ทำไมเขาจึงเป็น “บิลลี่”เมื่อเพื่อนเด็กวัดรำลึกถึงเขาในวัยเยาว์หนุ่มน้อยแห่งบ้านบางกลอย

0

image

ย้อนไป พ.ศ. 2533 –2536ที่วัดท่าคอย อ.ท่ายาง จ.เพชรบุรี สมัยนั้นผมได้บวชเป็นสามเณร เพื่อเรียนเปรียญธรรมที่สำนักการเปรียญธรรมวัดท่าคอย โดยมีพระภิกษุสามเณรจากภาคใต้ ภาคเหนือ มาศึกษาด้วยจำนวน 20 กว่ารูป และนอกจากนั้นมีเด็กชาวกระเหรี่ยงมากจากป่าแก่งกระจาน 3-4 คน พักอยู่ที่กุฏิท่าน้ำ 

ปัจจุปันเรียกกันว่า กุฏิอาจารย์เสริม (แม่น้ำเพชรหลังวัดท่าคอย) ในจำนวนนั้นมีเด็กชายที่พวกเราเรียกชื่อว่า “กุ้ย” ซึ่งมีอายุประมาณ 8-10ขวบรวมอยู่ด้วย

เด็กชายกุ้ย เป็นเด็กที่ขยันขันแข็งและมีสีหน้ายิ้มแย้มอยู่ตลอดเวลา ทุกๆตอนเช้า เด็กชายกุ้ย จะไปช่วยพระและสามเณรสายที่ไปบิณฑบาตในตลาดท่ายาง ด้วยการสะพายย่าม หิ้วของที่ญาติโยมตักบาตรทุกเช้า จากนั้นกลับมาเตรียมพร้อมเพื่อให้พระฉันข้าวแล้วเขาค่อยกินข้าว เก็บกวาด และไปโรงเรียนที่โรงเรียนวัดท่าค่อย

หลังจากกลับมาจากโรงเรียน เด็กชายกุ้ย มีหน้าที่ปัดกวาดลานวัด และขนขยะไปทิ้ง เป็นกิจวัตรทุกๆ วัน

เนื่องจากเด็กชายกุ้ยเป็นเด็กชาวกะเหรี่ยงที่พูดภาษาไทยไม่ค่อยชัด และเพิ่งออกจากป่ามาอยู่ในตัวอำเภอใหม่ๆ จึงเป็นที่หยอกล้อของเด็กๆ ที่อายุมากกว่า รวมทั้งพระภิกษุสามเณร แต่เด็กชายกุ้ย ก็ไม่ได้แสดงอาการโกรธเคืองแต่อย่างใด ในทางตรงกันข้ามเขากลับมีสีหน้ายิ้มแย้มแจ่มใส จนเป็นที่เอ็นดูของทุกๆคน

เนื่องจากเด็กชายกุ้ยมีใบหน้าที่คมคายและหล่อเหลา แถมยังยิ้มอยู่ตลอดคล้ายกับนักร้องชื่อดังในยุคนั้นคือ “บิลลี่ โอแกน”พวกเราจึงตั้งชื่อเด็กชายกุ้ยว่า “บิลลี่”

ตั้งแต่นั้นมาหลายๆ คนจึงเรียกด.ช กุ้ยว่า บิลลี่ จนติดปาก
หลังจาก พ.ศ 2536 ผมได้ย้ายเข้าไปกรุงเทพฯ เพื่อศึกษาเปรียญธรรม และสึกจากการเป็นสามเณร ได้ทำงานอยู่ที่กรุงเทพฯ จนกระทั้งย้ายมาทำงานเป็นนักกิจกรรมเพื่อสิ่งแวดล้อมแห่งฉานที่ชายแดนไทย-พม่า ทางภาคเหนือตั้งแต่ พ.ศ 2542 และได้ขาดการติดต่อกับเพื่อนๆ และญาติมิตรที่เคยได้อาศัยข้าวก้นบาตรเติบโตมาด้วยกัน ที่วัดท่าค่อย อันเป็นความทรงจำเปรียบเสมือนบ้านหลังหนึ่งของพวกเรา

นับตั้งแต่ข่าวบิลลี่ แกนนำชาวกะเหรี่ยงแก่งกระจานได้หายตัวไป ชื่อของบิลลี่ ชาวกะเหรี่ยง จากแก่งกระจาน ยังคงอยู่ในความทรงจำและคิดอยู่ในใจของผมเสมอว่า คนชื่อบิลลี่ เป็นคนๆเดียวกับด.ช.กุ้ย เด็กวัดที่เราเคยอยู่ด้วยกันหรือไม่ จนกระทั่งผมได้ติดต่อกับเพื่อนที่ยังอยู่ที่ท่าค่อย อ.ท่ายาง จ.เพชรบุรี เมื่อปลายเดือนมิถุนายนที่ผ่านมา ซึ่งได้รับการยืนยันว่า บิลลี่ ที่หายไปนั้นคือ น้องบิลลี่ เด็กวัดที่เราเคยอยู่ด้วยกัน

จนถึงวันนี้ยังไม่รู้ว่า บิลลี่หายไปไหน? เจ้าหน้าที่อุทยานแก่งกระจานและทีมงาน ที่เรียกบิลลี่ไปสอบสวน เกี่ยวกับน้ำผึ้งป่า ต้องให้คำตอบสังคมให้กระจ่าง ไม่ใช่เพียงแต่มีหน้าที่พิทักษ์ผืนป่า โดยที่ไม่ได้คำนึงวิถีชีวิตของคนที่เขาอาศัยผืนป่า ถึงแม้จะมีกฎหมายรักษาผืนป่าที่ดีแค่ไหนก็ตาม หากผู้ที่รักษากฎหมาย แสดงความยิ่งใหญ่ โดยไม่มีความเคารพผู้อาศัยอยู่ในผืนป่า ก็มีแต่ความขัดแย้ง และไม่รู้ว่าชีวิตคนเล็กคนน้อยในผืนป่าแห่งนี้ต้องหายไปอีกกี่คน จึงจะเข้าถึงกฎแห่งความเป็นธรรม ความเอื้ออาทร

บิลลี่ที่หายไป ไม่ใช่เป็นเพียงแค่แกนนำพี่น้องชาวกะเหรี่ยงแก่งกระจาน หรือสมาชิกอบต.ห้วยแม่เพรียงเท่านั้น แต่บิลลี่ เป็นพี่น้องของคนอีกจำนวนมากและเขาเป็นพี่น้องของพวกเราที่เป็นลูกศิษย์วรปัญโญ ที่เคยอยู่อาศัยด้วยกันที่วัดท่าคอย(สมัยนั้นเจ้าอาวาส ชื่อว่าพระหากลีบ วรปัญโญ เป็นชาวพัทลุง ปัจจุบัน ได้ย้ายไปเป็นเจ้าอาวาสอยู่ที่จ.สุราษฎร์ธานี มีตำแหน่งเป็นเจ้าคุณ)

บิลลี่เป็นลูกศิษย์โรงเรียนวัดท่าค่อย เปรียบเสมือนเป็นลูกหลานของชาวท่าคอยและชาวท่ายางที่เป็นคนเมืองเพชร ซึ่งเคยได้อาศัยอยู่ที่วัดท่าคอย

ผมอยากให้บิลลี่และครอบครับรับรู้ว่า แม้เขาจะหายไปแล้วเกือบ 3 เดือน แต่พวกเรายังมีความหวังและให้กำลังใจเสมอ ขอให้ความจริงเกี่ยวกับน้องบิลลี่ได้กระจ่าง

ที่สำคัญคือขอให้น้องบิลลี่ได้กลับมา
————————-
สามเณรอุดม วรพงศ์ วัดท่าคอย พ.ศ 2532-2537

////////////////////////////
หมายเหตุ-ผู้เขียนเป็นชาวไทยใหญ่ มีภูมิลำเนาอยู่ภาคเหนือ แต่ได้บวชเรียนอยู่ที่วัดท่าคอยระยะหนึ่ง ปัจจุบันเป็นนักกิจกรรมทางสังคมด้านสิ่งแวดล้อมและชาติพันธุ์

Share.

Comments are closed.