ส่องชีวิตคนไร้บ้านเมือง “มะกัน”

0
การแจกอาหารคนไร้บ้านโดยเจ้าหน้าที่จาก โบสถ์ Faithbible เมืองซีแอทเทิล รัฐวอชิงตัน

จารยา บุญมาก เรื่อง/ภาพ

การเช่าคอนโดมีเนียมหรืออพาร์เมนท์ในหลายรัฐ ของสหรัฐอเมริกากลายเป็นเรื่องที่น่าเบื่อของคนรุ่นใหม่ไม่น้อย เนื่องจากกฎหมายด้านอสังหาริมทรัพย์แบบใหม่เข้มงวดและเป็นไปในทิศทางตัดโอกาสในสิทธิที่อยู่อาศัยพอสมควร ในการเช่าอพาร์ทเมนท์แต่ละครั้งต้องผ่านการตรวจสอบประวัติหลายด้าน และหากคุณมีประวัติเบี้ยวค่าเช่ามาแม้เพียง 1 ครั้ง ก็เสี่ยงถูกปฏิเสธการเช่าห้องสูงมาก นั่นทำให้หลายคนหันไปเช่าห้องในลักษณะขอแบ่งพื้นที่บ้านส่วนบุคคลเป็นห้องเช่ารายเดือนแทน

แต่ชีวิตพลเมืองสหรัฐฯหลายคนใช่ว่าจะโชคดีกับการหาบ้านแบ่งเช่าได้เสมอไป คนบางกลุ่มจึงกลายเป็นคนมีอาชีพแต่ไม่พอค่าเช่าบ้าน จากการสอบถามคนไร้บ้านในเมืองปอร์ตแลนด์ รัฐออริกอนจำนวน 16 คน ที่รอรับอาหารแจกฟรีจากโบสถ์แห่งหนึ่งย่านสถานีรถไฟ พวกเขามีรายได้เฉลี่ยอยู่ที่ 2,800 – 3,600 เหรียญ

โบวี่ ในวัย 55 ปี หนุ่มไร้บ้านบอกระหว่างที่ยืนเสพกัญชาด้วยความสุนทรีย์ว่า เขาตัดสินใจเลิกเช่าบ้านมาประมาณ 8 ปีแล้ว ด้วยในช่วงหนึ่งของชีวิตเขาประสบกับความล้มเหลวทางการงานเขาถูกเลิกจ้างจากบริษัทนำเข้าแห่งหนึ่ง ทำให้เขาต้องนำเงินเก็บบางส่วนมาดูแลครอบครัว พร้อมหางานใหม่ที่รายได้เหมาะสมไปพลางๆ แต่โชคร้าย เขาเจอแต่งาน Part time รายได้ไม่แน่นอน เขาจึงจำเป็นต้องค้างค่าเช่าไป 40 วัน ไม่นานเขาก็ถูกฟ้องขับไล่และถูกบันทึกในประวัติส่วนบุคคลในด้านการเช่าบ้านและที่ดิน ระหว่างนั้นภรรยากับลูกจึงขอแยกทาง ภรรยาเดินทางไปอาศัยอยู่กับแม่ที่รัฐเทกซัส ส่วนเขากลายเป็นคนที่ต้องตระเวนเช่าห้องรายวันอยู่ในช่วงฤดูหนาว จากนั้นก็หางานทำใหม่ พอตั้งตัวได้การกลับไปหาห้องเช่ารายเดือนอยู่กลับยากกว่าเดิม เนื่องจากมีประวัติถูกฟ้องขับไล่จากห้องเช่า

“ทุกวันนี้เจ้าของที่ดิน เจ้าของตึกเขามีอิทธิพลเต็มที่ เขาตรวจสอบสถานะทางคดีได้ตลอด มันก็ยากหน่อย ผมเองตอนนั้น เงินค่าทนายก็ไม่มี แค่จะกิน จะเดินทางก็แย่แล้ว มันเลยจบชีวิตแบบนี้ พูดง่ายๆ ตอนนี้มีเงินนะพอยู่ได้ แต่เช่าห้องไม่ได้ จะเช่าได้ก็เมืองเล็กๆ ไกลจาก ปอร์ตแลนด์โน่นนะ มันก็ไกลงานอีกไง เดินทางเข้าเมืองไม่ไหว ผมก็เลยต้องใช้ชีวิตอย่างนี้แหละ เดี๋ยวอีกแป๊บหาเงินได้คงจะไปซื้อรถบ้านสักที่มั๊งแล้วไปเช่าที่ดินเขาจอดรถเอา”

ภาพคนไร้บ้านเมืองปอร์ตแลนด์ รัฐออริกอน

แอเรียล สาวน้อยนักดนตรี วางมือจากกีตาร์โปร่งที่เธอเพิ่งบรรเลงจบลง พร้อมเอ่ยทักทายฉันด้วยน้ำเสียงที่เป็นมิตร “คุณอยู่แถวนี้เหรอ ไม่เคยเห็นเลยนี่”

ฉันก็ได้แต่ยิ้มรับแล้วปฏิเสธการคาดเดาคำตอบของเธอ พร้อมเล่ารายละเอียดเล็กน้อยให้เธอฟัง ก่อนชวนเธอคุยไปเรื่อยๆ จนรู้ว่า เธอหนีออกจากบ้านเพราะปัญหาครอบครัว หลังแม่เธอตายไปในปี 2015 พ่อของเธอกลายเป็นคนติดสุราแล้วไม่ยอมทำงาน จนบ้านถูกยึดจากธนาคาร เธอจึงต้องออกจากวิทยาลัยทันทีเนื่องจากแบกรับค่าใช้จ่ายในการเรียนไม่ไหว

“ที่จริงเงินประกันที่ได้ หลังจากแม่ตายมันก็จะพอทุเลาบ้าง แต่มันแค่พอกิน เราไม่พอใช้หนี้มากมายขนาดนั้น ฉันแค่อยากช่วยพ่อ แต่เหมือนช่วยเท่าไหร่ มันก็ไม่ดีขึ้น ฉันเลยออกมาซะเลย พ่อเขากินเหล้าเมาทุกวัน ใจจริงอยากไปให้ถึงนิวยอร์คนะ แต่ไม่มีเงินไปหรอก แต่ชีวิตก็แบบนี้แหละอยู่ข้างถนนมันก็เท่ห์ดี จริงไหมละ”

นั่นเป็นมุมเล็กๆ ของสองชีวิตในรัฐออริกอน ที่ฉันพอจะซักถามอะไรได้บ้างหลังพิจารณาดูแล้ว่า พวกเขาคงไม่มีปัญหาเรื่องยาเสพติดที่ผิดกฎหมาย และไม่มีปัญหาเรื่องสุขภาพจิตจนถึงขั้นคุยไม่รู้เรื่อง
ขณะที่ฝั่งรัฐวอชิงตัน ทุกเช้าของวันอาทิตย์ในเมืองใหญ่อย่าง ซีแอทเทิล กลายเป็นเมืองที่มีประชากรไร้บ้านหลายร้อยคนเฝ้ารอการแจกอาหาร คนที่มารอแจกอาหารส่วนมากเป็นคนแก่ พิการ

ดาร์ลีน เฮปราส พนักงานขับรถโรงเรียน เล่าว่า ทุกวันอาทิตย์ของเดือน เธอจะร่วมกับเพื่อนๆ ชาวคาทอลิค อีกหลายคนทำอาหารไปเลี้ยงคนไร้บ้านตามโบสถ์ต่างๆ

“ที่ฉันทำ ฉันไม่รู้ไงว่า วันไหนฉันจะเป็นคนไร้บ้าน จริงๆ หลายคนก็มองว่าพวกคนไร้บ้านพวกนี้ขี้เกียจ ไม่หางานทำ บางคนติดยาเสพติดจนสติไม่ดีก็ออกมาเป็นคนไร้บ้าน ปักหลักขอทานตามถนนใหญ่ แต่ลึกๆแล้วฉันมองว่ารากของปัญหามันมีมากกว่านั้น ถ้าเราไม่ขึ้นราคาข้าวของ ถ้าเราคุมเศรษฐกิจให้ดี ถ้าเราให้โอกาสคนจนได้มีงานทำ ได้แก้ตัว ถ้าเราให้โอกาสคนที่เคยติดคุกออกมาทำงานอย่างอื่นบ้าง เขาอาจจะไม่มีชีวิตแบบนี้ก็ได้ ข้อเสียของสหรัฐฯ คือ เมื่อคุณทำผิดพลาดจะด้วยเหตุผลใดก็ตาม ตราบาปจะติดตัวคุณไปตลอด เป็นประวัติเสียไปเลย แล้วพวกเขาก็ต้องมามีชีวิตเช่นนี้ยังไงล่ะ ” ดาร์ลีน สะท้อนข้อเท็จจริงในมุมมองของตัวเอง

เธอบอกว่า ในฐานะประชาชนคนหนึ่งก็ทำได้เท่านี้ จะแก้ปัญหาอย่างอื่นคงไม่ไหว เธอย้ำด้วยว่า ค่ารักษาพยาบาลในสหรัฐฯ ก็เป็นอีกปัจจัยหนึ่งที่ทำให้คนถังแตก เพราะค่ายา ค่าประกัน และอีกหลายอย่างที่แพงขึ้น นั่นคือความล้มเหลวที่ล้วนเป็นส่วนหนึ่งของการเพิ่มจำนวนคนไร้บ้าน เนื่องจากพวกเขาแบกรับค่าใช้จ่ายไม่ไหว

หลังฟังคำบอกเล่าจากดาร์ลีน ฉันเชื่อสนิทใจว่า ค่าบริการสุขภาพนั้นเป็นปัจจัยอันนำไปสู่ความถังแตกได้ เรื่องค่าใช้จ่ายในการรักษาสุขภาพฉันเองมีประสบการณ์ตรงแบบจ่ายหมดตัวมาแล้ว แม้จะมีประกันชั้นดี แต่ทุกการใช้บริการสุขภาพ ฉันต้องร่วมจ่ายเสมอ อย่างเช่น การตรวจสุขภาพฟันทั่วไป ค่าใช้จ่ายโดยรวมตกที่ 2,666 เหรียญ ประกันจ่ายเพียง 1,500 เหรียญ ส่วนต่างฉันต้องจ่ายเอง นั่นคือความเหลื่อมล้ำที่ดาร์ลีน กล่าวถึงในนามของประชากรสหรัฐ ฯ ที่ต้องอยู่กับความรับผิดชอบค่าใช้จ่ายสารพัด สำหรับคนไร้บ้านที่มีเอกสารประจำตัว ระบุตัวตนชัดเจน ยืนยันการอาศัยอยู่ในสหรัฐฯอย่างถูกต้อง อาจจะได้เปรียบกว่าคนไร้เอกสารประจำตัว และคนเข้าเมืองผิดกฎหมายอย่างมาก เพราะอย่างน้อยก็มีสวัสดิการบางอย่างที่เอื้อต่อการอยู่รอดและการประกอบอาชีพ หากแต่ขาดความมั่นคงทางที่อยู่อาศัยเท่านั้น แต่คนไร้เอกสารประจำตัวนั้นคงต้องเผชิญกับความหิวไม่น้อยและการรอคอยอาหารฟรีจากโบสถ์ ก็คือความหวังของคนกลุ่มดังกล่าว ส่วนวันที่เหลือก็ต้องอาศัยโชคจากเศษอาหารต่อไป

ในปี 2018 กรมการพัฒนาชุมชนและเมืองของสหรัฐฯ (The U.S. Department of Housing and Urban Development) มีรายงานสถานการณ์คนไร้บ้านที่อยู่ในระบบสำรวจทั่วประเทศ พบว่ามีจำนวนมากถึง 552,830 คน โดยรัฐที่มีคนไร้บ้านมากที่สุดคือ แคลิฟอเนีย มีมากถึง 129,972 คน รองลงมาเป็นรัฐนิวยอร์ก มีจำนวน 91,897 คน รัฐฟลอริดามีจำนวน 31,030 คน รัฐเทกซัส 25,310 คน และรัฐวอชิงตัน 22,304 คน
เว็บไซต์ขององค์กร National Alliance to End homeless ของสหรัฐฯ ยังระบุด้วยว่า 70 % คนไร้บ้าน เป็นเพศชายและส่วนมากเป็นเชื้อชาติแอฟริกัน อเมริกัน รองลงมาเป็นชนพื้นเมืองอเมริกัน โดยคนไร้ ท่ามกลางการเพิ่มขึ้นของประชากรไร้บ้านในแต่ละรัฐนั้นที่อาจสร้างความหดหู่ของหลายคนนั้น ก็ยังมีข่าวดีออกมาบ้าง เมื่อไม่นานมานี้รัฐแคลิฟอเนีย ประกาศเป็นรัฐแรกที่ประกาศกฎหมายให้ “ประกันสุขภาพ” ที่เรียกว่า เอบี-140 ว่าด้วยการขยายระบบประกันสุขภาพไปยังบุคคลอายุระหว่าง 19-25 ปี โดยไม่จำกัดสถานภาพการเข้าเมืองของบุคคลนั้นๆ กฎหมายดังกล่าวโดยกฎหมายซึ่งจะเริ่มมีผลในปี 2020 ประกันดังกล่าว เรียกว่า Madicaid progarm ให้ความคุ้มครองด้านสุขภาพกับกลุ่มผู้มีรายได้น้อยที่มีอายุระหว่าง 19-25 ปี ซึ่งมีถิ่นพำนักในแคลิฟอร์เนีย ประมาณ 90,000 คน โดยจะใช้งบประมาณของรัฐปีละ 98 ล้านดอลลาร์ นับว่าเป็นข่าวดีไม่น้อย

ในเรื่องที่มาของคนไร้บ้านนั้น สื่อใหญ่อย่างสำนักข่าวเอพี ได้ลงบทสัมภาษณ์เจ้าหน้าที่องค์กรพัฒนาเอกชนหลายองค์กร พวกเขาเห็นตรงกันว่า การเพิ่มขึ้นของจำนวนคนไร้บ้านเกิดจากการพัฒนาเศรษฐกิจและพัฒนาเมืองแบบก้าวกระโดด

หากจะวิเคราะห์เพื่อเป็นบทเรียนในประเทศไทยนั้น รัฐบาลใหม่ที่เพิ่งได้คณะรัฐมนตรีมาหมาดๆ ควรจะคิดวางแผนสักนิดก่อนการขยายความเจริญด้วยสารพัดโครงการ ไม่เช่นนั้นประเทศไทย อาจจะเจอวิกฤติคนไร้บ้านไม่ต่างจากสหรัฐฯก็เป็นได้

สำหรับสถานการณ์คนไร้บ้านในประเทศไทยประจำปี 2019 นั้น ทางกระทรวงพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ร่วมกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้องมีสำรวจในเขตกรุงเทพฯ เชียงใหม่ และขอนแก่น พบว่ามีจำนวนกว่า 1,500 คน ในจำนวนนี้กว่าร้อยละ 28 ไม่มีบัตรประชาชน ร้อยละ 55 เข้าไม่ถึงบริการสุขภาพและสวัสดิการขั้นพื้นฐานของรัฐ และร้อยละ 70 มีปัญหาสุขภาพจิต ซึ่งหากไทยจะเมตตาคนไร้บ้านเหล่านี้บ้างก็ขยายสิทธิด้านสุขภาพให้เหมือนรัฐแคลิฟอเนียก็ยังดี อย่างน้อยก็ช่วยเหลือประชากรได้ระดับหนึ่ง เพื่อลดความเหลื่อมล้ำในกลุ่มคนจน
////////////////


อ่านข่าวประกันสุขภาพเพื่อบุคคลที่มีรายได้น้อยในรัฐแคลิฟอเนียเพิ่มเติมได้ที่ https://www.npr.org/2019/07/10/740147546/california-first-state-to-offer-health-benefits-to-adult-undocumented-immigrants

Share.

Comments are closed.