ชีวิตหนึ่งจากค่ายผู้ลี้ภัยอุ้มเปี้ยม สู่บัณฑิตศิลปศาสตร์ในออสเตรเลีย

0

“เมื่อฉันพูดกับพ่อแม่ว่าฉันจะทำงานศิลปะ ดูเหมือนพวกเขาจะไม่สนับสนุนฉัน”

“สำหรับนักเรียนที่รักในศิลปะคุณไม่จำเป็นต้องคิดเรื่องเงิน ถ้าคุณสนใจก็ไปหามัน คนเรามีความสามารถที่แตกต่างกันไม่ใช่ทุกคนจะต้องเป็นพยาบาล”

หากพูดถึงเรื่องการศึกษาต่อในระดับอุดมศึกษา ผู้ปกครองส่วนใหญ่ที่มีพื้นเพจากประเทศพม่า รวมถึงกลุ่มผู้หนีภัยการสู้รบที่ได้ลี้ภัยไปยังประเทศที่สาม พวกเขามีแนวคิดที่ต้องการให้ลูกหลานศึกษาต่อในสายแพทย์ สายวิศวะ หรือธุรกิจการบัญชี พวกเขาส่วนใหญ่ไม่ค่อยสนับสนุนให้ลูกหลานเรียนในสายศิลปะ

น.ส. พอ ลอ แอ้ ทู เด็กผู้ลี้ภัยชาวกะเหรี่ยงวัย 21 ปี จากค่ายผู้หนีการสู้รบบ้านอุ้มเปี้ยมใหม่ อ.พบพระ จ.ตาก เธอลี้ภัยไปยังประเทศออสเตรเลียตามครอบครัวช่วงปี ค.ศ. 2006 ในขณะนั้นเธอมีอายุ 8 ปี เธอเป็นหนึ่งในไม่กี่คนของครอบครัวชาวกะเหรี่ยงที่เลือกเรียนต่อในระดับปริญญาตรี ในสายศิลปะศึกษา เธอเล่าว่า พ่อแม่ไม่ค่อยเห็นด้วยนักเมื่อเธอบอกว่า เธอจะเรียนต่อด้านศิลปะ เพราะพี่น้องเธอส่วนใหญ่เรียนสายแพทย์ รวมถึงพยาบาล

“พวกเขามองว่า ศิลปะไม่ใช่งานง่าย และ เป็นงานไม่ง่ายที่จะหางานทำ” พอ ลอ แอ้ ทู กล่าว

พอ ลอ แอ้ ทู เธอสำเร็จการศึกษาในศิลปศาสตรบัณฑิต (วิจิตรศิลป์) ที่ Royal Melbourne Institute of Technology (RMIT)ในปีค.ศ. 2018 ในวิชาเอกสาขา เซรามิก 

เธอบอกว่า “สายงานศิลปะในวันนี้เปิดกว้างมาก ไม่ใช่เรื่องยากที่จะหางานทำ เมื่อเราเรียนจบเราจะเป็น Creator Exhibition designer (นักออกแบบนิทรรศการ) และถ้าเราเรียนมากขึ้น มีความสามารถมากขึ้น ขอบเขตมันก็จะมากขึ้นเรื่อยๆ”

การศึกษาในระดับอุดมศึกษาไม่ได้สอนให้เธอเรียนรู้เกี่ยวกับวิชาการที่เกี่ยวข้องเท่านั้น เธอยังได้เรียนรู้ถึงการแก้ปัญหา อุปสรรคต่างๆที่มาพร้อมกับการเติบโตของชีวิต เธอได้เข้าใจถึงความสำคัญของเวลา การเงิน รวมถึงวิธีการจัดการต่างๆเพื่อผ่านพ้นอุปสรรคต่างๆไป 

“คุณต้องจ่ายเงินหลายพันดอลลาร์สำหรับการลงทะเบียนเรียนวิชาหนึ่งวิชา ถ้าคุณล้มเหลวคุณก็ต้องจ่ายมันใหม่” เธอกล่าว

เธอต้องการเป็นกำลังใจให้กับเยาวชนคนอื่นๆที่รักในงานศิลปะ เพราะทุกวันนี้มีโอกาสมากมาย และไม่ยากสำหรับการหางานในสายงานศิลปะ

เธอบอกว่า “สำหรับนักเรียนที่รักในศิลปะ คุณไม่จำเป็นต้องคิดเรื่องเงิน ถ้าคุณสนใจก็ไปหามัน คนเรามีความสามารถที่แตกต่างกันไม่ใช่ทุกคนจะต้องเป็นพยาบาล”

ครอบครัวเป็นแรงสนับสนุนที่สำคัญที่เธออยากขอบคุณ เธอเล่าว่า แม้พ่อแม่ไม่ค่อยชอบมันในตอนแรก แต่พวกเขาก็ยอมรับในตัวฉัน โดยเฉพาะพ่อที่ไม่เคยทิ้งฉัน บางครั้งเขาจะไปรอรับฉันที่สถานีรถไฟ ช่วงที่ฉันต้องนั่งรถไฟกลับตอนเที่ยงคืน

ปัจจุบันเธอกำลังรอการศึกษาต่อในระดับปริญญาโทศิลปศาสตร์และการจัดการวัฒนธรรมที่ Melbourne University ซึ่งจะเริ่มต้นการศึกษาในช่วงเดือนตุลาคมนี้

ขอบคุณข้อมูลจาก SBS Karen

Share.

Comments are closed.