ไม่เชื่อกัญชาของกลางปปส. 22 ตันปนเปื้อน ภาคประชาชนเสนอให้องค์กรอื่นร่วมพิสูจน์ อ.เดชาเสียดายหากเผาทิ้งชี้สามารถนำมารักษาคนป่วยได้อีกนับแสนคน “ดร.ณรงค์ เพ็ชรประเสริฐ”เผยเป็นมะเร็งลำไส้ระยะ 3 แต่หายเพราะน้ำมันกัญชา

0

เมื่อวันที่ 8 มิถุนายน 2562 ขบวนเดินเพื่อผู้ป่วย:กัญชารักษาโรค ซึ่งเดินเป็นเวลา 19 วันได้เคลื่อนมาถึงอำเภอเมืองจังหวัดสุพรรณบุรี โดยในเวลา 11.00 น.ได้แวะพักและจัดกิจกรรมขึ้นที่ศาลากลางจังหวัด โดยนายนิมิต วันไชยธนวงศ์ ผู้ว่าราชการจังหวัดสุพรรณบุรีเป็นตัวแทนชาวสุพรรณบุรี มอบเงินบริจาคให้กับอาจารย์เดชา ศิริภัทร เพื่อใช้เป็นทุนในการผลิตน้ำมันกัญชารักษาผู้ป่วย

ในเวลา 13.00 น.ได้มีการเสวนาในหัวข้อ “นโยบายและกฎหมายเพื่อกัญชาทางการแพทย์” ซึ่งวิทยากรประกอบด้วยนายวิวัฒน์ ศัลยกำธร รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ดร.นิตดา เกียรติยิ่งอังสุลี ผู้จัดการศูนย์วิชาการเฝ้าระวังและพัฒนาระบบยา(กพย.) นายปานเทพ พัวพงษ์พันธ์ คณะบดีสถาบันการแพทย์แผนบูรณาการและเวชศาสตร์ชะลอวัย มหาวิทยาลัยรังสิต นพ.ธีรวัฒน์ เหมะจุฑา อาจารย์คณะแพทย์ศาสตร์ จุฬาฯและกรรมการปฎิรูปประเทศด้านสาธารณสุข น.ส.รสนา โตสิตระกูล กรรมการมูลนิธิสุขภาพไทยและอดีตสมาชิกวุฒิสภา กทม. ดำเนินรายการโดยนายวิฑูรย์ เลี่ยนจำรูญ ผู้อำนวยการมูลนิธิชีววิถี โดยมีตัวแทนพรรคการเมืองคือนายศุภชัย ใจสมุทร โฆษกพรรคภูมิใจไทยและพญ.เพชรดาว โต๊ะมีนา ส.ส.พรรคภูมิใจไทย นายณัฐวุฒิ ประเสริฐสุวรรณ ส.ส.พรรคชาติไทยพัฒนา นายมงคลกิตติ์ สุขสินธารานนท์ ส.ส.พรรคไทยศรีวิไล ร่วมสังเกตการณ์

นายเดชา ศิริภัทร ประธานมูลนิธิข้าวขวัญ กล่าวก่อนการเสวนาว่า ภาคราชการไม่ยอมให้หมอพื้นบ้านปลูกกัญชาเพื่อรักษาโรคจึงมีทางเดียวคือเอาของกลางมาผลิตซึ่งตนได้เดินทางไปพบเลขาคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามยาเสพติด(ปปส.) ซึ่งได้ตกลงจะให้กัญชาของกลางแต่ต้องตรวจก่อนซึ่งเป็นหน้าที่กระทรวงสาธารณสุข โดยมีกัญชาอยู่ 22 ตัน ซึ่งตนอยากได้แค่ 5 ตันเพราะ 1 ตันสามารถนำมาสกัดน้ำมันกัญชารักษาผู้ป่วยหายได้ 2 หมื่นคน หากได้ 5 ตันก็คาดว่าจะช่วยเหลือได้ 1 แสนคนโดยตอนนี้มีคนป่วยมาลงทะเบียนเพิ่มสะสมขึ้นเรื่อยประมาณ 4 หมื่นคน แต่ปรากฏว่าเมื่อวาน(7 มิถุนายน) เขาประกาศผลการตรวจกัญชาของกลางว่าเหลือจริงๆที่ปลอดสาร 27 กิโลกรัม และมีหน่วยงานที่เกี่ยวข้องรับไปหมดแล้ว ตนได้จริงๆศูนย์กิโล

“เราจึงอยากขอให้เขาตรวจซ้ำ หรือให้หน่วยงานอื่นไปร่วมตรวจด้วยได้หรือไม่ เพราะคุณเล่นตรวจเอง เออเองหมด แล้วต้องเอาไปทำลายทิ้ง คุณปล่อยให้ประชาชนกินพืชผักปนเปื้อนสารเคมีอันตรายอยู่ทุกวัน คุณไม่ไปตรวจ แต่พอจะให้ประชาชนกินยากลับไม่ยอม การสกัดเราไม่ได้เอาสารทั้งหมด ทำไมไม่ตรวจหลังจากผลิตแล้วว่าปนเปื้อนเกินมาตรฐานหรือไม่ ผมเชื่อว่า 99% ไม่เกินมาตรฐาน แต่เขากลับจะเผาทิ้งอย่างเดียว ทั้งๆที่รักษาคนได้อีก 4 แสนคน คุณตัดสินใจแทนคนเหล่านี้ได้อย่างไร คุณกินภาษีแทนพวกเรา คุณคิดว่ากระทรวงเก่งนักหนาหรือ ผมขอท้าให้กระทรวงสาธารณะสุขรักษาแข่งกับเรา เอาแค่โรคไมเกรนก่อนก็ได้ ซึ่งสมาคมนักวิจัยรับที่จะเป็นคนกลาง หากคุณไม่รับคำท้า แสดงว่าคุณไม่มีน้ำยา คุณดูถูกพวกผมหมอพื้นบ้าน ดังนั้นโปรดช่วยมาพิสูจน์กับผมด้วย”นายเดชา กล่าว

นพ.ธีรวัฒน์ เหมะจุฑา กล่าวว่ายาแผนปัจจุบันที่ใช้มีข้อจำกัดมากมาย บางโรครักษาไม่ได้แค่บรรเทาอาการ เช่น เป็นอัลไซเมอร์ เราเปิดรับลงทะเบียนสำหรับคนต้องการใช้กัญชา ปรากฏว่าแค่ 8 วันมีผู้ป่วยลงทะเบียนกว่า 1.4 แสนคน ขณะที่องค์การอาหารและยารับจดแจ้งนิรโทษกรรมได้แค่กว่า 1 หมื่นคน เพราะต้องยอมรับว่ามีคนเป็นล้านที่ไม่สามารถใช้มือถือเป็นและไม่สามารถลงทะเบียนได้

“เราเป็นหมอ เราต้องรู้อาการของโรคมีต้นเหตุจากอะไร และหลังจากใช้ยาเป็นปีแล้วมีผลข้างเคียงอย่างไร กัญชาก็คือยา การที่ผู้ป่วยบางคนถูกหามเข้าโรงพยาบาลเพราะเมาน้ำมันกัญชา เพราะไม่เข้าใจวิธีใช้ บางคนหยดแรกใช้แล้วยังไม่หลับ ก็เลยหยดอีก เมากัญชาไม่ตายหรอก แต่จะตายเพราะเรามีโรคอื่น หรือไปตีกับยาแผนปัจจุบัน แต่กัญชาที่มีฤทธิ์เบาไม่ค่อยตีกับชาวบ้าน”นพ.ธีรวัฒน์ กล่าว

นพ.ธีรวัฒน์ กล่าวว่า เด็กที่เกิดมามีความพิการทางสมองและชัก พ่อแม่ไม่มีปัญญารักษาเพราะยาแพง แต่เขาใช้กัญชาเพียง 1 ขวดราคา 500 บาท สามารถรักษาได้ หรืออย่างโรคลมชัก เขาใช้กัญชาได้ผล นอกจากนี้โรคสมองเสื่อมทุกชนิดที่มีกลไกลการเสื่อมที่เหมือนกัน เรารู้ชัดเจนว่าการอักเสบนั้นทำให้เกิดมะเร็ง ซึ่งตำราต่างประเทศบอกว่ากัญชามีฤทธิ์ต้านการอักเสบนี้

“หน้าที่ของหมอต้องยอมรับว่าเราหมดปัญญารักษาผู้ป่วยคนนั้นหรือยัง เราช่วยคนไข้ได้มั้ย หรือยืนอยู่เฉยๆแล้วให้เขานอนติดเตียง ผมอึดอัดมากที่เห็นพวกเขานอนเฉยๆ แต่พอบางคนไปใช้กัญชาราคา 600 บาท เขาดีขึ้น กัญชาถ้าใช้เป็นเป็นยาก็เป็นยามหัศจรรย์ ประเทศไทยเป็นประเทศเดียวในโลกที่มีต้นกัญชาโดยไม่ต้องปลูกก็ขึ้นเองได้ ถ้าใช้กัญชาเสรีสำหรับเจ็บป่วย ทุกบ้านที่มีคนเจ็บป่วยสามารถปลูกเองได้ คนเจ็บป่วยทรมานด้วยมะเร็ง ควรให้เขามีโอกาสสั่งเสียครอบครัว เขามีศักดิ์ศรีความเป็นมนุษย์ จะให้ตำรวจไปถีบประตูระหว่างคนไข้ใกล้ตาย แผนดินไทยไม่ควรเป็นเช่นนี้”นพ.ธีรวัฒน์ กล่าว

ดร.นิตดา กล่าวว่าประเทศไทยผู้ป่วยเข้าไม่ถึงมอฟีนและสิ่งที่มีอยู่แล้ว ขณะที่ยามะเร็งราคาสูงมาก ซึ่งปัญหาเกิดจากกรมทรัพย์สินไร้ปัญญาและพระราชบัญญัติสิทธิบัตร ที่มีการจดสิทธิบัตรดะไปหมด เราจะรวบรวมรายชื่อเสนอแก้ไขกฎหมาย และภาคประชาชนควรมีสิทธิ์เข้าไปเป็นตัวแทนเพื่อไม่ให้ถูกบิดเบือน

นายปานเทพกล่าวว่า ตนทุกข์ใจมากเพราะทำงานวิจัยในมหาวิทยาลัยรังสิตและมีความคืบหน้า โดยมีประชาชนเข้ามาเยอะ แต่กลับผลิตยาช่วยเหลือประชาชนไม่ได้ อยากเสนอว่า 1 ขอให้กระท่อมและกัญชงออกจากบัญชียาเสพติด 2 สิ่งที่ทำได้เลยคือขอน้ำมันกัญชาไทยเป็นยาแผนโบราณและใช้ได้ทันที เพราะหากรอให้สารเข้มข้นผ่านการวิจัยอีก 10 ปี ต่างชาติก็จดเป็นสิทธิบัตรหมดแล้ว 3 การปลูกกัญชาถ้าเป็นผู้ป่วยและมีใบรับรองแพทย์ก็ควรปลูกได้เลย ซึ่งควบคุมโดยชุมชนและแพทย์ที่ดูแล เท่ากับเป็นการคืนสิทธิความเป็นมนุษย์รักษาตัวเองกับประชาชน 4 สถานพยาบาลทางการแพทย์ต้องมีสิทธิปลูกและจ่ายยาได้เลย หากทำผิดวัตถุประสงค์ก็ยึดใบอนุญาตคืน 5.หากวัดเป็นศูนย์กลาง ก็ควรอนุญาตให้วัดปลูกและควบคุมโดยชุมชน 6 มีคนอยากขายและอยากรวยด้วยการส่งออกก็ควรอนุญาต

น.ส.รสนากล่าวว่า ปัญหาตอนนี้เกิดจากหน่วยงานของรัฐต้องการผูกขาดไว้เอง เช่น อ้างว่ากัญชาปนเปื้อนแต่กลับไม่สนใจพืชอื่นที่ปนเปื้อนเพราะไม่ต้องการให้มีการผลิตและแจกจ่ายให้ประชาชน ทั้งนี้สูตรยาของนายเดชาถูกเลื่อนพิจารณามาแล้ว 2 ครั้ง โดยอ้างว่าเป็นยาเดี่ยว เราปล่อยให้แพทย์ตะวันตกครอบงำความคิดแพทย์แผนไทย

“กระบวนการผูกขาดต้องการไม่ให้เรามีวัตถุดิบและนำเข้าจากต่างประเทศเพราะมีเงินทอน ทำไมไม่ปล่อยให้พวกเราทำเอง เรายินดีรับผิดชอบตัวเอง อยากให้รัฐบาลชุดนี้ฟังไว้ เวลานี้อ้างวิธีปลูกในโรงเรือนซึ่งใช้ต้นทุนมหาศาลเหมือนสมัยเรื่องเหล้าเสรี ที่ชาวบ้านคิดว่าจะทำเหล้ากินเองได้ ท้ายสุดกลับออกหลักเกณฑ์มามากมาย จนมีแต่เจ้าสัวเท่านั้นที่ผลิตได้”น.ส.รสนา กล่าว

น.ส.รสนา กล่าวว่ารัฐบาลควรมีนโยบายใหญ่ให้ยากัญชาอยู่ในบัญชียาหลักระบบประกันสุขภาพ ถ้าหากรัฐบาลไม่ทำเราต้องตั้งข้อสงสัยว่ารัฐบาลต้องการผูกขาดให้กับกลุ่มทุนและบริษัทยาขูดรีดประชาชน หากรัฐบาลยังยืดเยื้อเราพร้อมจะเดินไปที่กระทรวงสาธารณสุขเพื่อเรียกร้องให้ปลดล็อคกัญชา

นายศุภชัย กล่าวว่าภูมิใจไทยมีนโยบายชัดเจนเกี่ยวกับกัญชา สิ่งที่เราเสนอไปคือความตั้งใจจริง ตนจึงมาตามสัญญาและเห็นพลังอันยิ่งใหญ่ ทุกวันนี้เห็นคนในภูมิใจไทยไม่มีใครไม่ใช้กัญชาเพราะฉะนั้นขอให้สบายใจ เพราะต่างเป็นกัญชาชนเหมือนกัน พรรคมี สส.51 คน ซึ่งตามรัฐธรรมนูญสามารถเสนอแก้ไขกฎหมายได้ซึ่งสมัยประชุมสภาครั้งนี้สามารถยื่นได้เลย ซึ่งขณะนี้พรรคภูมิใจไทยก็กำลังยกร่างและจะยื่น ซึ่งก็จะได้ไปชนกับกฎหมายที่เสนอไปของภาคประชาชนกันในสภา แต่เป้าหมายเดียวกันคือให้กัญชาได้รับรองทางกฎหมายและผู้ป่วยเข้าถึง รวมทั้งป้องกันการสัมปทานผูกขาด ตรงนี้เป็นคำมั่นสัญญา ถ้าเราได้บริหารกระทรวงสาธารณสุข ความต้องการกัญชาของประชาชนนับล้านๆคน ตนเชื่อว่าหัวหน้าพรรคก็พร้อมดำเนินการตามความต้องการของประชาชน ส่วนกรณีของกัญชาของกลาง 22 ตัน ตอนนี้สภาเปิดแล้ว สามารถตั้งกระทู้สดถามได้

นายวิวัฒน์กล่าวว่า คนที่รู้เรื่องกัญชาดีที่สุดคือชาวบ้านเพราะรักษาตัวเองแต่กลับเอาอำนาจไปให้กระทรวงสาธารณสุข นักวิชาทางการแพทย์มักอ้างว่ายังวิจัยไม่เสร็จและไม่ใช่ยามหัศจรรย์ แต่ตนก็ใช้อยู่ ตอนนี้มีคนทุกข์ทั้งแผ่นดิน แต่ดันไปจะจับคนที่ช่วยปลดทุกข์ ตนเคยเข่าอักเสบรักษาแพทย์ปัจจุบันไม่หาย แต่พอเอายาของนายเดชาไปใช้ สามารถเดินได้ปกติ

“เมื่อความรู้ทางวิทยาศาสตร์รักษาโรคไม่ได้แล้ว ชาวบ้านเขาก็ต้องช่วยเหลือตัวเอง แต่กระทรวงสาธารณสุขไม่ไว้ใจประชาชน เรากำลังคิดผิด เราเชื่อว่าหน่วยราชการทำดีกว่าประชาชน แต่ตั้งแต่เกิดมายังไม่เห็นเลยว่าหน่วยงานไหนทำดีกว่าประชาชน ดังนั้นนโยบายของรัฐบาลใหม่ต้องเลิกเป็นห่วงประชาชนจนเกินเหตุ ผมตั้งใจว่าเมื่อออกมาแล้ว ต่อไปจะมาทำเรื่องกัญชาสำเร็จให้ได้”นายวิวัฒน์กล่าวท่ามกลางเสียงปรบมือดังห้องประชุม และว่า เราต้องมีตำราที่ว่าด้วยนโยบายการเมืองเรื่องกัญชาโดยเชิญนักวิชาการทุกด้านร่วมสนับสนุนและมวลชนด้วย อยากให้วันนี้เป็นจุดริเริ่มการทำนโยบายเรื่องนี้

ทั้งนี้ในช่วงท้ายของวงเสวนา ได้เชิญดร.ณรงค์ เพ็ชรประเสริฐ คณบดีสถาบันเศรษฐศาสตร์ มหาวิทยาลัยรังสิต ซึ่งอยู่ในห้องประชุมร่วมแสดงความคิดเห็น โดยดร.ณรงค์กล่าวว่า ตนเป็นคนป่วยของนายเดชาซึ่งได้รับความกรุณามากว่า 1 ปีโดยใช้น้ำมันกัญชาทำให้กินอิ่มนอนหลับขับถ่ายคล่องซึ่งเป็นเงื่อนไขสำคัญของแพทย์แผนโบราณ

ดร.ณรงค์ให้สัมภาษณ์เพิ่มเติมว่า คนป่วยเป็นโรคมะเร็งลำไส้ระยะ 3 และกำลังเริ่มระยะ 4 จนต้องผ่าตัด และแพทย์กำลังให้คีโมแต่ตนได้ถามแพทย์ว่ามีโอกาสหายหรือไม่ ซึ่งได้รับคำตอบว่า หากให้คีโมราคา 1 แสน มีโอกาส 3% ถ้าราคา 5 แสนมีโอกาส 5% หากราคา 1 ล้านมีโอกาส 6% ในที่สุดได้เลือกใช้น้ำมันกัญชาโดยกินวันละ 2 แคปซูน ปรากฏว่านอนหลับสบาย เมื่อไปตรวจเลือดพบว่าค่ามะเร็งดีขึ้นมาก จากที่เคยเกิน 5 ตอนนี้ลดลงเหลือ 2.5 ขณะที่น้ำหนักตัวลดลงเพราะตนงดเนื้อสัตว์ทุกประเภทแม้แต่สัตว์เลือดเย็น

ดร.ณรงค์กล่าวว่า รัฐบาลควรเร่งปลดล็อคกัญชาจากยาเสพติดและให้เป็นพืชสมุนไพร และอนุญาตให้ผู้ป่วยสามารถปลูกได้ ส่วนกรณีที่มีข่าวว่ามีการกินน้ำมันกัญชาแล้วเมาจนต้องเข้าโรงพยาบาลนั้น จริงๆแล้วถ้าไม่ใช้เกินขนาดก็ไม่มีปัญหา โดยน้ำมันกัญชาสูตรของนายเดชานั้นแทบไม่เป็นพิษอะไรเลยเพราะผสมกับน้ำมันมะพร้าว

Share.

Comments are closed.