คณะเดินเท้าเพื่อผู้ป่วยถึงจุดหมาย ประชาชนนับพันรอรับแน่นวัด 12 เครือข่ายแถลงเรียกร้อง 4 ข้อ เจ้าอาวาสวัดบางปลาหมอเดินหน้าแจกยา-หวั่นผู้ป่วยอาการทรุด

0

เมื่อวันที่ 9 มิถุนายน 2562 ขบวนเดินเพื่อผู้ป่วย:กัญชารักษาโรค ที่นำโดยนายเดชา ศิริภัทร ประธานมูลนิธิข้าวขวัญ ได้เริ่มออกเดินเท้าจากวัดป่าเลไลย์ อำเภอเมือง จังหวัดสุพรรณบุรี ตั้งแต่เวลา 09.00 น.ไปยังวัดบางปลาหมอที่อยู่ห่างออกไปราว 4 กิโลเมตร ซึ่งเป็นการเดินในวันสุดท้าย หลังจากเริ่มออกเดินจากจังหวัดพิจิตรตั้งแต่วันที่ 21 พฤษภาคม โดยมีประชาชนเข้าร่วมมากกว่า 500 คน ทำให้บรรยากาศเป็นไปอย่างคึกคัก ทั้งนี้นายยืนยง โอภากุล หรือแอ๊ด คาราบาว ศิลปินเพื่อชีวิตได้ร่วมเดินด้วย

นายเดชากล่าวกับคณะก่อนเคลื่อนขบวนว่า ตนผูกพันกับแอ๊ดเพราะสนิทกับนายมนัส โอภากุล บิดาของแอ๊ดมานาน ซึ่งก่อนออกเดินเท้าในครั้งนี้แอ๊ดได้แสดงน้ำใจด้วยการสนับสนุนซึ่งนอกจากการเดินแล้ว ได้ขอให้แอ๊ดจัดคอนเสิร์ต เพราะตามประเพณีไทยแล้วหลังจากเสร็จสิ้นงานบุญก็มักฉลอง ดังนั้นในค่ำวันนี้คาราบาวจึงได้จัดคอนเสิร์ตขึ้น นอกจากนี้ยังได้บอกแอ๊ดว่าอยากให้แก้ไขเพลงกัญชาซึ่งตอนท้ายจบว่า “นอนตายใต้ต้นกัญชา” ทำให้ภาพของกัญชาไม่ดี ซึ่งแอ๊ดรับปากและได้แต่งเพลงกัญชาให้ใหม่ โดยได้ปรึกษาตนและถามตนว่าความหมายของการปฎิวัติกัญชาคืออะไร ตนได้บอกว่าคือการปฎิวัติความคิด เพราะกัญชาเป็นยาวิเศษและมหัศจรรย์

ขณะที่นายยืนยงกล่าวว่า ได้แก้ไขเนื้อหาที่บอกว่า “นอนตายใต้ต้นกัญชา” เป็น “มหัศจรรย์กัญชา” โดยตนมีญาติที่ป่วยและใช้กัญชารักษา ดังนั้นจึงขอเดินเคียงข้างอาจารย์เดชาซึ่งทำเพื่อประโยชน์ของสังคมอย่างแท้จริง

เวลา 10.30 น. คณะเดินเท้าได้มาถึงวัดบางปลาหมอ โดยทั้งหมดได้ร่วมกันถวายเพลและมีพิธีบายศรีรับขวัญอาจารย์เดชาและผู้ป่วย ขณะที่มีประชาชนหลายพันคนมาร่วมงานโดยได้มีการลงชื่อเพื่อรับน้ำมันกัญชากันอย่างเนืองแน่น จากนั้นเวลา 14.00 น. แกนนำเครือข่ายที่จัดกิจกรรมครั้งนี้ทั้ง 12 องค์กรได้ร่วมกันอ่านคำแถลง ซึ่งระบุว่า การเดินเพื่อผู้ป่วยได้ก้าวมาถึงจุดหมายปลายทางแล้วในวันนี้ นับตั้งแต่ได้ย่างเท้าก้าวแรกจากวัดป่าวชิรโพธิญาณ อ.โพทะเล จ.พิจิตร เมื่อวันที่ 21 พฤษภาคม 2562 รวมระยะทาง 268 กิโลเมตร ตลอดระยะเวลาแห่งการเดินทางนี้ มีประชาชนจำนวนมากที่ได้หมุนเวียนร่วมกันเดินสู่จุดหมายโดย 32,049 คน ร่วมลงชื่อเพื่อเสนอแก้ไขกฎหมายการใช้กระท่อมและกัญชาเพื่อการแพทย์ และผู้ป่วยจำนวน 40,145 คน ร่วมลงชื่อเข้าร่วมโครงการวิจัยการใช้กัญชาสูตรน้ำมันเดชาเพื่อรักษาโรค

“มีประชาชนระหว่างเส้นทางเดินที่บอกว่าไม่มีอะไรมากพอจะสนับสนุนและเป็นกำลังใจได้นอกเหนือจากหนูนาย่างเพื่อร่วมสมทบเป็นอาหาร หลายคนที่โอนเงินเข้าบัญชีร่วมทำบุญผลิตยากัญชา และผู้ใจบุญบางท่านขอบริจาคมากถึงหนึ่งล้านบาทเพื่อผู้ป่วย ขณะนี้ยอดเงินบริจาคทุกบัญชีรวมกันแล้วมากถึง 4.9 ล้านบาท” คำแถลงระบุ

ในคำแถลงระบุด้วยว่า แต่น่าเศร้าสลดที่ผู้ป่วยเหล่านี้หลายแสนคน และอาจมากถึงหลายล้านคน กลับไม่สามารถเข้าถึงยาจากกัญชาได้ จากกฎหมายและระเบียบล้าหลัง ตลอดจนแนวปฏิบัติของรัฐที่เอื้ออำนวยเฉพาะองค์กรขนาดใหญ่ เช่น การเปิดโอกาสบริษัทยาข้ามชาติยื่นขอสิทธิบัตรผูกขาด และอ้างเหตุนำเข้าผลิตภัณฑ์กัญชาจากต่างชาติ กีดกันหมอพื้นบ้านไม่ให้ผลิตยา และไม่สามารถเข้าถึงวัตถุดิบกัญชาได้ จึงขอประกาศอิสรภาพการใช้กัญชารักษาโรค เพื่อเรียกร้องสิทธิของผู้ป่วยในการเข้าถึงยาและเลือกวิธีการรักษาโรค เคารพภูมิปัญญาและการส่งเสริมบทบาทของหมอยาพื้นบ้าน ต่อต้านการผูกขาดยาและเสริมสร้างการพึ่งพาตนเอง ดังต่อไปนี้

1.ในระหว่างที่ยังไม่มีการอนุญาตให้สหกรณ์และวิสาหกิจชุมชนปลูกกัญชาได้ในปริมาณที่เพียงพอ ปปส.ต้องมอบวัตถุดิบกัญชาของกลางให้กับหมอพื้นบ้านที่ผลิตยาแจกจ่ายแก่ประชาชน มิใช่การเผาทำลายทิ้งไปโดยไม่ได้ตรวจสอบคุณภาพและเกณฑ์ความปลอดภัยจากผลิตภัณฑ์ปลายทาง (end products) 2. เรียกร้องให้กระทรวงสาธารณสุขรับรองตำรับยาน้ำมันกัญชา หรือน้ำมันกัญชาผสมน้ำมันมะพร้าวสกัดเย็น เป็นต้น เป็นตำรับยาหมอพื้นบ้าน และตำรับยานี้ควรอยู่ในระบบบัญชียาหลักแห่งชาติ หรือระบบหลักประกันสุขภาพ เพื่อให้หมอพื้นบ้าน แพทย์แผนไทย บุคลากรสาธารณสุขสามารถผลิตยาได้ และผู้ป่วยทุกคนในประเทศสามารถเข้าถึงยากัญชาได้อย่างกว้างขวางและปลอดภัยในราคาไม่แพง

3. ขอเรียกร้องต่อรัฐบาลและทุกพรรคการเมืองร่วมกันสนับสนุนการแก้ไขกฎหมายให้กัญชง กระท่อม สาร CBD และสารอื่นจากกัญชาที่ไม่มีฤทธิ์ต่อจิตประสาท ออกจากบัญชียาเสพติดอย่างสมบูรณ์และต้องอนุญาตให้ผู้ป่วยที่มีใบรับรองแพทย์สามารถปลูกกัญชาเพื่อการพึ่งพาตนเอง เช่นเดียวกับหมอยาพื้นบ้าน บุคคลากรด้านการแพทย์/สาธารณสุข สถานพยาบาล สามารถปลูกและปรุงยากัญชาได้ตามความจำเป็นและความเหมาะสม ผ่านการจดแจ้ง และใช้กลไกของชุมชน ท้องถิ่น ในการกำกับดูแลไม่ให้มีการนำวัตถุดิบกัญชาไปใช้ผิดวัตถุประสงค์

4. เร่งฟื้นฟูและพัฒนาสายพันธุ์กัญชา โดยการส่งเสริมสนับสนุน และคุ้มครองบทบาทของเกษตรกรและชุมชนท้องถิ่น เพื่อให้สายพันธุ์กัญชาไทยกลับมามีความหลากหลายและมีคุณภาพดีที่สุดในโลกอีกครั้งหนึ่ง เพิกถอนและระงับการยื่นขอจดสิทธิบัตรที่ขัดต่อกฎหมาย โดยเฉพาะการจดสิทธิบัตรสารตามธรรมชาติ การใช้เพื่อรักษาโรค และขาดความใหม่ เป็นต้น

“เราจะตรวจสอบการทำงานของรัฐบาลและขับเคลื่อนเพื่อให้บรรลุข้อเรียกร้องดังกล่าว เพื่อให้ผู้ป่วยนับแสนนับล้านคนที่รออยู่สามารถเข้าถึงยากัญชาโดยเร็วที่สุด หากรัฐเพิกเฉย ผู้ป่วยและประชาชนจากทุกจังหวัด จะร่วมกันเคลื่อนไหวเพื่อสร้างการเปลี่ยนแปลงร่วมกัน” คำแถลงระบุ

พระปลัดธนิต จนทิโก เจ้าอาวาสวัดบางปลาหมอ กล่าวว่า น้ำมันกัญชาและยาที่เป็นผลิตภัณฑ์กัญชาที่นำมาแจกนั้น ส่วนใหญ่เป็นของเดิมที่อาจารย์เดชาทำไว้ก่อนที่จะถูกจับ สาเหตุที่ต้องแจกเพราะภายหลังจากทราบผู้ป่วยทราบข่าวว่าทีมงานของอาจารย์ถูกจับและจะไม่มีการแจกยาอีก ทำให้หลายคนอาการทรุดเพราะกลัวจะไม่มียากินโดยเฉพาะผู้ป่วยมะเร็ง ซึ่งเท่าที่สังเกตผู้ป่วยมะเร็ง 90% มีอาการดีขึ้นหลังจากรับยาไปแล้ว โดยก่อนรับยาทางวัดจะให้รับศีลและตั้งสัจจะ นอกจากนี้ในทุกสัปดาห์สิ้นเดือนจะมีการทำบุญให้เจ้ากรรมนายเวร

“ถามว่ากลัวถูกจับมั้ย จะให้อาตมาทำอย่างไรได้ในเมื่อผู้ป่วยมาหา ถ้าเขาไม่ได้อะไรติดไม้ติดมือกลับบ้านก็ยิ่งอาการทรุด เขามาวัดบางปลาหมอต้องได้ยาติดไม้ติดมือกลับบ้าน คนเป็นมะเร็งเรายังพอหาน้ำมันกัญชาให้ได้ โรคอื่นๆ เช่นปวดเมื่อย เราแจกยาหม่องอารมณ์ดีให้ไปใช้ คนเป็นโรคผิวหนังก็ใช้สบู่ แค่นี้เขาก็มีกำลังใจแล้ว เรารู้ว่ากัญชายังเป็นสิ่งผิดกฎหมาย จนบางคนมองว่าอาตมาเป็นหมูไม่กลัวน้ำร้อน จริงๆไม่ใช่ เพียงแต่อาตมากลัวคนป่วยไม่มีคนดูแลมากกว่า” เจ้าอาวาส กล่าว

Share.

Comments are closed.