ปลุกภาคประชาชนเปิดเกมรุก-สร้างองค์ความรู้จัดการทรัพยากรท้องถิ่นเอง ชาวบ้านโวยไม่เอา คทช.ระบุเหมือนถูกขังกรงด้วยกฎหมายใหม่

0

เมื่อวันที่ 4 กรกฎาคม 2562 ที่โรงแรมเชียงรายแกรนด์รูม อำเภอเมือง จังหวัดเชียงราย กรมส่งเสริมคุณภาพสิ่งแวดล้อมร่วมกับสมัชชาองค์กรเอกชนด้านสิ่งแวดล้อมและอนุรักษ์ทรัพยากรธรรมชาติ(สคส.) จัดประชุมสถานการณ์ภูมิภาค นโยบายและกฎหมายด้านสิ่งแวดล้อมภาคเหนือตอนบนโดยมีเครือข่ายภาคประสังคม ทั้งกำนัน ผู้ใหญ่บ้าน องค์กรพัฒนาเอกชน สมาชิกสภาองค์กรชุมชน ผู้นำชุมชน กว่า 100 คนเข้าร่วม ทั้งนี้นายชัชวาล ทองดีเลิศ นักพัฒนาอาวุโส บรรยายพิเศษในหัวข้อ “บทบาทภาคประชาชน ประชาชนกับสถานการณ์ปัญหาทรัพยากร”ว่าที่ผ่านมาเรามักเข้าไปทำงานในพื้นที่โดยมีพื้นที่ตัวอย่างอยู่เต็มประเทศและมีองค์ความรู้มากมาย แต่ประเด็นคำถามคือทำไมถึงไม่เกิดการเปลี่ยนแปลงในเชิงนโยบาย และดูเหมือนว่าถอยกลับไปอีก

นายชัชวาลกล่าวว่า สาเหตุที่การทำงานไม่มีพลังเพราะต่างคนต่างทำ เมื่อจบโครงการแล้วก็เริ่มใหม่ดังนั้นจะทำอย่างไรให้เป็นกระบวนการต่อเนื่องในเชิงโครงสร้างซึ่งมีสัญญาณเตือนระดับโลกว่าอีก 12 ปี โลกจะร้อนมากจนทำให้พืชและสัตว์บางชนิดอยู่ไม่ได้ในที่สุดมนุษย์ก็อยู่ไม่ได้ ถ้าเราเอาวิกฤตเช่นนี้เป็นตัวตั้ง จะวางแผนยุทธศาสตร์กันอย่างไร แต่ต้องวิเคราะห์ถึงสาเหตุก่อน ส่วนหนึ่งเป็นเพราะทรัพยากรธรรมชาติเป็นวัตถุดิบในปัจจัยการผลิตทางอุตสาหกรรม ซึ่งเมื่อก่อนเราให้ความเคารพ แต่เดี๋ยวนี้เราเห็นเป็นเพียงวัตถุ ทั้งดินน้ำป่าซึ่งเมื่อก่อนเรามองด้วยจิตวิญญาณและมีความเคารพแต่เมื่อมองว่าเป็นเพียงวัตถุดิบที่สร้างกำไรให้เป็นเม็ดเงินทำให้กระบวนทัศน์ในการพัฒนาเปลี่ยน ดังนั้นเราต้องมีกระบวนทัศน์ให้ชัดเจน เพราะวิธีคิดเช่นนี้มักถูกขับเคลื่อนด้วยทุน ซึ่งนำไปสู่การบริโภคนิยมที่เกิดปัญหาตั้งแต่กระบวนการผลิต เช่น ขุดแร่มาใช้ มีการปล่อยมลพิษจนกระทั่งการทิ้งขยะ ยิ่งผลิตมากก็ยิ่งใช้ทรัพยากรมากและ สร้างมลภาวะมากซึ่งเป็นสถานการณ์ใหญ่

นายชัชวาลกล่าวว่า อีกสาเหตุหนึ่งมาจากโครงการต่างๆที่ส่งผลกระทบ เช่น สร้างถนน เขื่อน โรงไฟฟ้าถ่านหิน เหมืองแร่ ตลอดจนการทวงคืนผืนป่า ซึ่งเหล่านี้ส่งผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อม โดยโครงการเหล่านี้เกิดขึ้นจากการตัดสินใจของรัฐบาลกลางที่ร่วมมือกับทุนใหญ่ ขณะที่บทบาทของประชาชนมักอยู่เพียงชายขอบ ดังนั้นสิ่งที่จำเป็นต้องทำคือต้องเปลี่ยนกระบวนการพัฒนาใหม่จากข้างล่างขึ้นข้างบน โดยความคิดต้องชัดเจน เช่น การจัดสรรทรัพยากรที่ยั่งยืน โดยเครือข่ายภาคประชาชนต้องผนึกกำลังกันทั้งประเทศ ไม่เช่นนั้นก็ไม่สามารถสร้างพลังขึ้นมาได้ โดยต้องเชื่อมโยงกับวิชาการและฝ่ายต่างๆให้ออกมาเป็นระบบเพื่ออธิบายให้คนทั้งประเทศและฝ่ายนโยบายเข้าใจ

“กลุ่มหนึ่งที่เราต้องทำงานด้วยคือคนในเมือง เพราะตอนนี้เกิดวิกฤตสิ่งแวดล้อมเมือง น้ำเสีย ต้นไม้ใหญ่หายหมด ในเมืองเชียงใหม่ตอนนี้เหลือผืนที่สีเขียวอยู่เพียง 18% เรากำลังจะเพิ่มให้ได้ 30% เราต้องเชื่อมโยงกับคนในเมือง มิฉะนั้นวันหนึ่งเราจะถูกวิพากษ์วิจารณ์ได้ เช่นกรณีไฟป่าและหมอกควัน ที่ทำให้เกิดเข้าใจผิดว่าคนที่อาศัยอยู่ในป่าเป็นต้นเหตุ เพราะเรื่องราวของชาวบ้านไปถึงพวกเขาน้อยมาก สิ่งสำคัญคือเราต้องมีเวทีร่วมกัน เราต้องเชื่อมโยงระหว่างชนบทกับเมืองมากขึ้น คนในเมืองสนใจเรื่องสิ่งแวดล้อมมากเพราะเขาได้รับผลกระทบโดยตรง”นายชัชวาล กล่าว

นายชัชวาลกล่าวว่า ควรมีการสื่อสารสาธารณะให้เข้มข้นขึ้นเพราะทำงานกันมา 30-40 ปี พอเกิดเรื่องทำไมความรู้ที่สั่งสมมากลับไม่ช่วยแก้ปัญหา จึงต้องมีการสื่อสารสาธารณะซึ่งจังหวะนี้ถือว่าเป็นโอกาสที่ดีเพราะทุกคนมีเครื่องมือสามารถถ่ายทอดสดและบอกเล่าเรื่องราวได้ด้วยตัวเอง ตอนนี้กลุ่มสื่อใหญ่ทั้งหมดตกอยู่ในมือกลุ่มทุนใหญ่เกือบทั้งสิ้น โทรทัศน์แทบทุกช่องมีเจ้าของเป็นนายทุนใหญ่กับพรรคการเมือง และเขาไม่มีกำลังคนมาคอยวิ่งทำข่าวชาวบ้านเพราะฉะนั้นเราจึงต้องทำกันเอง เพราะการสื่อสารสาธารณะมีความสำคัญมากเนื่องจากการแสสังคมยังไม่เข้าใจ บางส่วนอยากรักษาสิ่งแวดล้อมและสีเขียวแต่ไม่เอาชุมชน ดังนั้นจึงต้องให้ข้อเท็จจริงที่เกิด

“ที่สำคัญเมื่อทำทุกอย่างครบแล้ว เพื่อให้เกิดกระแสใหม่ในการจัดการทรัพยากรธรรมชาติอย่างยั่งยืน เราต้องร่วมขับเคลื่อนในระดับนโยบาย โดยต้องหยุดโครงการที่ทำลายสิ่งแวดล้อมทั้งหมดอย่างมีเหตุมีผล เราไม่ต้องการให้รัฐทำแต่เพียงฝ่ายเดียวอีกต่อไป เราจึงขอเข้าร่วมกำหนดนโยบาย ผมเสนอให้เราขับเคลื่อนนโยบายวิถีสีเขียวอย่างยั่งยืน เช่น เลิกกินลูกปลาทู เลิกกินหมู-ไก่ที่มาจากไร่ข้าวโพดที่ทำลายป่า เลิกใช้สารพิษทั้งหมด เราจำเป็นต้องเอาชีวิตของเราร่วมขับเคลื่อนด้วย ”นายชัชวาล กล่าว

เวลา 11.00 น.ได้มีการเสวนา “สถานการณ์การเมืองกับความร่วมมือในการสร้างธรรมภิบาลในการจัดการทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม”ซึ่งวิทยากรประกอบด้วยนางเตือนใจ ดีเทศน์ กรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติ นายนิวัฒน์ ร้อยแก้ว ประธานกลุ่มรักษ์เชียงของ นายภาคภูมิ วิธานติรวัฒน์ ประธานสมัชชาองค์กรเอกชนด้านสิ่งแวดล้อมฯ และรองอธิบดีกรมส่งเสริมฯ

รองอธิบดีกรมส่งเสริมฯกล่าวว่า การจัดการทรัพยากรของภาครัฐมักมองภาพใหญ่ แต่ในเรื่องสิ่งแวดล้อมไม่สามารถมองแยกส่วนได้ ต้องมองความสมบูรณ์ของตัวระบบนิเวศและความกินดีอยู่ดีของคนทั้งประเทศและโลกเพราะปัญหาของโลกกระทบเรา ดังนั้นจึงไม่สามารถมองว่าปัญหาสิ่งแวดล้อมเป็นส่วนๆ ถ้ารัฐไม่เปลี่ยนวิธีคิดเรื่องการจัดการสิ่งแวดล้อมก็ไปไม่ได้ จำเป็นต้องให้ประชาชนเข้ามามีส่วนร่วมซึ่งกรมทำงานมาหลายสิบปีเรื่องการจัดการทรัพยากร เช่น เรื่องภูมินิเวศ เรื่องเศรษฐกิจหมุนเวียน เราจะดึงตัวอย่างของการจัดการชุมชนมาใช้ได้อย่างไรเพื่อให้เกิดการเปลี่ยนแปลงในเชิงนโยบาย เราจะสื่อสารอย่างไรให้ชุมชนเห็นภาพ ซึ่งเป็นบทบาทของกรมที่จะเข้ามาเสริมได้

นายนิวัฒน์ กล่าวว่าวันนี้สถานการณ์การเมืองแย่มากในการเข้าไปมีส่วนร่วมของภาคประชาชน เพราะรัฐบาลสอบไม่ผ่านเนื่องจากที่ผ่านมาไม่ได้เป็นความร่วมมือแต่เป็นการจัดการจากภาครัฐอย่างเดียว เช่น นโยบายทวงคืนผืนป่า ชาวบ้านต้องติดคุกแล้วจะมีธรรมาภิบาลได้อย่างไร เรื่องเหล่านี้ต้องมีการทบทวนกันใหม่ ตนเชื่อว่าข้าราชการส่วนล่างมองเห็นปัญหาแต่ข้าราชการส่วนบนมองไม่เห็นเพราะต้องจัดการเรื่องผลประโยชน์ ทุกรัฐบาลพูดอยู่ตลอดเวลาเรื่องหลักธรรมาภิบาลแต่ยังจับคนจนเข้าคุกอยู่เรื่อยๆ ทั้งๆที่ชาวบ้านเข้าใจเรื่องการจัดการทรัพยากรแต่รัฐกลับไม่ยอมรับ ดังนั้นจึงต้องเปลี่ยนแปลงทัศนคติ ที่ผ่านมาประชาชนยอมรัฐมาโดยตลอด แต่รัฐไม่เคยยอมรับว่าประชาชนมีองค์ความรู้และสามารรถทำได้ เพราะไม่ได้ผลประโยชน์ สิ่งที่ต้องคำนึงในการก้าวไปข้างหน้าคือต้องเข้าใจถึงความร่วมมือคือระหว่างประชาชนต่อประชาชนที่ต้องแลกเปลี่ยนร่วมมือและเข้าใจกันในการจัดการทรัพยากรที่สมดุล เช่นเดียวกันระหว่างรัฐส่วนกลางกับรัฐท้องถิ่นก็ต้องเข้าใจกันซึ่งที่ผ่านมารัฐท้องถิ่นมีความเข้าใจดีกว่ารัฐส่วนกลาง แต่ทุกวันนี้อำนาจซ้อนกันอยู่ รัฐในกรุงเทพฯกลับมาจัดการทรัพยากรของคนท้องถิ่น ขณะที่ความร่วมมือระหว่างประชาชนกับรัฐนั้น ประชาชนก็ต้องปรับตัวในเรื่ององค์ความรู้สามารถอธิบายในเชิงวิชาการได้ รัฐก็ต้องปรับทัศนคติว่าประชาชนอยู่กับทรัพยากรอย่างแท้จริง หากเปิดใจกันก็จะร่วมมือกันได้และก่อให้เกิดการเปลี่ยนแปลง

“ที่ผ่านมาภาคประชาชนได้แต่ตั้งรับ รัฐมักบอกว่าให้ประชาชนปรับตัว แต่จริงๆแล้วประชาชนต้องถอยและสูญสิ้นทรัพยากร ต่อไปประชาชนต้องรุกโดยใช้องค์ความรู้ที่รัฐไม่รู้ ดังนั้นประชาชนต้องปรับตัวโดยรุกเข้าไปในเรื่ององค์ความรู้ เข้าไปแก้ไขกลไกลอำนาจต่างๆ สุดท้ายการรุกเข้าไปของประชาชน สิ่งไหนที่เราทำร่วมกับรัฐได้ก็ต้องทำก่อนเพื่อให้รัฐเข้าใจวิธีคิดของชาวบ้าน อำนาจในการต่อรองก็จะเกิดขึ้น สุดท้ายอยากให้รัฐเข้าใจว่าการเข้าไปมีส่วนร่วมนั้น ต้องร่วมอย่างจริงจังตั้งแต่คิดร่วม จัดการร่วมกัน ประโยชน์ร่วมกัน ไม่ใช่ให้ชาวบ้านไปร่วมแค่ตอนท้าย”นายนิวัฒน์ กล่าว

นายภาคภูมิ กล่าวว่า เรามีประสบการณ์ในการจัดการทรัพยากรธรรมชาติตั้งแต่ยุคที่ประชาชนยังไม่มีส่วนร่วมเลย โดยมีข้อสรุปสำคัญคือเรื่องสิ่งแวดล้อมเป็นเรื่องของทุกคน ความสำเร็จขึ้นอยู่กับความร่วมมือเป็นสำคัญ การจัดการสิ่งแวดล้อมต้องจัดการร่วมและไม่สามารถใช้อำนาจจากส่วนกลางสั่งการได้ แต่ต้องดำเนินการร่วมกันซึ่งเป็นที่ยอมรับในทางสากล ความร่วมมือทุกภาคส่วนเป็นหัวใจสำคัญ และสิทธิในการพัฒนา ทุกวันนี้เรารู้ว่าโลกกำลังป่วย ดังนั้นต้องขับเคลื่อนไปสู่การพัฒนาที่ยั่งยืน หลักการประชาธิปไตยเป็นเรื่องสำคัญ แต่ทุกวันนี้เราทั้งหลายยังก้าวไม่ข้ามระบบอุปถัมภ์

นางเตือนใจกล่าวว่า ในจังหวัดแม่ฮ่องสอนเกิดปัญหาไม่ให้ชาวบ้านทำไร่เหมุนเวียน จะทำกันอย่างไร ขณะที่เรื่องการสร้างเขื่อนแม่น้ำโขงยังคงส่งผลกระทบต่อชาวบ้าน การต่อสู้ของภาคประชาชนต้องใช้องค์ความรู้ เช่น กรณีโครงการเศรษฐกิจพิเศษของชาวบ้านบุญเรือง ทุกวันนี้หลักธรรมาภิบาลสิ่งแวดล้อม ประเทศไทยมีความเข้มแข้งและเติบโตของภาคประชาชนมาก เมื่อประชาชนมีอำนาจมากขึ้นรัฐก็ต้องรับฟัง แต่ต้องอยู่บนฐานของวิชาการ ซึ่งการวิจัยแบบมีส่วนร่วมของชาวบ้านจะเป็นเครื่องมือที่สำคัญ

ทั้งนี้ในเวทีได้เปิดโอกาสให้ผู้ร่วมเสวนาได้ตั้งคำถามและแสดงความคิดเห็น ซึ่งหลายคนได้วิพากษ์วิจารณ์การออกกฎหมายฉบับใหม่ของรัฐบาลที่เกี่ยวข้องกับคนอยู่กับป่า เนื่องจากขัดกับวิถีชีวิตของชาวบ้าน

““อย่าเอากรงมาครอบคนเหนืออีกเลย เราอยากอยู่กันอย่างอิสระ ฝากบอกถึงกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมด้วย ทำอย่างไรให้พวกเราได้รับความยุติธรรมบ้าง เราเป็นคนไทยเหมือนกันทำไมต้องเช่าที่ดินของตัวเอง โครงการจัดที่ดินทำกินให้ชุมชนตามนโยบายรัฐบาล (คทช.).มันไม่ใช่” กำนันรายหนึ่ง กล่าว ขณะที่ชาวบ้านรายหนึ่งเสนอให้มีการร่างกฎหมายตามวิถีปกาเกอะญอ เพื่อให้ชาวบ้านสามารถดำเนินชีวิตตามวิถีดั้งเดิม

Share.

Comments are closed.