บ้านแม่หมีจัดงานสถาปนาเขตวัฒนธรรมพิเศษ หวังรัฐดันมติ ครม. 3 สิงหาคม เป็นกฎหมายคุ้มครองวิถีคนชาติพันธุ์ ด้านหัวหน้าอุทยานแจ้ซ้อนเผยไม่ย้ายชุมชนแม้อยู่ในพื้นที่ต้นน้ำ แต่ต้องกำหนดกติกาคนอยู่กับป่า

0

เมื่อวันที่ 3 สิงหาคม 2562 ที่บ้านแม่หมี-แม่ต๋อม ต.หัวเมือง อ.เมืองปาน จ.ลำปาง ในงานกิจกรรม “สืบทอดภูมิปัญญา สืบสานวัฒนธรรม ฟื้นฟูวิถีชีวิตชาวกะเหรี่ยง สถาปนาพื้นที่ทางจิตวิญญาณ ตามมติ คณะรัฐมนตรี 3 สิงหาคม 2553” มีการจัดเวทีเสวนา “พ.ร.บ.อุทยานแห่งชาติฉบับใหม่กับการแก้ปัญหาที่ดิน-ที่ทำกินของชาวบ้านในพื้นที่ตามมติ ค.ร.ม. 3 สิงหาคม 2553” โดยผู้ร่วมเสวนาจากหลายภาคส่วน รวมชาวบ้านชาติพันธุ์กะเหรี่ยงจากหลายพื้นที่เดินทางร่วมงานในครั้งนี้

นอกจากนี้มีการจัดพิธีกรรม “ปักหมุดสถาปนาพื้นที่จิตวิญญาณ บ้านแม่หมี แม่ต๋อม” และอ่านแถลงการณ์ โดยมีเนื้อหาสำคัญของคำประกาศระบุว่า วาระครบรอบ 9 ปี ของมติคณะรัฐมนตรี 3 สิงหาคม 2553 เครือข่ายชุมชนบ้านแม่หมี แม่ต๋อม ต.หัวเมือง อ.เมืองปาน จังหวัดลำปาง, เครือข่ายชาติพันธุ์จังหวัดลำปาง ร่วมกับสหพันธ์เกษตรกรภาคเหนือ (สกน.), และเครือข่ายองค์กรประชาชนทั่วประเทศ ได้จัดงานครั้งนี้ขึ้น เพื่อผลักดันให้ให้มีการปฏิบัติเพื่อคุ้มครองทุกชาติพันธุ์ สถาปนาพื้นที่เขตวัฒนธรรมพิเศษ พื้นที่ทางจิตวิญญาณของกลุ่มชาติพันธุ์ต่างๆ

“ณ หลักหมุดพื้นที่วัฒนธรรมพิเศษ อันเขตพื้นที่ทางจิตวิญญาณของชุมชนชาวกะเหรี่ยง เราขอประกาศว่า ดิน น้ำ ป่า ทรัพยากรของชุมชนที่บรรพชนดูแลรักษาด้วยวิถีวัฒนธรรม ชุมชนกับการจัดการป่า มาช้านาน เราจักปกป้องรักษาและสืบทอดพื้นที่จิตวิญญาณคนกับป่า ให้ดำรงอยู่คู่มาตุภูมิ แผ่นดินแม่ โดยการผลักดันให้มีการคุ้มครอง พื้นที่ที่อยู่อาศัย พื้นที่ทำกิน พื้นที่ทางจิตวิญญาณ และพื้นที่วัฒนธรรมของกลุ่มชาติพันธุ์กะเหรี่ยง ตามมติคณะรัฐมนตรี วันที่ 3 สิงหาคม 2553 และจะผลักดันมติดังกล่าวให้เป็น พรบ.ส่งเสริมและคุ้มครองวิถีชีวิตและวัฒนธรรมชนเผ่าและชาติพันธุ์ในประเทศไทยโดยเร็วที่สุด” แถลงการณ์ระบุ

นายอภินันท์ ธรรมเสนา หัวหน้ากลุ่มงานสื่อสารความรู้และเครือข่าย ศูนย์มานุษยวิทยา สิรินธร กล่าวว่า ชาวบ้านต้องยึดแนวทางตามมติ ครม. 3 สิงหาคม 2553 ในการผลักดันให้ชุมชนอยู่กับป่า โดยสามารถใช้มติ ครม.นี้ให้เป็นประโยชน์ โดยหากมีการจับกุมดำเนินคดีกับชาวบ้านต้องอ้างอิงมติ ครม.นี้ เพื่อให้เจ้าหน้าที่ชะลอการจับกุม หรือใช้เป็นเครื่องมือในการผลักดันกระบวนการแก้ไขปัญหาสัญชาติ และเร่งฟื้นฟูวัฒนธรรมกะเหรี่ยง เช่น การใช้หลักสูตรท้องถิ่นในการศึกษาที่สอดคล้องกับวิถีชุมชน เรียนภาษาปกาเกอญอ เรียนการทำไร่หมุนเวียน เพื่อดึงคนรุ่นใหม่ให้กลับมาพัฒนาท้องถิ่น เพื่อให้มติ ครม. 3 สิงหาคม เป็นบรรทัดฐานในการต่อสู้เรียกร้องยืนยันสิทธิในระดับหนึ่ง

ดร.ประเสิรฐ ตระการศุภกร นักพัฒนาอาวุโสชนเผ่าพื้นเมืองและชาติพันธุ์ กล่าวว่า มติ ครม. 3 สิงหาคม เป็นเรื่องสำคัญของทุกชุมชน ที่ช่วยเน้นย้ำวิถีชาติพันธุ์กะเหรี่ยงให้เกิดการยอมรับของสังคม แต่ยังเป็นเพียงช่องเล็กๆ ของกำแพงใหญ่ที่กั้นไว้ แต่จะทำให้อย่างให้ช่องว่างนี้ถ่างออกกว้างขึ้น เนื่องจากในโลกนี้มีคนอยู่กับป่าประมาณ 1,600 คน ชนเผ่าพื้นเมืองมีองค์ความรู้ในการอยู่กับป่า และมีธรรมเนียมประเทพณีที่สอดคล้องกับป่า มีการจัดการป่าของคนต้นน้ำ อย่างเช่น วิถีคนกับป่าของปกาเกอญอนั้นไม่ได้จัดการเพื่อตนเอง แต่ผลเห็นได้จากแผนที่ประเทศที่แสดงให้เห็นในพื้นที่ที่มีชุมชนกะเหรี่ยงอย่ยังคงเป็นผืนป่า ซึ่งควรเป็นต้นทุนสำคัญให้รัฐในการบริหารจัดการพื้นที่ป่าของประเทศ

นายสมชาติ หละแหลม ตัวแทนชาวบ้านจากชุมชนปกาเกอญอบ้านกลาง อ.แม่เหมาะ จ.ลำปาง กล่าวว่าแม้จะมีมติ ครม. 3 สิงหาคม 2553 ในพื้นที่มีแนวทางปฏิบัติที่เป็นไปได้เพื่อให้คนอยู่กับป่า แต่ระดับนโยบายไม่สามารถขับเคลื่อน ทั้งการออกกฏหมาย หรือนโยบายต่อเนื่อง ซึ่งการแก้ปัญหาของบ้านกลางจึงติดปัญหาที่คณะกรรมการชุดใหญ่ โดยภาพรวมปัญหาของคนกะเหรี่ยงแทบไม่มีการขับเคลื่อน ส่วนปัญหาของชาวเลมีความคืบหน้ามากกว่า เพราะชุมชนกะเหรี่ยงทั้งหมดมีขนาดพื้นที่ใหญ่ จึงอาจไปติดขัดในหลายหน่วยงาน ทั้งเรื่องปัญหาที่ดิน ป่าไม้ และอุทยาน ล่าสุดชาวบ้านในนามพีมูฟก็ได้เข้าไปพบรัฐมนตรีกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมคนใหม่ มีการเสนอแนวทางการแก้ปัญหาคนอยู่กับป่า ตามแนวมติ ครม. 3 สิงหาคม เพื่อให้ยกระดับเป็นกฏหมาย ดังนั้นขึ้นอยู่กับคนกะเหรี่ยงทุกคนต้องต่อสู้ต่อไปให้มติเกิดผล

นายจำนงค์ จิตนิรันดร์ ที่ปรึกษาขบวนการประชาชนเพื่อสังคมที่เป็นธรรม หรือพีมูฟกล่าวว่า พี่น้องชาวเลตั้งแต่ จ.ระนองไปจรด จ.สตูล ตลอดชายฝั่งอันดามันเป็นพื้นที่ที่ชาวเลเข้ามาบุกเบิกตั้งชุมชนมานานกว่า 300 ปี มีหลักฐานทางประวัติศาสตร์ ข้อมูลวิชาการ และบันทึกนักเดินเรือยืนยัน คล้ายกับการตั้งชุมชนกับคนกะเหรี่ยงมีอยู่ก่อนการประกาศเขตอุทยานแห่งชาติ หรือเขตป่าสงวน แต่ช่วง 1 ปีที่ผ่านมาชาวเลถูกจับกุมข้อหาจับป่าในเขตอุทยานมากกว่า 100 ราย เพราะเข้าไปรักษาอาการน้ำหนีบในเขตอุทยาน ซึ่งเป็นความเข้าใจผิด เพราะเมื่อชาวเลไปออกไปดำน้ำหาปลาหรือดำปลิงในน้ำลึกและเกิดภาวะน้ำหนีบ บางครั้งต้องมาจอดแวดพักในเขตอุทยานฯ แช่น้ำทะเลเพื่อปรับสภาพร่างกาย ก็จะถูกจับเพราะในเรือมีปลา

จำนงค์ กล่าวต่อว่า ขณะที่บนแผ่นดินก็ถูกรัฐประกาศทับที่อุทยานฯ หรือโดนเอกชนหลอกยึดที่ดิน ชาวเลไม่เคยไปขอนายออกเอกสารสิทธิ์ เพราะมีความเชื่อว่ามีที่ดินแค่พออยู่อาศัย มีแค่พอกินไม่ต้องการเป็นเจ้าของธรรมชาติ ไม่ได้คิดครอบครอง จึงกลายเป็นเหยื่ออันโอชะของการท่องเที่ยว ที่จะออกเอกสารสิทธิ์คร่อมที่ชุมชนชาวเล จนหลังเหตุการณ์สึนามิทำให้เกิดการรวมตัวจนนำมาซึ่ง มติ ครม. 3 สิงหาคม ให้มีการฟื้นฟูวิถีชีวิตของชาวบ้าน ซึ่งชาวเลสามารถใช้มตินี้ในการต่อสู้ให้มีการตรวจสอบที่ดินสุสาน ที่มีมาถึง 40 แห่งที่นำเรื่องเข้าสู่คณะกรรมการตรวจสอบ และล่าสุดที่เกาะพีพีสามารถดึงที่ 6 ไร่ ออกจากการนายทุนโรงแรม

ดร.เพิ่มศักดิ์ มกราภิรมย์ ที่ปรึกษาศูนย์ศึกษาและพัฒนาสันติวิธี มหาวิทยาลัยมหิดล กล่าวว่า เมื่อ 50 ปีก่อน หากชาวบ้านไม่ช่วยกันปกป้องผืนป่า ตอนนี้ประเทศไทยคงไม่มีป่าเหลืออยู่ สำหรับป่าบ้านแม่หมีนั้น ตนไม่มองว่าเป็นอุทยานแห่งชาติ แต่เป็นพื้นที่ชุมชน แต่หากมองถึงนิยามของอุทยานแห่งชาติ จะไม่พูดถึงวิถีชุมชน พูดแต่การให้คุณค่าดิน น้ำ ป่า และการท่องเที่ยวธรรมชาติ แต่เมื่อมีการประกาศเป็นอุทยานแห่งชาติ จึงมองเห็นว่าปัญหาควมขัดแย้งที่เกิดขึ้นไม่ได้อยู่ที่ชาวบ้าน แต่เป็นปัญหาที่รัฐประกาศอุทยานแห่งชาติในพื้นที่ที่ไม่ควรประกาศ รัฐจึงควรกลับไปแก้กฏหมายให้สอดคล้องกับวิถีชุมชน ไม่ใช่ให้ชาวบ้านแก้ปัญหาไปนั่งต่อสู้กับกฎหมาย ดังนั้นอำนาจต่อรองสำคัญของชาวบ้านคือยึดวิถีการอยู่กับป่า รักษาป่าเป็นอำนาจต่อรองให้ชาวบ้านในการต่อสู้ เพราะในผืนป่าสามารถใช้กฏหมายได้หลายแบบ ไม่ใช่ใช้กฎหมายฉบับเดียวแบบเดียวกันทั้งประเทศ อย่างเช่น เกณฑ์ของการประกาศพื้นที่มรดกโลกยังให้ความสำคัญต่อการจัดการทรัพยากรและวิถีชีวิตชุมชนในป่า ผมเชื่อว่าระเบียบกฎหมายที่อยู่บนฐานของชุมชน น่าจะเป็นแนวทางเป็นจริงและสอดคล้องกับวิถีชาวบ้าน

นายสมบูรณ์ ปัญญาพนาสิทธิ์ ที่ปรึกษาคณะกรรมการชุมชนบ้านแม่หมี กล่าวว่า ชาวบ้านแม่หมีมีวิถีอยู่กับป่า โดยแบ่งพื้นที่ป่าใช้สอย ป่าอนุรักษ์ ป่าจิตวิญญาณ ตั้งแต่ปี 2516 มีการประกาศเขตป่าทับที่ชุมชน แต่ยังไม่เดือดร้อนเพราะรัฐยังไม่เข้ามาจัดการพื้นที่ จนปี 2531 รัฐประกาศเขตอุทยานแห่งชาติแจ้ซ้อน และประกาศเพิ่มอีกครั้งในปี 2534 ทับที่ทำกิน ที่จิตวิญญาณ ชาวบ้านบางส่วนยอมถอย และเมื่อเจอคำสั่ง คสช. 64 รวมถึง พ.ร.บ.ฉบับใหม่ ทำให้กฏหมายกลายเป็นขื่อแปของบ้านเมืองปักอกชาวบ้านที่หนักมาก ถ้ากฎหมายใช้วิธีการแบบเดิมแก้ปัญหาจะไม่ถูกแก้ ซึ่งทางออกคือรัฐต้องใช้ มติ 3 สิงหาคม ที่ผลักดันให้เกิดเขตวัฒนธรรมพิเศษขึ้นจริง

นายเทวัญ จันทร์พรหม หัวหน้าอุทยานแห่งชาติแจ้ซ้อน กล่าวว่า การเพิ่มพื้นที่อนุรักษ์ของรัฐในสมัยก่อนอาจไม่มีเทคโนโลยีที่ทันสมัย อาจทำให้มีผลกระทบกับชาวบ้าน แต่ปัจจุบันมีการใช้ภาพถ่ายทางดาวเทียมในการตรวจสอบ ทำให้ได้รับการยอมรับมากกว่าในอดีต ปัจจุบันทั้งมติครม. 30 มิถุนายน 2541 และ พรบ.อุทยานแห่งชาติฉบับใหม่เจ้าหน้าที่ส่วนใหญ่ยินดีที่มีการนำกฏหมายเหล่านี้เป็นแนวทางแก้ไขปัญหา เพราะมีขั้นตอนร่วมกันกับชุมชน มีการแต่งตั้งคณะทำงานระดับจังหวัด คณะพิจารณาผล และคณะทำงานระดับพื้นที่ ประกอบด้วยทุกภาคส่วน และมีการตั้งคณะทำงานภาคประชาชนเข้ามาร่วมสำรวจพื้นที่ชุมชนในเขตป่า เพื่อเป็นข้อเสนอต่อรัฐให้ชุมชนสามารถอยู่กับป่าได้อย่างยั่งยืน

นายเทวัญ ให้สัมภาษณ์ว่า ข้อกังวลของชุมชนบ้านแม่หมีซึ่งอยู่ในพื้นที่ป่าลุ่มน้ำชั้น 1 และ 2 ว่าจะต้องถูกอพยพชุมชนออกจากพื้นที่ชุมชนเดิมหรือไม่ แม้บ้านแม่หมีจะถูกประกาศเขตอุทยานแห่งชาติแจ้ซ้อนหากชุมชนมีความจำเป็นที่ต้องอยู่ในพื้นที่เดิมก็ไม่ต้องอพยพหรือโยกย้าย แต่ชุมชนต้องมีกำหนดเงื่อนไขชุมชนเฉพาะที่ตกลงร่วมกับอุทยาน เพื่อให้มีวิถีที่สอดคล้องกับการนุรักษ์ป่า เช่น มีการกำหนดแนวเขตชุมชนและที่ทำกินที่ชัดเจน การยึดแนวการเกษตรตามปรัชญาของในหลวง ร.9 เช่น งดเว้นใช้สารเคมีในการเพาะปลูก เป็นต้น

Share.

Comments are closed.