แนะอาเซียนหยิบยกประเด็นวิกฤตแม่น้ำโขงหารือจีน “ครูตี๋”ชี้วิธีคิดรัฐบาลแดนมังกรสวนทางวิถีชุมชน เผยปริมาณไฟฟ้าสำรองไทยเหลือเฟือแต่ถูกล็อคให้รับซื้อ-โยนภาระให้ผู้บริโภคแบกรับ

0

เมื่อวันที่ 2 สิงหาคม 2562 ที่อาคารเฉลิมราชกุมารี 60 พรรษา จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ได้มีเวทีอภิปราย “สถานการณ์ภัยแล้งน้ำโขง:ผลกระทบและทางออก”โดยผู้ร่วมอภิปรายประกอบด้วย ศ.สุริชัย หวันแก้ว ผู้อำนวยการศูนย์สันติภาพและความขัดแย้งแห่งจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย นายนิวัฒน์ ร้อยแก้ว หรือ “ครูตี๋” ประธานกลุ่มรักษ์เชียงของ ดร.คาร์ล มิดเดิลตัน นักวิชาการศูนย์ศึกษาการพัฒนาสังคม คณะรัฐศาสตร์ จุฬาฯ นายชัยวัฒน์ พาระคุณ ผู้แทนเครือข่ายประชาชนลุ่มน้ำโขง และนายศุภกิจ นันทะวรการ ผู้แทนมูลนิธินโยบายสุขภาวะ ทั้งนี้ทางผู้จัดได้เชิญผู้แทนกระทรวงต่างประเทศไทยและผู้แทนสถานเอกอัครราชทูตจีนประจำประเทศไทย เข้าร่วมด้วย แต่ทั้ง 2 หน่วยงานไม่ได้ส่งตัวแทนเข้าร่วม

นายนิวัฒน์กล่าวว่า สถานการณ์แม่น้ำโขงหลังจากมีเขื่อนตัวแรกในจีนตั้งแต่ 2539 ระดับน้ำในแม่น้ำโขงเริ่มผิดปกติ และเมื่อปี 2546 เกิดเขื่อนแห่งที่ 2 พอปี 2551 เกิดความเสียหายจากการขึ้น-ลงของน้ำไม่เป็นไปตามธรรมชาติ จนปี 2553 เกิดเขื่อนตัวที่ 4 ซึ่งใหญ่มาก และเกิดปรากฏการณ์ครั้งแรกในชีวิตที่เห็นคือแม่น้ำโขงแห้ง แต่กระแสช่วงนั้นเป็นเรื่องโลกร้อนแต่สำหรับคนที่อยู่กับแม่น้ำโขงรู้ดีว่าโลกร้อนเป็นเพียงสาเหตุเดียวเท่านั้น แต่สิ่งที่เร่งให้แม่น้ำโขงแห้งคือเขื่อน และเมื่อได้ลงพื้นที่แม่น้ำสาละวินในช่วงเดียวกันซึ่งมีแหล่งกำเนิดจากหิมะเช่นเดียวกับแม่น้ำโขง มีแหล่งต้นน้ำใกล้กัน แต่แม่น้ำสาละวินไม่มีปัญหาน้ำแห้ง ต่อมาเมื่อเกิดเขื่อนตอนบนอีกหลายแห่ง ทำให้เห็นถึงความเปลี่ยนแปลงของแม่น้ำโขงชัดเจน

“โฆษกสถานทูตจีนบอกว่าเขื่อนจีนมีประโยชน์สำหรับคนท้ายน้ำที่กักน้ำในฤดูน้ำหลากไว้ 70% และปล่อยน้ำในฤดูแล้ง ซึ่งเป็นวิธีคิดที่วิปริต เพราะทำลายระบบนิเวศ จีนยังบอกว่าการปล่อยน้ำมาเป็นบุญเป็นคุณกับคนท้ายน้ำ ซึ่งมันไม่ใช่ หน้าแล้งนกอพยพควรได้วางไข่ในเกาะแก่งถูกน้ำท่วมหมด พื้นที่แหล่งอาหารของปลาก็หายไป เป็นการแย้งกันทางความคิด เขากักน้ำเพื่อประโยชน์ด้านพลังงานและการเดินเรือ แต่คนแม่น้ำโขงต้องพึ่งพาธรรมชาติ ทำให้แม่น้ำโขงมีปัญหาถึงทุกวันนี้ เราพยายามตะโกนบอกจีนตลอด แต่ที่ปรากฏชัดเกิดขึ้นในปีนี้ที่แม่น้ำโขงผันผวนมาก”นายนิวัฒน์ กล่าว

ครูตี๋กล่าวว่า ประเด็นสำคัญคือเราต้องคุยกันเรื่องวิกฤตในแม่น้ำโขง โดยผู้ที่เกี่ยวข้องพบว่าภาคประชาชนตื่นตัวและให้ความสนในมากที่สุดโดยมีการรวมตัวกันเพื่อขับเคลื่อนแก้ไขปัญหาแต่ยังช้าเมื่อเทียบกับความเปลี่ยนแปลงที่เกิดขึ้น ขณะที่กลุ่มนักวิชาการก็ยังไม่มีความชัดเจน แต่ที่น่าจะเป็นแนวทางที่ดีคือถึงเวลาที่นักวิชาการที่ทำเรื่องแม่น้ำโขงต้องมาคุยกันเพื่อจัดการศึกษาให้ชัดเจนเพื่อให้มีพลัง ส่วนหน่วยงานของรัฐก็ยังมีบทบาทน้อยและเป็นการตั้งรับมากกว่า

“บทบาทของจีนเมื่อก่อนนี้เราเคยมายื่นหนังสือ แต่ไม่เคยได้รับการตอบสนอง เพราะเขาคิดว่าเป็นประเทศใหญ่และเขาเข้าใจว่าสิ่งที่เขาทำเป็นประโยชน์ของคนท้ายน้ำ แต่ 2-3 ปีหลังจีนเริ่มปรับบทบาทรับฟังมากขึ้น เช่น บริษัทที่รับสัมปทานระเบิดเกาะแก่งได้เข้ามารับฟังเสียงชาวบ้าน”นายนิวัฒน์ กล่าว และว่าที่ลำบากคือบทบาทของลาวซึ่งต้องการเป็นแบตเตอรี่แห่งเอเชียซึ่งอยู่ภายใต้จีนเป็นส่วนใหญ่ แต่ที่น่าห่วงที่สุดคือบทบาทของรัฐบาลไทยเพราะไม่เคยมีความชัดเจนในเรื่องนี้โดยเฉพาะในปีนี้เป็นประธานอาเซียน ควรยกเรื่องแม่น้ำโขงมาอยู่บนโต๊ะอาเซียนได้แล้ว ไม่ใช่แค่นายกฯออกมาพูดว่าขอให้จีนปล่อยน้ำซึ่งเป็นบทบาทที่กระจอกเกินไป แทนที่จะใช้ฐานะประธานอาเซียนหยิบยกเอาเรื่องแม่น้ำโขงมาพูดคุยกันในอาเซียน

นายชัยวัฒน์กล่าวว่า แม่น้ำโขงตั้งแต่ช่วงที่ไหลผ่านชายแดนไทยอำเภอเชียงคาน จังหวัดเลย ไปจนถึงจังหวัดหนองคายมีนิเวศไม่เหมือนที่อื่น เช่นต้นไคร้เป็นแหล่งวางไข่และเจริญวัยของปลา แต่เมื่อเกิดน้ำท่วมในหน้าแล้งและแห้งในหน้าฝน ทำให้ต้นไคร้ตาย ขณะที่ปลาซึ่งต้องขึ้นไปวางไข่ตามพื้นที่ชุ่มน้ำและริมแม่น้ำโขง เมื่อเกิดน้ำลดระดับอย่างรวดเร็วประกอบกับอุณหภูมิที่ร้อน ทำให้ปลาตายจำนวนมาก ซึ่งหากเป็นนิเวศปกติต้นไคร้จะช่วยได้ แต่วันนี้ต้นไคร้จำนวนมากต้องตาย ทำให้รากฝอยที่ยึดหน้าดินหายไปและเกิดน้ำเซาะ เดี๋ยวนี้สัตว์เล็กสัตว์น้อยหายไปหมด ทำให้อาชีพประมงอยู่ยากมากและหายไป 60-70 %

นายศุภกิจกล่าวว่า ประเทศไทยมีกำลังการผลิตไฟฟ้าเกินกว่าทศวรรษแล้ว ซึ่งข้อมูลปี 2561 กำลังการผลิตไฟฟ้าที่เกินเพิ่มขึ้นสูงอีกซึ่งเท่ากับกำลังการผลิต 5 เขื่อนผลิตไฟฟ้า แต่เราก็ต้องรับซื้อโดยผู้ใช้ไฟฟ้าต้องแบกรับภาระนี้ ขณะที่อัตราการใช้ไฟฟ้าเพิ่มขึ้นในระดับที่ลดลงเพราะมีการใช้พลังงานทางเลือกมากขึ้นและผู้บริโภคพึ่งพาตนเองได้มากขึ้น นอกจากนี้ยังมีทางเลือกพลังงานที่ยั่งยืน ขณะที่ทุกประเทศในย่านนี้มีศักยภาพในการทำพลังงานหมุนเวียนเป็นอย่างมาก สามารถพึ่งพาตนเองได้

“แทนที่จะเร่งสร้างโรงไฟฟ้า ถ้าเราหันมาทำเรื่องพลังงานหมุนเวียนจะช่วยได้เยอะ แต่ธุรกิจขนาดใหญ่ไม่ได้คิดแบบนี้ เพราะเขามีแผนจะสร้างอีก 5 เขื่อนยักษ์ ยังมีแผนสร้างโรงไฟฟ้าอีกนับสิบแห่ง ในความเป็นจริงเราไม่ต้องการโรงไฟฟ้าขนาดใหญ่ แต่เขาได้เซ็นสัญญาซื้อขายไฟฟ้าล็อคไว้หมดแล้ว กลไกลต่างๆของประเทศถูกกลุ่มธุรกิจพลังงานแทรกเข้าไปหมด ทั้งกลไกลราชการ และคณะกรรมการชุดต่างๆ เราต้องการประชาธิปไตยด้านพลังงานเพื่อผลิตไฟฟ้าที่ตนเองผลิตได้ ไม่ใช่ถูกผูกขาดจากเขื่อนหรือโรงไฟฟ้าขนาดใหญ่”นายศุภกิจ กล่าว

ดร.คาร์ล กล่าวว่ามีความเชื่อว่าเขื่อนขนาดใหญ่อาจมีประโยชน์อยู่บ้างเพราะทำให้ค่าไฟฟ้าถูกและเชื่อมต่อกับเรื่องชลประทานรวมทั้งบรรเทาความแห้งแล้งและน้ำท่วม แต่มันไม่จริง เราจึงต้องถามว่าอะไรเป็นหลักการความร่วมมือการจัดการแม่น้ำข้ามพรมแดน ซึ่งจีนควรเข้ามาคุยด้วย สถานการณ์ความแห้งแล้งสะท้อนว่าจีนมีความสามารถกักเก็บแม่น้ำโขงตอนบนได้มากแค่ไหน ดังนั้นเราต้องพูดถึงความร่วมมือระหว่างประเทศโดยเฉพาะระหว่างรัฐบาลแต่ละประเทศกับจีน

“ในลาวไม่มีข้อมูลการกักเก็บน้ำออกมาเลย ทำให้การคุยกันในแนวทางสร้างสรรค์ทำได้ลำบาก แถมมีความร่วมมืออันใหม่คือล้านช้าง-แม่โขง หรือแอลเอ็มซี ที่ลงนามกันที่กรุงพนมเปญ มีการพูดถึงเรื่องการทำวิจัยร่วมกัน ความร่วมมือด้านทรัพยากรน้ำ แต่กลับไม่มีพื้นที่ให้ประชาชนเข้าร่วมเพื่อแบ่งปันทรัพยากรน้ำร่วมกัน ขณะที่เอ็มอาร์ซีซึ่งดูแลแม่น้ำโขงตอนล่างและมีงานวิจัยดีๆออกมามากมาย แต่จะทำอย่างไรให้งานวิจัยเหล่านั้นถูกนำมาปฎิบัติ”นายคาร์ล กล่าว

Share.

Comments are closed.