อำนาจละมุนของพญามังกร บนวิกฤตการณ์แม่น้ำโขง ในมุมมองของ “ครูตี๋”

0

ท่ามกลางวิกฤตความผันผวนของแม่น้ำโขง ทั้งแห้งเพราะเขื่อนตอนบนในประเทศจีนหยุดปล่อยน้ำ ทำให้ปริมาณน้ำลดน้อยสุดในรอบหลายปี ทั้งท่วม-ลดเพราะเขื่อนตอนล่างคือเขื่อนไซยะบุรีซึ่งดำเนินการโดยบริษัทช.การช่าง ทดลองผลิตไฟฟ้าป้อนการไฟฟ้าฝ่ายผลิตแห่งประเทศไทย(กฟผ.) ที่น่าสนใจยิ่งคือเมื่อเร็วๆนี้ได้มีคำแถลงของโฆษกสถานเอกอัครราชทูตจีนประจำประเทศไทย ที่ออกมาชี้แจงถึงสถานการณ์แม่น้ำโขงใน 4 ประเด็น ซึ่งถือว่าเป็นครั้งแรกที่ทางการจีนปริปากในเรื่องนี้ (http://transbordernews.in.th/home/?p=23235)

ครูตี๋-นิวัฒน์ ร้อยแก้ว ประธานกลุ่มรักษ์เชียงของ อ.เชียงของ จ.เชียงราย ซึ่งเป็นหัวขบวนในการออกมาปกป้องแม่น้ำโขงกว่า 20 ปี ได้ให้มุมมองถึงสถานการณ์แม่น้ำโขงที่ตกอยู่ในสภาพย่ำแย่อยู่ในขณะนี้ว่า ปรากฏการที่เกิดขึ้นมันมีความย้อนแย้งกันเองกับสิ่งที่เกิดขึ้น ปัญหาแม่น้ำโขงเรารู้กันอยู่ว่ามีปัญหากันจริงๆไม่ใช่เรื่องปั้นแต่ง ทั้งการขึ้น-ลงของน้ำซึ่งมีสถิติของภาครัฐบันทึกไว้ชัดเจน ดังนั้นแถลงการณ์ของประชาชนเพื่ออธิบายให้กลุ่มทุนจีนและคนจัดการน้ำเข้าใจว่าเกิดอะไรบ้าง แต่เพื่ออยู่กันอย่างสันติ แนวทางเดินไปข้างหน้าต้องมีการหารือถึงปัญหาที่เกิดขึ้น และมองปัญหาร่วมกันเพราะที่ผ่านมากลุ่มทุนมองว่าเขื่อนให้ประโยชน์กับคนท้ายน้ำ แต่อีกทางหนึ่งเรามองว่าเขื่อนมีผลกระทบจริงๆ จึงควรมีการพูดคุย ยกตัวอย่างเช่นการปิด-เปิดน้ำจากเขื่อน ถ้าหน้าฝนปิดน้ำ ทำให้ปริมาณท้ายน้ำไม่ขยับและทำให้น้ำไม่หลากเข้าไปในพื้นที่ชุมน้ำ ขณะที่หน้าแล้งกลับมีการปล่อยน้ำ ทำให้ระบบนิเวศไม่ทำงาน น้ำที่ผิดฤดูกาลทำให้การวางไข่ของนกอพยพต่างๆจำนวนมากที่วางไข่ตามเกาะแก่งในแม่น้ำโขงต้องถูกน้ำท่วม ทำลายความหลากหลายจนถึงขั้นสูญพันธุ์

ครูตี๋บอกว่า ในเร็วๆนี้จะเดินทางไปยื่นหนังสือที่สถานเอกอัครราชทูตจีนประจำประเทศไทย เพื่อแจ้งข้อเท็จจริงให้ทราบ และอยากให้เกิดการพูดคุย โดยยึดหลังวิชาการและเหตุผล

การที่โฆษกสถานทูตจีนออกมาให้ข่าวในครั้งนี้ ครูตี๋ถือว่าเป็นเรื่องที่ดี ถือว่าเป็นมิติใหม่ที่จีนให้ความสำคัญกับประเทศท้ายน้ำ เช่นเดียวกับกรณีที่บริษัทเอกชนจีนซึ่งได้รับสัมปทานสร้างเขื่อนปากแบงในลาวและบริษัทได้รับสัมปทานระเบิดแก่งในแม่น้ำโขงได้เข้ามาหารือกับกลุ่มรักษ์เชียงของเมื่อเร็วๆนี้

“การสร้างเขื่อนตัวแรกผ่านมา 20 ปี ส่งผลกระทบต่อคนท้ายน้ำเป็นอย่างมาก และเราก็วิพากษ์วิจารณ์กันมานมาก ทำให้สังคมได้รับรู้ และเห็นความชัดเจนเกิดขึ้นมากมายมาย ดังนั้นทางการจีนจึงต้องออกมาพูดอย่างใดอย่างหนึ่งเพื่อสร้างความชอบธรรมให้ตัวเอง เพื่อชี้ให้เห็นประโยชน์ที่ตัวเองทำ เช่น การสร้างเขื่อน อีกด้านหนึ่งผลตามมาคือทำให้ยกระดับการพูดคุย”

เป็นที่น่าสังเกตว่า ในคำแถลงของโฆษกสถานทูตจีน มีหลายช่วง หลายตอนที่ใช้ภาษาโอ้โลม-นุ่มนวล เช่น บอกว่า “สิ่งแวดล้อมเสมือนการปกป้องดูแลลูกตาเราเอง” หรือที่บอกว่า “ดื่มน้ำแม่น้ำสายเดียวกัน ร่วมชะตากรรมแบ่งปัน” ซึ่งครูตี๋มองว่า จีนเข้าใจว่าการที่ตนเองต้องออกมาพัวพันกับโลกภายนอก สิ่งสำคัญที่รุกเข้าไปคือการพัวพันอย่างสร้างสรรค์ซึ่งเป็นเรื่องที่เขาให้ความสำคัญมาก เขาจึงใช้คำพูดนิ่มนวล เพื่อไม่ให้เกิดภาคลบ เช่น พูดถึงเขื่อนก็บอกว่าเป็นสถานีกำเนิดไฟฟ้าแบบขั้นบันได เป็นสิ่งที่เขาพยายามร้อยให้เป็นเรื่องเดียวกันเพราะเขาเข้าใจวัฒนธรรมอย่างลึกซ้ำในดินแดงตะวันออก ทั้งเส้นทาง กินน้ำสายเดียวกัน ซึ่งเราก็บอกว่าใช้น้ำสายเดียวกัน แต่ไม่ใช่เป็นเรื่องผูกพันระหว่างรัฐต่อรัฐ ต้องมีการผูกพันระหว่างรัฐกับประชาชน แต่ที่ผ่านมามีแต่แบบรัฐต่อรัฐ แม้เขาพูดดีแต่ปรากฏการที่เกิดขึ้นมันไม่ใช่เพราะไม่มีผลต่อประชาชนอย่างแท้จริง

“เขาบอกว่าดื่มน้ำแม่น้ำเดียวกัน ร่วมชะตากรรมแบ่งปัน แล้วที่ผ่านมาจีนแบ่งปันอะไร และแบ่งปันเป็นธรรมหรือไม่ เพราะสิ่งที่เขาพูดมันย้อนแย้งกับสิ่งที่เกิดขึ้น แต่เขาพยายามทำให้มันดูดี”

ในการเมืองโลกจีนกำลังเร่งความเร็วสร้างดุลอำนาจแข่งกันกับอเมริกา ซึ่งในอดีตประเทศในแถบลุ่มน้ำโขงต่างตกอยู่ในระบบ “จิ้มก้อง”คือการเจริญทางพระราชไมตรีด้วยการถวายเครื่องราชบรรณาการให้กษัตริย์จีน ดังนั้นในปัจจุบันจีนจึงต้องใช้อำนาจละมุนเพื่อดึงประเทศในแถบนี้ไว้ให้ได้

“ใช่ เราหนีไม่พ้น เพราะดุลอำนาจมี 2 ขั้ว คือจีน และอเมริกา ซึ่งดินแดนแถบนี้มีความสำคัญมาก จากที่เคยใช้อาวุธสนับสนุนให้ท้องถิ่นรบเป็นตัวแทน แน่นอนเรื่องพวกนี้ต้องมีการถ่วงดุลอยู่ตลอดเวลา ถ้าเรามองไม่ทะลุเรื่องของจีนและอเมริกา เราก็จะตกเป็นลูกไล่หรือเครื่องมือ ถ้าหนักไปทางใดทางหนึ่ง หรือไม่เข้าใจ แม้เราเป็นประเทศเล็ก แต่มีเสน่ห์กับทั้งสองฝ่าย ใครๆก็อยากได้ ถ้าฉลาดคุณต้องไม่เลือกใคร แต่ต้องถ่วงดุลว่าจะใช้ประโยชน์จากสองฝ่ายอย่างไร เช่น โครงการขนาดใหญ่ที่จีนใส่มา บางครั้งไม่สอดคล้องกับบ้านเมือง เราต้องไม่เอา แต่ถ้าเป็นนวตกรรมที่มีประโยชน์ เราก็รับ”ครูใหญ่แห่งลุ่มน้ำโขง พยายามชี้แนะไปถึงรัฐบาลไทย เพราะในช่วงหลายปีที่ผ่านมาเห็นได้ชัดถึงการเอาใจจีนจนไม่กล้าที่จะขัดใจแม้บางเรื่องจะกลายเป็นผลร้ายต่อประชาชนไทย

“เราต้องเลือกสิ่งที่เป็นประโยชน์ที่สุด แต่ที่ผ่านรัฐบาลมามองการเมืองหน้าเดียว หนักไปทางใดทางหนึ่ง ทำให้ดุลอำนาจเปลี่ยนแปลง คุณต้องยืนให้ได้ ว่าอยู่กับใครก็ได้ ภายใต้สถานการณ์แบบนี้ กรณีแม่น้ำโขง ถ้ารัฐบาลเข้าใจสามารถใช้ประโยชน์ในช่วงจังหวะนี้ได้ เช่น คุณเป็นประธานอาเซียน ท่ามกลางความเปลี่ยนแปลง จะมองในเรื่องทรัพยากรให้เป็นเรื่องสำคัญอย่างไร ซึ่งจะตอบสนองต่อบ้านเมืองของเราด้วย อย่างน้อยแสดงให้เห็นว่ารัฐบาลไทยยังห่วงประชาชน 8 จังหวัดหรือไม่ เพราะที่ผ่านมาไม่เคยแสดงความเป็นห่วงใดๆเลย เพราะในวิจัยของเอ็มอาร์ซีระบุชัดว่าประเทศไทยเสียหายมากกว่าประเทศอื่นและรัฐบาลไทยควรให้ความสนใจเพื่อให้เห็นว่าประเทศเรามองเรื่องสิ่งแวดล้อมอย่างไร”

ครูตี๋มองว่าในช่วง 1-2 ปีที่ผ่านมา จีนปรับตัวในด้านการดูแลสิ่งแวดล้อมดีขึ้นอย่างเห็นได้ชัด นั่นอาจเป็นเพราะว่าการออกมาข้างนอกทำให้เขาเห็นถึงผลกระทบในหลายมิติ เช่น เมื่อเกิดผลเสียต่อสิ่งแวดล้อมในประเทศที่เขาเข้าไปลงทุน ในที่สุดมันก็กลับไปส่งผลกระทบกับตัวเขาเอง ในเมื่อจีนอยากเป็นพี่ใหญ่ เขาก็ต้องจัดการเรื่องเหล่านี้ เพราะไม่เช่นนั้นทุกอย่างย้อนกลับหาจีนหมด สถานการณ์เช่นนี้เกิดขึ้นทุกหย่อมหญ้าที่จีนเข้าไป เขาจึงต้องแก้ไข ไม่เช่นนั้นการพัฒนาที่เขาเข้าไปก็จะขัดกับคำว่าการพัวพันอย่างสร้างสรรค์ อีกอย่างหนึ่งคือจีนต้องสนใจเรื่องโลกของการสื่อสาร เพราะทุกคนรู้หมดว่าจีนออกไปทำอะไรบ้าง เพราะเดี๋ยวนี้ข้อเท็จจริงได้รับการถ่ายทอดไวมาก เพราะทุกคนต่างมีช่องทางสื่อสารผ่านมือถือ ดังนั้นหากเขาทำไม่ดีทุกอย่างก็จะถูกถ่ายทอด และบ่งบอกถึงภาพพจน์ได้

Share.

Comments are closed.