาในหลายด้าน โดยเฉพาะปัญหาข้ามแดนมายังฝั่งไทยซึ่งให้ระยะเวลาอยู่ในประเทศไทยได้เพียง 3 วัน ทำให้ประสบความลำบากในการเข้ามารักษาพยาบาล เพราะบางครั้งต้องใช้เวลามากกว่า 3 วัน ขณะที่จำนวนไม่น้อยมีญาติพี่น้องอยู่นอกพื้นที่จังหวัดประจวบฯ เมื่อต้องไปร่วมงานบวช งานศพ หรืองานบุญต่างๆ ก็ไม่สามารถข้ามเขตไปได้ทั้งๆ ที่เป็นคนไทยเหมือนกันและแค่อยากเข้าไปร่วมงานบุญ-งานศพของญาติพี่น้อง แต่กลับถูกเหมาให้เป็นพม่า

“ถ้าเรากลับมาเกินกำหนดก็จะถูกปรับ เมื่อก่อนต้องจ่ายเงิน 500 บาท ตอนนี้เขาใจดีลดให้เหลือเพียงแค่ 100 บาท แต่เราอยู่ฝั่งนี้เงินทองหายาก รายได้หลักมาจากหมากและเม็ดมะม่วงหิมพานต์ ซึ่งปีๆหนึ่งเก็บได้ครั้งเดียว เช่นเดียวกับทุเรียน เดี๋ยวนี้มีพ่อค้ามารับซื้อซึ่งเป็นพันธุ์พื้นบ้านต้นใหญ่แต่รสชาติอร่อย เราปลูกกันไว้กินเองบ้านละไม่กี่ต้น เราอยากให้รัฐบาลไทยช่วยเหลือแนะนำการปลูกพืชหน้าดินที่เอาไปขายได้ เช่น พริก ผักต่างๆ” ชาวไทยสิงขร กล่าว

วงแลกเปลี่ยนของไทยพลัดถิ่นและไทยถิ่นพลัด ณ วัดสิงขร (ภาพโดยปิยศักดิ์ อู่ทรัพย์)

ชาวบ้านเล่าว่า นอกจากนี้ยังมีปัญหาในเรื่องการศึกษา โดยชุมชนพยายามสอนภาษาไทยให้กับเด็กๆ และเยาวชน แต่ปัจจุบันเหลือชาวบ้านที่สามารถเป็นครูสอนได้น้อยเต็มที ซึ่งในอดีตพระสงฆ์ในวัดจะเป็นผู้สอน แต่ช่วงหลังมีพระน้อยมากเพราะไม่ค่อยมีใครบวชนานๆ ทำให้วัดไทยที่นี่ส่วนใหญ่มีพระพม่าเข้ามาจำวัดแทน เหลือเพียงไม่กี่แห่งที่มีแต่พระไทย

ในระหว่างการสนทนา ดร.เอื้อมพรได้กล่าวกับตัวแทนชาวสิงขรเรื่อง พล.อ.สุรยุทธ์ จุลานนท์ อดีตนายกสภา มรภ.พบ.ให้ความสนใจเรื่องการศึกษาของเยาวชนใน ต.สิงขรอีกด้วย


ดร.เอื้อมพรให้สัมภาษณ์ว่า พล.อ.สุรยุทธ์ในฐานะนายกสภา มรภ.พบ. ให้ความสนใจเรื่องชาติพันธุ์ และคนไทยพลัดถิ่นมานานแล้ว ล่าสุดเมื่อวันที่ 13-15 กุมภาพันธ์ ที่ผ่านมา พล.อ.สุรยุทธ์เดินทางไปเยี่ยมคนไทยพลัดถิ่นที่ ต.สิงขร จากนั้นไปร่วมลงนามในบันทึกความเข้าใจในข้อตกลงความร่วมมือ (เอ็มโอยู)ในงานวิจัยเรื่อง “สิงขร-มะริด-ศึกษา” ระหว่างมหาวิทยาลัยมะริด กับ มรภ.พบ. โดยมี ผศ.ดร.เสนาะ กลิ่นงาม อธิการบดี มรภ.พบ. ผู้ว่าราชการเมืองเพชรบุรี และผู้แทนทั้งสองสถาบันเข้าร่วม ในระหว่างสนทนากัน พล.อ.สุรยทธ์ได้ปรารภกับผู้บริหารทั้งสองมหาวิทยาลัยว่า การช่วยเหลือและสนับสนุนด้านการศึกษาจะช่วยชดเชยสิ่งที่คนไทยพลัดถิ่นถูกกระทำมาหลายประการ และการให้การศึกษาจะไม่กระทบกระเทือนความมั่นคง ไม่เกิดความขัดแย้ง

บรรยากาศในหมู่บ้านสิงขร (ภาพโดยปิยศักดิ์ อู่ทรัพย์)


“ท่านสุรยุทธ์เล่าให้ผู้บริหารสองสถาบันฟังว่า เคยไปเยี่ยมโรงเรียนและวัดเก่าใน ต.สิงขร คนที่นี่เล่าให้ท่านฟังถึงความยากลำบากในอดีต ท่านฝากมหาวิทยาลัยว่าน่าจะช่วยคนไทยพลัดถิ่นโดยใช้การศึกษาเป็นตัวนำ ถ้าจะให้ทุนการศึกษา จะมีวิธีการอย่างไร ขอให้กลับไปพิจารณา ท่านยังให้ข้อคิดเกี่ยวกับงานวิจัยมะริด-ตะนาวศรี-สิงขรอีกหลายเรื่อง เช่น การถอดองค์ความรู้จากใบลานเก่าแก่ที่เก็บไว้ในวัดเก่าสิงขร เป็นต้น” ดร.เอื้อมพรกล่าว

เลขานุการศูนย์สิงขร-มะริดศึกษา กล่าวว่า อธิการบดี มรภ.พบ.พิจารณาให้คณะที่เกี่ยวข้องไปดำเนินการเรื่องทีมงานด้านต่างๆ ว่าควรมีฝ่ายใด และใครเข้าร่วมบ้าง โดยเน้นที่หน่วยงานด้านการศึกษา การพัฒนา การค้าชายแดน และความมั่นคง ขณะเดียวกันก็ประสานกับมหาวิทยาลัยมะริดเรื่องการช่วยเหลือให้ได้รับการศึกษาในระดับอุดมศึกษา รวมถึงโครงการสอนภาษาไทยให้เยาวชนสิงขร

อนึ่ง พล.อ.สุรยุทธ์ดำรงตำแหน่งนายกสภา มรภ.พบ.ในปี 2547 และดำรงตำแหน่งมาหลายสมัยแล้ว เพิ่งลาออกจากตำแหน่งไปเมื่อเร็วๆ นี้ นอกจากนี้ พล.อ.สุรยุทธ์ยังเคยเดินทางไปเยือน ต.สิงขรครั้งแรกในปี 2508 สมัยเป็นนายทหารหนุ่มแห่งกองทัพบก

Share.

Comments are closed.