ใช้ผลศึกษาวสท.-กสม.-กมธ.ย้ำรัฐบาล “เหลว” รับฟังเวทีน้ำ 3.5 แสนล้าน-ไม่ปฏิบัติตามรัฐธรรมนูญ ชาวบ้านนับพันยกพลฟังปิดคดี 9 มค.

0

___2

 

เมื่อวันที่ 8 มกราคม 2557 นายศรีสุวรรณ จรรยา นายกสมาคมต่อต้านสภาวะโลกร้อน ให้สัมภาษณ์ถึงกรณีที่ศาลปกครองสูงสุดนัดปิดคดีที่ยื่นฟ้องน.ส.ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร รักษาการนายกรัฐมนตรี กับพวกรวม 4 คน เพื่อขอให้มีคำสั่งทุเลาการบังคับตามกฎหรือคำสั่งทางปกครอง หรือเพิกถอนประกาศสำนักนายกรัฐมนตรีเรื่องการรับฟังความคิดเห็นของประชาชน โครงการออกแบบและก่อสร้างระบบการบริหารจัดการทรัพยากรน้ำอย่างยั่งยืน และระบบการแก้ไขปัญหาอุทกภัยของประเทศไทยตามแผนแม่บทบริหารจัดการน้ำ 3.5 แสนล้านบาท ในวันที่ 9 กุมภาพันธ์ ว่าการนัดของศาลครั้งนี้ไม่ใช่การตัดสินคดี แต่เป็นการพิจารณาของศาลที่เปิดโอกาสให้คู่กรณีทั้ง 2 ฝ่าย ได้นำเสนอข้อมูลและพยานเพิ่มเติม ก่อนที่ศาลจะมีคำพิพากษาออกมาอีกครั้ง

 

นายศรีสุวรรณกล่าวว่า ในส่วนของตนก็จะแสดงหลักฐานที่สอดคล้องกับคำพิพากษาของศาลปกครองกลาง และจะตอกย้ำให้เห็นถึงความล้มเหลวของรัฐบาลที่ไม่ปฏิบัติตามรัฐธรรมนูญ โดยจะอ้างถึงผลการศึกษาของวิศวกรรมสถานแห่งประเทศไทย (วสท.) คณะกรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติ (กสม.) และคณะกรรมาธิการ (กมธ.) ทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม วุฒิสภา ทั้งนี้หากคำวินิจฉัยของศาลออกมาเหมือนกันศาลปกครองกลาง ก็จะส่งผลให้รัฐบาลต้องเริ่มต้นนับ 1 ใหม่ทั้งหมด แต่ไม่ได้หมายความว่าจะยกเลิกโครงการนี้ไปได้เพราะเป็นพระราชกำหนดซึ่งเป็นกฎหมาย

 

“การที่พรรคเพื่อไทยขึ้นป้ายหาเสียงว่าเลือกพรรคเพื่อไทยเพื่อเดินหน้าทำงานสานต่อนโยบายเดิมให้สำเร็จนั้น ถือว่าเป็นดาบ 2 คม เพราะคงเข้าใจว่าโครงการประชานิยมทั้งหลายช่วยสร้างชื่อเสียงและจะได้รับการขับเคลื่อนต่อไป เขาเลยไปเหมาเข่งเอาว่า ทั้งโครงการน้ำ 3.5 แสนล้าน โครงการเงินกู้ 2 ล้านล้านบาท โครงการรับจำนำข้าว เป็นโครงการที่ชาวบ้านเห็นด้วย ทั้งๆที่โครงการเหล่านี้มีปัญหาทั้งสิ้น เพราะสร้างความเดือดร้อนให้กับคนจำนวนมาก” นายกสมาคมต่อต้านสภาวะโลกร้อน กล่าว

___3

ด้านนายสุรจิต ชิรเวทย์ สว.สมุทรสงครามและรองประธานคณะกรรมาธิการทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม วุฒิสภา กล่าวว่า ในส่วนของชาวแม่กลองก็จะเดินทางมาให้กำลังใจผู้ที่ฟ้องร้องและแสดงจุดยืนไม่เอาฟลัดเวย์ ซึ่งโดยส่วนตัวเชื่อว่าคดีนี้ไม่น่าจะมีอะไรพลิกจากคำพิพากษาของศาลปกครองกลาง เพราะมีหลักฐานชัดเจนว่าการเปิดเวทีรับฟังกว่า 30 แห่งของรัฐบาลนั้นไม่ชอบด้วยกฎหมาย โดยคำพิพากษาของศาลปกครองสูงสุดจะสร้างบรรทัดฐานใหม่ไว้หลายประเด็น เช่น เรื่องรับฟังความคิดเห็น ซึ่งกรณีนี้รัฐบาลได้ใช้บริการของบริษัทที่ปรึกษาและยึดเอาระเบียบสำนักนายกรัฐมนตรีเป็นหลัก ทั้งๆที่โครงการนี้ควรที่จะยึดตามประกาศกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมมากกว่า เพราะมีความละเอียดรอบคอบกว่ากัน

 

นายสุรจิตกล่าวว่า การที่พรรคเพื่อไทยขึ้นป้ายหาเสียงที่จะเดินหน้าทำงานสานต่อนโยบายเดิมนั้น อาจเพราะต้องการเอาใจคนเมือง แต่ในส่วนของชาวแม่กลองแล้ว เชื่อว่าเมื่อเห็นป้ายนี้แล้ว ก็ไม่เอาด้วยเพราะประชาชนทั้งจังหวัดไม่มีใครอยากได้ฟลัดเวย์ หรือแม่น้ำสายใหม่ ขณะเดียวกันหากพรรคเพื่อไทยต้องการถอยโครงการนี้เพื่อไปปรับปรุงใหม่ ก็คงต้องปรับเปลี่ยนตั้งแต่แนวคิด เพราะที่ผ่านมาสับสนมากทั้งในเรื่องการแก้ปัญหาตั้งแต่ต้นน้ำ กลางน้ำและปลายน้ำ

 

นายกมล เปี่ยมสมบูรณ์ ประธานสภาลุ่มน้ำท่าจีน เปิดเผยว่า เครือข่ายชาวบ้านและผู้ที่เกี่ยวข้องเกี่ยวกับแผนบริหารจัดการน้ำต่างรู้สึกตื่นตัว โดยเมื่อวันที่ 7 มกราคมที่ผ่านมา ที่ผ่านมา แกนนำชาวบ้าน องค์การพัฒนาเอกชน และตัวแทนผู้คัดค้านโครงการฯ กว่า 40 คนจาก 16 จังหวัดที่ได้รับผลกระทบจากโครงการฯ ได้ประชุมเตรียมความพร้อม ขึ้นที่อำเภอเมือง จังหวัดอุทัยธานี โดยในวันที่ 9 คาดว่าจะมีภาคประชาชนประมาณ 1,000 คนทั่วประเทศ ตั้งแต่พื้นที่ต้นน้ำจนถึงปลายน้ำ จะเดินทางมารับฟังคำพิพากษาและให้กำลังใจผู้ฟ้องร้อง ขณะเดียวกันก็จะเป็นการแสดงจุดยืนในการคัดค้านอย่างสงบ เชิงสัญลักษณ์ อย่างไรก็ตามแม้การอ่านคำพิพากษาของศาลในครั้งนี้อาจจะไม่ชี้ขาดว่า เดินต่อโครงการหรือไม่ แต่เชื่อว่าอย่างน้อยหากศาลตัดสินมีแนวโน้มเข้าข้างประชาชน สิ่งแรกที่รัฐบาลควรทำ คือ การให้ข้อมูลอย่างกว้างขวาง ในการเดินหน้าแผนแม่บทในการบริหารจัดการน้ำ ให้มากกว่าการจัดเวทีที่มุ่งนำเสนอประโยชน์ของการสร้างเขื่อนและอ่างเก็บน้ำ รวมทั้งฟลัดเวย์ทุกรูปแบบ ที่เคยทำพลาดมา ซึ่งเป็นที่ประจักษ์ต่อสาธารณะแล้วว่าไร้จริยธรรม

 

1552931_10202395178856723_937940745_n“ข้อเท็จจริงคือ มวลชนที่คัดค้านโครงการฯ เป็นชาวบ้านที่ได้รับความเดือดร้อน เป็นคนที่เห็นความสำคัญของทรัพยากรประเทศทั้งสิ้น ไม่ว่าจะเป็นรัฐบาลใดก็ตาม ภาคประชาชนก็คัดค้านเสมอ หากโครงการต่างๆ ไม่ชอบธรรม และส่อแววทุจริตงบประมาณ ที่ผ่านมายอมรับว่า เสียงสะท้อนจากบางฝ่ายมองว่า การที่นักการเมืองพรรคตรงข้ามรัฐบาลเข้ามามีส่วนในการขึ้นปราศรัยบนเวทีของภาคประชาชน นั้นเป็นการจัดฉากโค่นรัฐบาล ซึ่งข้อกังขาในเรื่องดังกล่าว ไม่มีผลในการลดมวลชนที่คัดค้าน เพราะมีนับหมื่น นับแสน ที่ไม่สามารถระบุได้ว่า ฝักใฝ่การเมืองฝ่ายใด และเวทีทั่วไปของภาคประชาชน ก็มักมีการนำเสนอข้อมูลเชิงความรู้ วิชาการ เพื่อคัดค้านโครงการทั้งสิ้น ที่สำคัญคืออัตลักษณ์ของแต่ละพื้นที่ ล้วนเป็นสิ่งที่มีมาในอดีต ไม่ใช่การรักษาไว้ซึ่งผลกระโยชน์ทางการเมือง จึงมั่นใจว่า ประชาชนแยกแยะออก ” นายกมล กล่าว

 

ด้านนางสาวธัณย์จิรา ธนานนท์ขันธชัย ตัวแทนชาวบ้านวังหลวง ตำบลป่าปลู อำเภอบ้านโฮ่ง จังหวัดลำพูนที่คัดค้านโครงการเขื่อนห้วยตั้ง กล่าวว่า ในวันที่ 9 มกราคมนี้ตนในฐานะตัวแทนชาวบ้านจะเดินทางไปฟังคำตัดสินของศาลปกครองสูงสุดด้วยเช่นเดียวกัน และจะนำมาเผยแพร่สู่ชาวบ้านให้ชัดเจน เหมือนทุกครั้งที่ผ่านมา หากศาลมีคำตัดสินในทางบวกกับชาวบ้านและมีแนวโน้มว่ารัฐบาลผิดจริง เชื่อว่าชาวบ้านจะสบายใจอย่างมาก แม้ว่าเรื่องการเมืองในพื้นที่นั้น ชาวบ้านส่วนมากเลือกรัฐบาลนางสาวยิ่งลักษณ์ ก็ตาม แต่กรณีการสร้างเขื่อนนั้น ชาวบ้านไม่เคยได้รับความร่วมมือจากนักการเมืองในพื้นที่แม้สักครั้ง ดังนั้นเชื่อว่า การมีฐานเสียงทางการเมืองไม่สามารถทำลายความรักบ้านเกิดของชาวบ้านได้ และการอ้างโครงการในนามรัฐบาลก็ไม่สามารถแปรความคิดคัดค้านให้คนเห็นผิดเป็นชอบได้ ทั้งนี้ถ้าศาลตัดสินแนวโน้มเอนเอียงไปทางลักษณะที่ระบุว่า รัฐบาลเดินหน้าถูกต้อง ชาวบ้านก็จะยังคงก็ต่อสู้ต่อไป

 

“ที่ผ่านมาเราเห็นว่า ชาวบ้านเริ่มผิดหวังกับ ส.ส.ในพื้นที่มากเพราะหลายครั้งที่เกิดปัญหา หลายครั้งที่จัดเวทีไม่มีนักการเมืองเข้ามาดูแล เข้ามาแก้ปัญหาหรืออำนวยความสะดวกให้ ดังนั้นกรณีการคัดค้านเป็นไปได้ว่าชาวบ้านเลือกแล้วว่าอะไรทำลายบ้านเกิด ทำลายทรัพยากรของชุมชนก็ต้องคัดค้านต่อไป” ด้านนางสาวธัณย์จิรา กล่าว

 

————-

 

 

 

Share.

Leave A Reply

This site uses Akismet to reduce spam. Learn how your comment data is processed.